0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การจะเปิดการทำงานของพื้นที่นี้จำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรอย่างมากแถมศิษย์ภายในสำนักก็มีอยู่นับไม่ถ้วนดังนั้นแต่ละเดือนศิษย์แต่ละคนจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าฝึกอย่างจำกัดดังนั้นอัดดับก็ได้ถูกจัดแล้วถึงได้จำแนกตามอันดับที่ได้มา

“นี่คือตารางอันดับและเวลาที่สามารถเข้าใช้งานของศิษย์ภายนอก ลองดูกันซะ ”

หลัวเสี้ยวได้ส่งก่อนหยกให้กับศิษย์แต่ละคน

หลินเทียนได้กวาดจิตสัมผัสลงไปก่อนที่จะพบว่าศิษย์ที่มีอันดับตั้งแต่ 150 ลงไปนั้นสามารถฝึกกายภาพและพลังฉีได้ภายในสถานที่แห่งนี้เพียงเดือนละสิบชั่วโมง ตั้งแต่อันดับที่ 150 – 101 จะสามารถฝึกได้หนึ่งวันเต็ม ตั้งแต่อันดับ 100 – 50 จะสามารถฝึกได้ 2 วันเต็ม ตั้งแต่อันดับ 50 – 11 จะฝึกได้สามวันเต็ม ตั้งแต่อันดับที่ 10 – 4 จะฝึกได้ 5 วันเต็ม

แต่สามอันดับแรกนั้นจะฝึกได้นานกว่า

อันดับสามฝึกได้ 7 วันเต็ม

อันดับสองฝึกได้ 8 วันเต็ม

อันดับหนึ่งฝึกได้ 10 วันเต็ม

“ข้าอยู่ในอันดับที่สองดังนั้นอีกความหมายหนึ่งคือข้าสามารถฝึกได้ 8 วันไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือพลังฉีก็ตาม ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วเขาก็รู้สึกขอบคุณในการกระทำของซูชูวเป็นอย่างมากเพราะนางได้ส่งมอบแก่นสัตว์อสูรทั้งหมดใจนามของเขาซึ่งทำให้เขาได้รับอันดับที่ 2 ในการจัดอันดับครั้งล่าสุด

“เอาล่ะ แบ่งออกเป็นห้ากลุ่มแล้วเข้าไปตามลำดับ ”

หลัวเสี้ยวได้ตะโกนออกมา

ข่ายอาคมนี้คลื่นยักษ์นี้ทำงานโดยอาศัยแก่นของสัตว์ร้ายซึ่งสามารถรองรับผู้ใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 25 คนและศิษย์ใหม่ของปีนี้ก็มีอยู่ทั้งหมด 103 คนถึงได้แบ่งออกเป็นห้ากลุ่ม ไม่นานผู้คนทั้งหมดก็ได้จัดกลุ่มกันเป็นห้าแถวซึ่งแยกออกเป็นสามกลุ่มที่มี 21คนและอีกสองกลุ่มที่มี 20 คน

เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วเหล่าศิษย์ก็ต่างแสดงสีหน้าที่ตื่นเต้นออกมาด้วยกันทั้งหมด

หลัวเสี้ยวได้มองไปยังพวกเขาก่อนที่จะตะโกนออกมาว่า

“ข้าเตือนก่อนเลยนะว่าด้วยระดับพลังของพวกเจ้าในตอนนี้คงสามารถฝึกได้แค่ในแรงโน้มถ่วงสองเท่า ห้ามทำอะไรเกินกว่ากำลังแล้วเข้าไปภายในเขตแรงโน้มถ่วงสามเท่าเด็ดขาดเพราะมันอาจจะนำพาหายนะไปสู่ตัวพวกเจ้าเองได้ ”

“อาจารย์ นี่มันก็เพียงการฝึกและต่อให้ยากลำบากแค่ไหนก็ไม่น่าจะอันตรายได้ ? ”

หลายคนได้ถามออกมาด้วยความสงสัย

เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้วศิษย์ต่างๆถึงได้แต่จ้องมองไปยังหลัวเสี้ยวเป็นสายตาเดียวกัน

