0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตอนที่หลินเทียนได้สติกลับมานั้นเป็นช่วงเช้าของวันใหม่

หลังจากที่เขายืนขึ้นแล้วก็กวาดตามองรอบๆและพบว่าตัวเองยังคงอยู่ในป่าทมิฬเช่นเคย

“เกิดอะไรขึ้น ? ”

เขาได้แสดงสีหน้าที่ผงะออกมา

ก่อนหน้านี้เขาหมดสติไปในถ้ำแต่ตอนนี้ดันตื่นอยู่หน้าทางเข้าป่าทมิฬ ?

“อ่อใช่แล้วจี่………จี่เอ๋อ ? ”

เขาได้กวาดตามองไปรอบๆอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่มองไปแล้วท่าทางของเขาก็หม่นหมองลงทันทีเพราะเขาไม่พบอะไรเลยแม้แต่น้อย

“จี่น้อย ! ”

หลินเทียนได้ตะโกนออกมาอย่าดัง

เขาเดินไปรอบๆและค้นหาอยู่กว่าหนึ่งชั่วโมงแต่น่าเสียดายที่ยังคงไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ”

เขาพูดออกมาด้วยท่าทางตกต่ำ

หลังจากนั้นเขาก็ได้ระลึกถึงความทรงจำทั้งหมด

สำรวจร่างกายแล้วก็พบว่ายังอยู่ดีทุกส่วนดังดังนั้นคิ้วของเขาถึงต้องขมวดเข้าหากัน หลังจากนั้นเขายังคงทำการค้นหาต่ออีกกว่าสองชั่วโมงแถมยังเข้าไปภายในตัวป่าทมิฬด้วยแต่ก็ไม่มีวี่แววอะไรอยู่ดีดังนั้นเขาถึงได้ยอมแพ้ไป

“อื้ม ”

เขาหันหน้าเข้าไปยังป่าทมิฬก่อนที่จะสวมเสื้อคลุมสีดำแล้วหันหลังเดินจากไป

ป่าทมิฬนั้นตั้งอยู่ไกลจากเมืองมากๆดังนั้นหลังจากที่เขากลับมาถึงเมืองก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว

เขาได้กลับเข้าไปยังสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมก่อนที่จะส่งมอบดอกไม้ผีด้วยความระมัดระวังซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้พนักงานถึงกับแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา ผ่านไปเพียงสองวันเท่านั้นแต่หลินเทียนกลับนำดอกไม้ผีกลับมาจากป่าทมิฬได้แล้วนี่มันน่าตกตะลึงอย่างมาก ต้องรู้ก่อนนะว่าก่อนหน้านี้คนที่ส่งมอบเร็วสุดก็ต้องใช้เวลาเก็บเกี่ยวถึงเจ็ดวัน

“เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บ ? ”

นางได้ถามออกมา

มันเป็นเพราะก่อนหน้านี้หลินเทียนได้บอกเอาไว้ดังนั้นตอนนี้นางถึงได้พูดออกมาอย่างเป็นกันเอง

“ไม่เป็นอะไรหรอกแต่เหนื่อยหน่อย ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“ก็ดีแล้ว ดีจริงๆ ! ”

นางได้พูดออกมาเพราะว่าก่อนหน้านี้มีคนต้องเสียชีวิตไปกับภารกิจนี้มากมาย

ตอนนี้ดอกไม้ผีนั้นขาดช่วงใบไปหนึ่งใบแต่ก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือส่วนกลีบดอกไม้ เมื่อนางได้รับไปอย่างระมัดระวังแล้วก็ได้ใส่แต้มความสำเร็จให้กับหลินเทียนไปพลางพูดออกมาว่า

“แต้มทั้งหมด 800 แต้มแล้วจะแลกเป็นหยาดจันทราเลยหรือเปล่า ? ”

“อื้ม ช่วยหน่อยแล้วกัน ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบไป

“ได้ โปรดขอสักครู่ ”

นางได้เดินกลับเข้าไปด้านหลังก่อนที่จะหยิบเอาขวดหยกใบเล็กออกมาซึ่งภายในบรรจุของเหลวสีเงินเอาไว้

“ขอบคุณ ”

หลินเทียนได้รับมันมากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะเก็บกลับเข้าไปใต้เสื้อ

