0 Views

ท่าทางของหลินเทียนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างมากพร้อมกับจ้องมองไปยังเหลียวเอ้อที่กำลังเดินเข้ามาด้วยประกายตาเย็นยะเยือก

ก่อนหน้านี้เขาก็เป็นกังวลอย่างมากว่าจะไปหาตัวไอ้ระยำนี่ที่ไหน

“ท่านพี่”

หลินซี่นั้นหวาดผวาเป็นอย่างมากก่อนที่จะวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของหลินเทียนพร้อมทั้งจับชายเสื้อของเขาเอาไว้

หลินเทียนได้หันหน้ากลับมาก่อนที่จะก้มตัวลงแล้วลูบหัวของเธออย่างอ่อนโยนพร้อมทั้งพูดว่า

“เสี่ยวซี่ไม่ต้องกลัวพวกมันนะเพราะว่าพี่อยู่นี่แล้ว ”

เขาได้ให้เธอกลับไปยืนที่เก่าโดยที่ไม่ขยับไปไหนก่อนที่จะหันหน้ากลับไปมองคนของเหลียวเอ้อ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก่อนนั้นพวกมันได้ทำเรื่องที่ไม่สมควรทำกับหลินซี่ไปซึ่งตอนนี้เขาก็ยังไม่ลืมว่าตัวเองนั้นเป็นพี่ชายของหลินซี่แถมเธอยังเป็นครอบครัวของเขาเพียงคนเดียวที่อยู่ในโลกอันแปลกประหลาดนี้

เขาจะไม่มีทางอภัยให้กับใครก็ตามที่กล้าทำร้ายน้องสาวของเขา !

ม่าซือเองก็ได้ตายไปแล้วและไอ้เหลียวเอ้อนี่ก็ต้องชดใช้ในส่วนของมัน !

ผู้คนโดยรอบต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปก่อนที่จะให้ความสนใจ

“นั่นเขานี่ เจ้าหนูตระกูลหลินที่เป็นคู่หมั้นของเสี่ยวหยุน ”

“ไม่กี่วันก่อนได้ยินว่าบ้านหลักตระกูลหลินถูกเผาโดยข้ารับใช้ของโม่เซินนี่ ไม่คิดเลยว่าเจ้าหนูนี่ยังรอดมาได้ ดูเหมือนว่าโชคเขาจะดีมากๆเลยนะ ”

“ถึงอย่างไรตอนนี้ก็อันตรายอยู่ดี โม่เซินนั้นมีความใคร่กับเสี่ยวหยุนอย่างมากดังนั้นจะไปเก็บเจ้าหนูหลินไว้ทำไม ? หากว่าตระกูลหลินยังทรงอำนาจเหมือนแต่ก่อน….แต่ตอนนี้ เห้ออ ดูเหมือนว่าเจ้าหนูนี่ได้ตายแน่ๆ ”

“หัวใจหลักมันไม่ใช่โม่เซินแต่เป็นพี่ชายของมันอย่างโม่จี่ต่างหาก เจ้านั่นเป็นคนที่น่ากลัวมากๆ ได้ยินมาว่าเขาบรรลุไปถึงเขตแดนชีพจรเทวะแล้วด้วยแถมยังเข้าร่วมกับกองกำลังจักรวรรดิแล้วด้วย ด้วยความที่มีพี่ชายที่ทรงอำนาจขนาดนั้นแล้วคิดว่าเจ้าหนูหลินเทียนนั่นจะสามารถต่อกรกับโม่เซินได้ ? คงทำได้เพียงแค่หนีแล้วก็ตายอย่างง่ายดายเท่านั้นแหละ ”

“อย่าลืมสิว่าโม่เซินเองก็ยังมีลุงของเขาอยู่อีกแถมยังเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักนี้ด้วย !”

“ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนี้กลับตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ”

พวกเขาหลายคนได้เริ่มบทสนทนากัน

ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ล้วนเติบโตขึ้นที่เมืองนี้ดังนั้นถึงได้รู้ถึงเรื่องราวของหลินเทียนเป็นอย่างดี พวกเขาได้แต่มองไปทางหลินเทียนพลางส่ายศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่คิดว่าวันนี้ตัวของหลินเทียนต้องตกที่นั่งลำบากแน่นอน

เหลียวเอ้อเองก็ได้แต่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายกว่าเก่า

“หักมือหักเท่ามันแล้วเอาตัวมานี่ ”

เหลียวเอ้อได้ออกคำสั่งไปยังชายรูปร่างกำยำทั้งห้าคนก่อนที่จะพูดต่อว่า

“อ่อใช่ ไม่ต้องเป็นห่วงน้องสาวเจ้าหรอกนะเพราะว่าข้าจะดูแลนางอย่างดี ! ”

“รุมมัน ! ”

เหลียวเอ้อได้คำรามออกมาอย่างดัง

ในหมู่ผู้คนทั้งหกนั้น ชายรูปร่างกำยำทั้งห้าคนเองก็ได้ยิ้มออกมาพลางเดินไปทางหลินเทียนพร้อมกับเสียงกำหมัด

ท่าทางของหลินเทียนเองก็ดุร้ายเป็นอย่างมากและเขาไม่ได้รอให้คนทั้งห้าเดินเข้ามาแม้แต่น้อย ตัวเขาเลือกเป็นฝ่ายที่จะเปิดฉากโจมตีก่อนพร้อมทั้งเหวี่ยงหมัดเข้าใส่อย่างไม่ปราณี

“โครม. !”

คนที่อยู่ใกล้กับเขาที่สุดนั้นถูกกำปั้นบดขยี้ใบหน้าของเขาไปก่อนที่จะโห่ร้องออกมาพร้อมกับเลือดที่ไหลไม่หยุด

คนที่เหลืออีกสี่คนเองก็ได้แต่ชะงักไปพร้อมทั้งปล่อยหมัดออกไป

น่าเสียดายที่คนธรรมดารูปร่างกำยำจะไปต่อกรกับหลินเทียนในตอนนี้ได้อย่างไรกัน เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 3 นั้นไม่ใช่ขยะ เพียงพริบตาเดียวนั้นชายรูปร่างกำยำทั้งสี่คนเองก็ได้ถูกส่งลอยเคว้งออกไปไกล

“นั่นใช่เจ้าหนูตระกูลหลินแน่หรอ ? ไม่ใช่ว่าจากข่าวลือที่ได้ยินมาบอกว่าเขาอ่อนแอ ? ทำไมตอนนี้ถึงได้………”

หลายคนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาพร้อมกับท่าทางที่ไม่อยากจะเชื่อ

คนทั้งห้าคนนี้ล้วนแข็งแกร่งกว่าม่าซือทั้งสิ้น ครั้งก่อนนั้นม่าซือได้ถูกหลินเทียนฆ่าไปดังนั้นครั้งนี้เขาถึงได้นำกองกำลังชายรูปร่างกำยำทั้งห้าคนมาดักรอที่นี่เอาไว้แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาทั้งห้ากลับถูกจัดการได้อย่างง่ายดายขนาดนี้

“กล้าที่จะขัดขืนงั้นหรอ ดูเหมือนว่าจะมีกึ๋นไม่น้อยหนิ คอยดูแล้วกันว่านายน้อยคนนี้จะจัดการแกอย่างไร ! ”

เหลียวเอ้อได้จ้องเขม็งไปทางหลินเทียนก่อนที่จะหันหน้ากลับไปพูดด้วยท่าทางประจบกับชายวัยกลางคนว่า

“ท่านเหลียวเฮอโปรดลงมือแต่อย่าได้เอาถึงตาย แค่หักเขียนหักขามันก็พอเพราะว่าข้าน้อยต้องเก็บมันไปส่งให้กับนายน้อย”