หลัวเสี้ยวแสยะออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะพูดว่า

“อย่าคิดอะไรตื้นๆไปหน่อยเลย ! หากว่าข้าโยนพวกเจ้าเข้าไปในเขตแรงโน้มถ่วงห้าเท่าซึ่งพวกเจ้าไม่สามารถขยับหรือส่งเสียงได้แล้วนอกจากรอความตายพวกเจ้าจะทำอะไรได้อีก ? ”

เมื่อถึงตรงนี้แล้วเขาก็ได้หยุดไปก่อนที่จะมองไปรอบๆแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า

“ภายในพื้นที่แห่งนี้มีศิษย์สำนักตายไปอย่างน้อยก็สิบๆคนแล้ว ”

สีหน้าของเหล่าศิษย์กว่าร้อยได้เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

“นี่….”

“ได้ยังไงกัน….”

“มี…….คนตายด้วย”

ท่าทางของใครหลายคนได้เปลี่ยนเป็นซีดเผือด

“ไม่ต้องกระวนกระวายไปหรอก ”

หลัวเสี้ยวได้โบกมือพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“คนที่ตายทั้งหมดเป็นพวกที่ประเมินตัวเองสูงไปแล้วฝ่าเข้าไปยังเขตแรงโน้มถ่วงที่ตัวเองไม่สามารถรับไหวแต่ตราบใดที่พวกเจ้ารู้จักประมาณตัวเองไม่อวดดีก็ไม่น่าจะตายอย่างแน่นอน ”

คำพูดของหลัวเสี้ยวได้ส่งผลให้ศิษย์หลายคนโล่งใจในทันที

หลินเทียนได้แต่มองไปยังประตูข้างหน้าด้วยสีหน้าที่คาดหวังเป็นอย่างมาก

“เอาล่ะ เริ่มจากกลุ่มแรกก่อนแล้วกัน วันนี้ข้าจะนำพวกเจ้าเข้าไปกลุ่มละสองชั่วโมง ”

หลัวเสี้ยวได้พูดต่อว่า

“บอกอีกรอบเลยนะว่าให้ไปฝึกที่เขตแรงโน้มถ่วงสองเท่า ! ”

“ได้ครับอาจารย์ !”

เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างพากันตอบรับ

หลัวเสี้ยวได้พยักหน้าก่อนที่จะมองไปยังหลินเทียนและพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“หลินเทียน วันนี้เจ้ามาเป็นคนแรกดังนั้นข้าจะให้รางวัลเจ้าคือการอยู่ตั้งแต่ทีมแรกถึงทีมสุดท้ายเป็นไง ? ”

หลังจากที่พูดจบแล้วหลัวเสี้ยวก็ได้มองไปยังศิษย์คนอื่นๆพร้อมทั้งพูดว่า

“ใครมีปัญหาอะไรไหม ? ”

เหล่าศิษย์คนอื่นๆต่างมองไปที่กันและกันพลางส่ายศีรษะเพราะว่าพวกเขาไม่มีคุณสมบัติพอจะโต้แย้งอะไรได้

หลินเทียนที่อยู่ในกลุ่มแรกได้โค้งคำนับพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“ขอขอบคุณผู้อาวุโส ”

“ยินดี คนขยันก็ต้องได้รางวัลเป็นธรรมดา ”

หลัวเสี้ยวได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“เมื่อเข้าไปแล้วก็ปรับตัวให้เข้ากับแรงโน้มถ่วงก่อน คนปกติสามารถอดทนได้เพียงแค่สองชั่วโมงและหากว่าเจ้ารู้สึกว่าถึงขีดจำกัดแล้วก็ให้ออกมาพักเอาแรงก่อนค่อยกลับเข้าไป ”

“ขอขอบคุณคำแนะนำของท่านผู้อาวุโส หลินเทียนจะจดจำเอาไว้”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

หลัวเสี้ยวได้พยักหน้าพร้อมกับมองไปทางคนอื่นก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เอาล่ะกลุ่มแรกเข้าไปได้ ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็เดินนำทางเข้าไป

วิ้สสส !

ทันใดนั้นเองที่เกิดเสียงโห่ร้องกันทันทีหลังจากที่ก้าวผ่านประตูเข้าไป

หลินเทียนอยู่ในทีมแรกดังนั้นเขาเองก็ก้าวตามเข้าไปเหมือนกัน

ความรู้สึกเมื่อก้าวผ่านเข้าไปแล้วเขารู้สึกเหมือนว่าร่างกายตัวเองกำลังจมซึ่งส่งแรงกดดันให้กับจิตใจของเขามาก เมื่อเขาก้าวขาออกไปก็พบว่าการขยับของเขาเป็นเรื่องยากกว่าเดิมเหมือนว่าทั้งสองขาของเขากำลังจมอยู่ในปรอท

“นี่คือแรงโน้มถ่วงสองเท่า ? ”

หลินเทียนได้ผงะไป

ณ ตอนนี้เขารู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวอย่างถึงที่สุด

“! ”

“เจ็บปวด ! ”

“โอ้ย ! ”

ศิษย์หลายคนที่อยู่รอบๆต่างโห่ร้องออกมาอย่างน่าอนาถ

เสียงของหลัวเสี้ยวได้ดังกังวานไปทั่วพื้นที่ว่า

“จะว่าไปแล้วแรงโน้มถ่วงภายในสถานที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับแรงโน้มถ่วงเวลาที่เราแบกของนักเพราะหากว่าเราแบกของนั้นน้ำหนักทั้งหมดของเขาก็จะถูกกดทับลงที่ไหล่ แขนและส่วนอื่นๆ”

“อย่างไรก็ตามแรงโน้มถ่วงภายในสถานที่แห่งนี้มันจะส่งผลถึงทุกอวัยวะในร่างไม่ว่าจะเป็นเลือดหรือเนื้อก็ตาม มันจะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกกรีดด้วยของมีคมกำลังตัดผ่านเลือดเนื้อและอวัยวะภายในของเรา ! ”

เมื่อได้ยินคำอธิบายแล้วหลินเทียนถึงกับตกตะลึงไป

“มันเป็นแบบนี้นี่เอง ”

เขาได้คิดอยู่ภายในใจ

ก่อนหน้านี้เขาก็ยังสงสัยอยู่ว่าความรู้สึกที่สัมผัสได้มันไม่เหมือนตอนที่เขากำลังอุ้มซูชูวหรือเด็กน้อยแต่ที่แท้แรงโน้มถ่วงมันต่างกัน

“ส่งผลต่อทุกส่วน ? อย่างน้อยๆก็น่าจะเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 6 ที่ช่วยวางให้อย่างแน่นอน ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 6 นี่มันน่ากลัวเป็นอย่างมาก พอจะเดาได้เลยว่าจะต้องเป็นระดับผู้อาวุโสภายในสมาคมที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง

“ไม่ไหวแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว ! ”

“เจ็บจะตายอยู่แล้ว ! ”

“ข้าต้องออกไป ! ”

เสียงร้องระงมดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่ เหล่าศิษย์มากมายต่างมีสีหน้าที่น่าเกลียดแม้จะไม่ได้รับบาดแผลอะไรแต่หลายคนกลับไม่สามารถทนรับได้

ไม่นานหลายคนก็เริ่มเดินกลับไป

หลินเทียนได้กวาดตามองรอบๆด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ทุกๆก้าวหลังจากที่เข้ามาแล้วเขารู้สึกได้ถึงเสียง ปึก เสมือนว่ากำลังหล่อหลอมร่างกายและยิ่งเขาเคลื่อนไหวเร็วกว่าเดิมก็จะยิ่งส่งเสียงออกมามากกว่าเดิมเช่นกัน

“ดูเหมือนว่าข่ายอาคมนี่จะเล็งไปที่การพัฒนาทางกายภาพนะ มันเหมาะจะเอาไว้ฝึกทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์มากๆ ! ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

ทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์เป็นทักษะไร้ที่ติซึ่งเขาได้รับมาจากการรวมข้อมูลต่างๆภายในห้วงความคิด มันแบ่งออกเป็น 9 ระดับและตอนนี้ตัวเอาอยู่ในระดับที่ 1แถมที่นี่ยังมีข่ายอาคมที่สามารถช่วยพัฒนาทักษะนี้ให้เขาอีกด้วย

หลินเทียนได้รวบรวมสติก่อนที่จะเริ่มทำการเคลื่อนไหวซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ลึกลับอย่างถึงที่สุด ในระดับแรกๆจะทำให้ความเร็วของก้าวไกลกว่าผู้คนธรรมดาแต่หลังจากที่ฝึกจนเชี่ยวชาญแล้วก็จะสามารถทำให้เขาพุ่งผ่านระยะหมื่นลี้ได้ด้วยความเร็วที่สูงมาก

“เจ็บปวดดีหนิ ! ”

หลังจากที่สำแดงทักษะออกมาแล้วเขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่โลดแล่นไปตามร่างกายได้อย่างชัดเจนพร้อมทั้งอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าที่เจ็บปวดออกมา สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขารู้สึกว่าแรงโน้มถ่วงสองเท่านี่มันรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวจริงๆ หากว่าฝ่าไปยังเขตแรงโน้มถ่วงระดับสามเท่าก็คงจะแบกรับไม่ไหวอย่างแน่นอน

ณ ตอนนี้กลุ่มแรกที่เข้ามาก็ได้ใช้เวลากันไปกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วแถมคนอื่นๆนอกจากหลินเทียนก็ล้วนเดินกลับออกไปหมดแล้วแต่สำหรับหลินเทียนแล้วเขาไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย สายตาของเขายังคงแน่วแน่และมั่นคงพร้อมทั้งทำการฝึกทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์ต่อไป

หลังจากที่ก้าวเดินออกไปได้ไม่นานเขาก็พบกับเส้นสีแดงที่ถูกขีดเอาไว้และมันทำให้เขาผงะไปพร้อมกับพูดออกมาว่า

“นี่น่าจะเป็นเส้นแบ่งเขตแรงโน้มถ่วงระดับที่ 3”

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วเขาก็เดินเข้าใกล้ไปอีกและพยายามจะยื่นมือขวาออกไปรับแรงโน้มถ่วงดู

พริบตานั้นเองที่ความเจ็บปวดได้โลดแล่นผ่านเข้ามาในร่างของเขาและทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าตอนนี้มือขวาของเขาได้ถูกกระบี่ฟันขาดสะบั้นไปแล้ว

เขาได้แต่รู้สึกประหลาดใจพร้อมกับท่าทางที่เปลี่ยนไปมาก

ขาทั้งสองข้างทำงานอย่างไวพร้อมทั้งก้าวถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว

มือขวาของเขาห้อยลงเหมือนว่ามันได้ถูกเผาไปซึ่งตอนนี้เขารู้สึกเหมือนว่าตอนนี้ทั้งแขนขวาของเขาได้ขาดไปแล้ว

“น่ากลัวเกินไปแล้ว ! ”

เขาเข้าใจได้ถึงคำเตือนก่อนหน้านี้ของหลัวเสี้ยวโดยทันทีว่าอย่าได้อวดดี นี่ขนาดแต่มือเดียวที่เข้าไปยังทำให้เขารู้สึกได้ขนาดนี้ หากว่าหลุดเข้าไปทั้งตัวสงสัยคงได้แตกสลายแน่ๆ

“งั้นฝึกอยู่ภายในแรงโน้มถ่วงระดับที่ 2 นี่ก่อนแล้วกัน หลังจากที่ชินแล้วค่อยไประดับที่ 3 ต่อ ”

เขาได้คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่เขาลูบแขนขวาที่กำลังอยู่ในอาการชาแล้วก็ได้เคลื่อนไหวอีกครั้งก่อนที่จะสำแดงทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์เพื่อฝึกต่อไป