เก้อเจิ้งยังคงไม่กลับมาดังนั้นหลังจากที่หลินเทียนได้บอกลาแล้วก็จากไปทันที

ไม่นานเขาก็ได้กลับขึ้นไปยังยอดสุดของที่พักภายในสำนัก

หลังจากที่ตื่นอยู่หน้าป่าทมิฬแล้วเขาก็พบว่าร่างกายของตัวเองกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้วแถมยังพัฒนาขึ้นเล็กน้อยด้วยดังนั้นถึงไม่คิดจะพักผ่อนต่อ

“ข่ายอาคมลมกระโชก ”

เขาได้หลับตาลงก่อนที่จะเริ่มทำความเข้าใจ

มันเป็นข่ายอาคมระดับที่ 3 ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณและข่ายอาคมผสานมาก หลินเทียนได้ใช้เวลาอยู่กว่าสองวันสองคืนจนในที่สุดก็สามารถทำความเข้าใจข่ายอาคมนี้ได้ทั้งหมดส่วนเรื่องของม้วนคัมภีร์นั้นเขาก็ได้เตรียมมาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้เขาขาดอยู่เพียงแค่น้ำหมึกที่ต้องผสมเท่านั้น

หลังจากที่ผ่านไปไม่กี่วันแล้วข่ายอาคมลมกระโชกม้วนแรกก็เสร็จสมบูรณ์

“เห้ออ ! ”

หลินเทียนได้ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงก่อนที่จะปาดเหงื่อที่หน้าผาก

ข่ายอาคมลมกระโชกนี้มีการวาดลวดลายอยู่ทั้งหมด 8 ขั้นตอนซึ่งความยากของมันก็ไม่ธรรมดาเลย เขาได้ใช้เวลาอยู่สามวันก่อนที่จะเริ่มทำการลงลวดลายข่ายอาคมนี้

“มาอีก ”

หลังจากชิ้นแรกได้รับความสำเร็จแล้วเขาก็เริ่มทำการสร้างข่ายอาคมม้วนที่สองทันที

หากเทียบกับม้วนแรกแล้วครั้งที่สองนี้ง่ายกว่าเดิมมากเพราะถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ได้รับประสบการณ์วาดจริงมาแล้ว

หลังจากนั้นหนึ่งวันเขาก็ได้ใช้หยาดจันทราไปจนหมดพร้อมทั้งสร้างข่ายอาคมลมกระโชกมาถึงแปดม้วน

“ดีมาก ! ”

ดวงตาของเขาได้เปล่งประกายออกมาทันที

ความมืดเพิ่งจะผ่านพ้นไปก่อนที่หลินเทียนจะกลับลงมาเพื่อรับแสงอาทิตย์ในยามเช้า

“ตระกูลเสี่ยว ! ”

เขาได้มองออกไปยังสำนักพร้อมทั้งสีหน้าที่แสยะ

ข่ายอาคมของเขาเสร็จสมบูรณ์แล้วและหลังจากที่ผ่านกลางคืนวันนี้ไปเขาก็จะนำบางสิ่งกลับมา

ตอนนี้เองที่ตราสัญลักษณ์ตรงหน้าอกของเขาได้เปล่งแสงออกมาก่อนที่จะได้ยินเสียงที่ถ่ายทอดเข้าสมองของเขาโดยตรงว่า

“ศิษย์สำนักจิ่วหยางทั้งหมดที่เพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์ให้ไปรวมกันที่ลานฝึกภายในหนึ่งชั่วโมง”

หลินเทียนได้ชะงักไป ตรานี่มีความสามารถแบบนี้ด้วย ?

“ลานฝึก”

หลังจากที่หยุดเท้าแล้วเขาก็ได้หันหลังกลับเข้าที่พักไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินไปทางลานฝึกโดยทันที

ตราสัญลักษณ์นี้เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเป็นศิษย์ของสำนักจิ่วหยางนี้ ในเมื่อเสียงมันมาจากตรานี่ก็แสดงว่าเขาไม่สามารถขัดคำสั่งนี้ได้

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ไปถึงที่ลานฝึก

ลานแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากๆและตอนนี้มีเพียงชายวัยกลางคนกำลังกอดอกอยู่ข้างๆลานซึ่งหลังจากที่เห็นหลินเทียนเดินมาทางนี้แล้วเขาก็ได้ถามออกมาว่า

“เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ ? ”

“ใช่ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

“ดี ”

ชายคนนั้นได้แสดงสีหน้าที่พึงพอใจออกมาเพราะเขาเพิ่งจะถ่ายทอดคำสั่งออกไปได้ไม่นานแต่หลินเทียนกลับมาที่นี่ภายในสิบห้านาทีก็หมายความว่าหลินเทียนตื่นเช้าและขยันมากๆ สำหรับเขาแล้วคนขยันนั้นจะเป็นที่ชื่นชอบเป็นธรรมดาถึงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“เจ้าชื่ออะไร ? ”

“หลินเทียน”

เขาได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เคารพ

ชายวัยกลางคนได้ผงะไปก่อนที่จะพูดต่อว่า

“เจ้าคือหลินเทียนพรสวรรค์ระดับเก้าดารา ? ศิษย์ใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุด ? ”

เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้เขาก็อยู่ในการทดสอบด้วยและได้รับรู้มาว่าทางสำนักได้รับผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดมาหลังจากที่จบการทดสอบแล้ว

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างถ่อมตนว่า

“ผู้อาวุโสก็ชมเกินไป ”

เกี่ยวกับมารยาทแบบนี้ของหลินเทียนนั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกพึงพอใจยิ่งกว่าเดิม

ผู้มีพรสวรรค์นั้นจะมีแต่คนชอบแต่ผู้มีพรสวรรค์ที่ถ่อมตนนั้นจะทำให้คนอื่นรู้สึกใกล้ชิดมากกว่า

“ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก ข้าว่าเจ้าเหมาะกับชื่อผู้มีพรสวรรค์แล้วแหละ ! ”

ชายวัยกลางคนได้พูดออกมาตรงๆว่า

“ข้าชื่อว่าหลัวเสี้ยวเป็นผู้รับผิดชอบฝึกร่างกายของพวกเจ้าชั่วคราว หากว่าหลังจากนี้มีปัญหาอะไรก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ”

“ขอบคุณผู้อาวุโส ”

หลินเทียนได้แสดงความขอบคุณกลับไป

ไม่นานก็ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะมีศิษย์ใหม่มากมายทยอยกันมากว่าร้อยคนซึ่งในหมู่พวกเขาหลายคนมาในสภาพเสื้อผ้ายับเยินเพราะช่วงที่ตราสัญลักษณ์ได้ส่งเสียงออกมานั้นพวกเขายังคงนอนหลับกันอยู่ เมื่อมองไปทางคนเหล่านี้แล้วหลัวเสี้ยวก็ได้แต่ส่ายศีรษะซ้ำๆ

“จัดแถวในห้าลมหายใจ ! ”

หลัวเสี้ยวได้คำรามออกมาอย่างดัง

กลิ่นอายที่เขาปลดปล่อยออกมานั้นทำให้ศิษย์หลายคนถึงกับผงะไปพร้อมทั้งเคลื่อนไหวเร็วขึ้นกว่าเก่า

หลินเทียนเองก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเช่นกัน

“ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะ ! ”

แม้ว่ากลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจะยังห่างชั้นกับมู่ชิงและฉีดงอยู่แต่ก็ยังอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3

หลัวเสี้ยวได้กวาดตามองคนเหล่านี้ก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ที่นี่เป็นสถานที่ฝึกและบ่มเพาะพลังแต่ด้านหลังนี้ยังมีสถานที่ฝึกพิเศษอยู่ ! มันแบ่งออกเป็นการฝึกทางกายภาพและการฝึกพลังฉี วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาก็เพราะว่าจะให้พวกเจ้าเข้าไปหล่อหลอมร่างกาย ! ”

“ตามข้ามา ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วหลัวเสี้ยวก็ได้หันหลังเดินไปอีกทางของลานฝึกโดยทันที

ลานฝึกของสำนักแห่งนี้กว่างใหญ่มากๆแถมตรงอีกฝั่งก็มีประตูหินที่ต่างกันสองประตูตั้งอยู่และด้านบนสลักเอาไว้ว่ากายภาพ อีกบานสลักเอาไว้ว่าพลังฉีซึ่งความหมายของมันก็ธรรมดามากๆ ฝั่งหนึ่งมีไว้เพื่อขัดเกลาร่างกาย อีกฝั่งไว้ขัดเกลาพลังฉี

หลังจากที่มาถึงแล้วหลัวเสี้ยวก็ได้พยักหน้าให้กับผู้ดูแลก่อนที่จะเปิดประตูหินนี้ออก

“เข้าไป ! ”

หลัวเสี้ยวได้พูดออกมาก่อนที่จะเดินเข้าไปคนแรก

ศิษย์ทั้งหลายได้เดินตามเข้าไปอย่างพร้อมเพรียงก่อนที่จะมีหลายคนแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาเพราะความรู้สึกเมื่ออยู่ภายในนี้มันแตกต่างจากข้างนอกมาก มันให้ความรู้สึกกดดัน!

หลัวเสี้ยวได้มองไปยังผู้คนเหล่านี้ก่อนที่จะคำรามออกมาว่า

“ภายในสถานที่แห่งนี้มีข่ายอาคมที่ชื่อว่าคลื่นยักษ์ถูกวางเอาไว้ซึ่งแน่นอนว่าผลของมันคือการเพิ่มแรงโน้มถ่วงที่ทำให้การเคลื่อนไหวยากกว่าเดิม ”

“ภายในสถานที่แห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับและยิ่งก้าวลึกเข้าไปก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ระดับที่ 2 มีแรงโน้มถ่วงเป็น 2 เท่า ระดับที่ 3 ก็ 3 เท่า จนถึงช่วงสิบเท่า ”

สำนักแห่งนี้ก่อตั้งมานานแล้วซึ่งข่ายอาคมอื่นๆเหมือนข่ายอาคมลวงตาที่ใช้ในการทดสอบเข้าเป็นศิษย์ก็อาศัยปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมที่แข็งแกร่งวางเอาไว้ด้วยกันทั้งหมด

หลัวเสี้ยวได้มองไปที่พวกเขาก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ยิ่งแรงโน้มถ่วงเยอะก็ยิ่งหล่อหลอมร่างกายได้ดีขึ้น คิดสิว่าหากเจ้าสามารถเคลื่อนไหวอย่างอิสระได้ภายในระดับที่ 2 แล้วถ้าออกไปที่โลกภายนอกจะรู้สึกอย่างไร ? มันเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดยังไงล่ะ ! ”

“วิ้ส ! ”

หลังจากที่คำพูดของหลัวเสี้ยวเพิ่งจะจบก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นโดยทันที

“นี่เป็นหนึ่งในทรัพยากรบ่มเพาะของสำนัก ? ดีมาก !”

“หากว่าอยู่ในนี้สักปีนึงจะแข็งแกร่งขนาดไหน ? ”

“รู้สึกมีไฟขึ้นมาแล้วสิ !”

ศิษย์หลายคนได้แสดงสีหน้าที่ตื่นเต้นออกมา

ไม่เพียงแค่คนเหล่านี้เท่านั้นแต่มันยังรวมถึงหลินเทียนก็ด้วย เขาได้แต่คิดอยู่ในใจว่าสมแล้วที่เป็นสำนักจิ่วหยางเพราะว่าสิ่งเหล่านี้คงไปหาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว !

หลังจากที่เห็นเหล่าศิษย์แสดงสีหน้าที่ตื่นเต้นอย่างมีความสุขออกมาแล้วหลัวเสี้ยวก็ได้แสยะออกมาว่า

“อย่าเพิ่งรีบดีใจเถอะเพราะแม้ว่าประโยชน์ของมันจะดีจริงแต่ขั้นตอนของมันยากลำบากมากๆและถือได้ว่าเจ็บปวดเกินกว่าที่คนธรรมดาจะแบกรับได้เลยล่ะ ! ข้าเองยังเข้าไปได้เพียงแค่แรงโน้มถ่วงขั้นที่ 5 เท่านั้น ”

หลังจากที่หยุดไปสักพักหลัวเสี้ยวก็ได้พูดต่อว่า

“ยิ่งไปกว่านั้นคือครั้งนี้ข้านำพวกเจ้ามาหาประสบการณ์เท่านั้นเพราะหลังจากนี้โอกาสที่จะได้เข้ามาในที่แห่งนี้จะเป็นเรื่องยากมากๆ ส่วนเรื่องที่ว่ายากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับของการสอบรอบที่ผ่านมา ยิ่งเจ้าอยู่ในระดับสูงก็จะได้สิทธิฝึกในนี้ได้นานขึ้นและน้อยลงมาตามระดับ”