ชายวัยกลางคนนี้มีชื่อว่าเหลียวเฮอซึ่งเขาเป็นทหารยามของตระกูลโม่ที่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 1 ที่เขาตามเหลียวเอ้อมาในครั้งนี้ก็เพราะว่าเขาเห็นแก่หน้าของโม่เซิน

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเหลียวเอ้อแล้วเหลียวเฮอเองก็ได้แต่พยักหน้าพร้อมกับก้าวเดินออกไป

“หักแขนหักข้าตัวเองซะ ข้าไม่อยากเป็นคนลงมือเอง”

เหลียวเฮอได้จ้องมองไปทางหลินเทียนก่อนที่จะพูดออกมาอย่างไม่แยแส

“กะอีแค่เจ้าน่ะนะ ? ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุร้าย

เหลียวเฮอได้แสดงแววตาที่เย็นยะเยือกออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ไม่รู้จักชั่วดี ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเหลียวเฮอเองก็ได้เหวี่ยงหมัดเข้าใส่หลินเทียนซึ่งขณะที่หมัดได้ถูกส่งออกไปนั้นก็ได้ส่งเสียงลมที่รุนแรงออกมาอย่างชัดเจน

หลินเทียนได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะสวนหมัดกลับไปโดยที่ไม่ได้หลบแม้แต่น้อย

“โครมมม ! ”

“! ”

เหลียวเฮอได้โห่ร้องออกมาอย่างน่าสังเวช หลังจากที่หมัดทั้งสองได้ปะทะกันแล้วร่างของเขาได้ลอยเคว้งออกไปก่อนที่จะกระแทกลงกับพื้นอย่างจังโดยที่ไม่สามารถคลานกลับขึ้นมาได้

นัยน์ตาของเหลียวเอ้อเองก็ถึงกับเบิกกว้างด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป

“เป็นไปไม่ได้ !”

เหลียวเอ้อได้โห่ร้องออกมา

เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 1 อย่างเหลียวเฮอกลับถูกต่อยจนปลิวโดยหลินเทียน ตอนนี้เองที่ความกลัวได้ครอบงำจิตใจของเขาก่อนที่จะหันหลังแล้ววิ่งหนีโดยทันที

น่าเสียดายที่ความเร็วของเขาจะไปต่อกรกับหลินเทียนได้อย่างไรกัน หลินเทียนที่วิ่งตามหลังมาได้ปล่อยหมัดอัดใส่เขาจนต้องทรุดตัวลงกับพื้น

“พี่ชายหลิน….อย่า อย่าทำข้าเลย ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรด ! ปล่อยข้าน้อยไปสักครั้ง ! ”

เหลียวเอ้อได้ร้องขอความเมตตาออกมาไม่หยุด

“ยกโทษให้ ? คงเป็นไปได้อยู่หรอก ! ”

หลินเทียนได้แสยะออกมา

เขายังจำเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านของเขาได้อย่างดีรวมถึงท่าทางสั่นกลัวของหลินซี่ สายตาของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกก่อนที่จะง้างขาขวาแล้วเตะเข้าไปตรงขาหนีบของเหลียวเอ้ออย่างรุนแรง

“อั๊ก!”

เหลียวเอ้อได้เปล่งเสียงร้องเสมือนหมูโดนเชือดออกมาก่อนที่หว่างขาของเขาจะมีเลือดทะลักออกมาไม่หยุดพร้อมทั้งสลบไปด้วยความเจ็บปวด

ผู้คนโดยรอบต่างต้องหยุดหายใจ

“โหดเหี้ยมดีจริงๆ ! ดูเหมือนว่าต้องใช้การไม่ได้อีกแล้วแน่นอน ”

หลายคนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

บางคนเองก็ถึงกับสั่นสะท้านไปก่อนที่จะเอื้อมมือไปกุมเป้าของตัวเอง ลูกเตะนี้มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน !