0 Views

แสงจากฟากฟ้าได้สาดส่อง ขณะยืนอยู่บนภูเขานั้นและได้เห็นบ้านหลังเก่าของตระกูลหลินที่อยู่ภายในเมืองเฟิงเจียนก็อดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทางกังวลออกมา ตอนนี้เองที่หลินซี่ได้ตื่นขึ้นมาก่อนที่จะมองไปในทิศทางที่บ้านเคยตั้งอยู่พร้อมกับเสียงสะอื้นและน้ำตาที่เริ่มไหลริน

“เสี่ยวซี่ ไม่ต้องร้องให้หรอก ยังมีพี่ชายอยู่นี่ ”

หลินเทียนได้พูดปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

หลินซี่เองก็ได้ปาดน้ำตาของเธอพร้อมกับแสดงรอยยิ้มที่น่ารักพลางพูดว่า

“อื้ม ! หากว่ามีท่านพี่อยู่เสี่ยวซี่ก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว ”

หลินเทียนเองก็รู้สึกตาชื้น เขาจะดูไม่ออกได้อย่างไรว่ารอยยิ้มของเด็กน้อยคนนี้นั้นเป็นการฝืนแสดงออกมาเพราะเธอไม่อยากให้เขาต้องเป็นกังวล

เด็กน้อยอายุ 8 ปีช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน

“เสี่ยวซี่นั้นเป็นเด็กฉลาดจริงๆ พี่ขอให้คำสัตย์สาบานว่าพี่จะสนองพวกมันกลับเป็นเท่าตัว ”

เขาได้พูดออกมา

มันเป็นช่วงเช้าแล้วทว่าหลินเทียนกลับยังไม่ได้กลับเข้าสู่เมืองแต่ยังคงอาศัยอยู่ที่ยอดเขานี้ชั่วคราว ตลอดหลายวันหลังจากนั้นเขาเอาแต่มุ่งมั่นบ่มเพราะพลังพร้อมทั้งสำรวจสัญลักษณ์แปลกๆที่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของตัวเองก่อนที่จะตระหนักว่ามันเป็นเคล็ดวิชาเคลื่อนไหวที่ลึกลับซึ่งได้ชื่อว่า ก้าวย่างแห่งสวรรค์

“!”

“!”

“!”

บนยอดเขา หลินเทียนได้พุ่งผ่านป่ารกทึบไปอย่างรวดเร็วซึ่งการที่จะก้าวผ่านรอยแยกไปได้นั้นต่อให้เดินยังยากแต่หลินเทียนกลับก้าวข้ามไปด้วยความเร็วที่สูงมากและก้าวข้ามแต่ละรอยแยกไปได้อย่างรวดเร็ว

เขาได้หยุดเท้าลงหลังจากนั้นไม่นาน

“ก้าวย่างแห่งสวรรค์นี่มันแปลกดีจริงๆ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเราสามารถขี่เมฆหมอกไปเลยก็ว่าได้ ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

เขาได้ปาดเหงื่อของตัวเองก่อนที่จะนั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มการฝึกอีกครั้ง

ไม่นานเวลาห้าวันก็ได้ผ่านไปในพริบตา

ช่วงห้าวันนี้นอกจากการตื่นมาบ่มเพาะพลังแล้วหลินเทียนก็ได้แต่มองกลับไปยังเมืองเฟิงเจียนของเขา

ที่นั่นมีสำนักฝึกวิทยายุทธ์อยู่ซึ่งมีชื่อว่าสำนักจิ่วหยาง วันนี้ของทุกๆปีนั้นจะเป็นวันที่ทางสำนักเปิดรับสมัครศิษย์จากภายนอกซึ่งตัวเขาเองก็ได้เตรียมการที่จะเข้าสมัครเป็นศิษย์ของที่นั่น

แม้ว่าตัวเขาจะมีเทคนิคบ่มเพาะระดับสูงแต่การบ่มเพาะมันก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีทรัพยากรบ่มเพาะช่วยส่งเสริมด้วยซึ่งนี่ก็แยกออกเป็นหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็น ยา สมุนไพร วิทยายุทธ์หรือสถานที่ฝึกก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของที่ยากจะหามาได้ทว่าที่สำนักแห่งนั้นสามารถจัดเตรียมให้เขาได้

หากว่าอยากจะก้าวเดินบนเส้นทางบ่มเพาะอย่างรวดเร็วก็จำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมกับสำนักแห่งนี้ ตราบใดที่เขาสามารถเข้าร่วมได้และมีผลลัพธ์ที่ดีนั้นก็จะได้รับรางวัลอย่างงามไม่ว่าจะเป็นยา วิยายุทธ์อันแข็งแกร่งหรือสมบัติล้ำค่าก็ตาม สิ่งเหล่านี้ล้วนจำเป็นกับเขามากๆ

“เสี่ยวซี่ เรากลับไปที่เมืองกันเถอะ ”

เขาได้เอ่ยปากออกมา

“อื้ม”

หลินซี่ได้ตอบรับก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบว่า

“แต่ว่าจะมีอันตรายกับท่านพี่หรือเปล่า ? ”

หลินเทียนรู้ว่าเธอเป็นห่วงเรื่องอะไรดังนั้นถึงได้แต่ลูบศีรษะของเธอ

“ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่พี่จะปกป้องน้องเอง ”

เขาพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

……….

ภายในลานของสำนักจิ่วหยางนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายคณานับ

นี่เป็นวันที่ทางสำนักเปิดรับศิษย์จากภายนอกดังนั้นผู้คนที่มาร่วมสมัครถึงได้มีมากมาย

ที่ขอบของลานนั้นหลินเทียนและหลินซี่ได้อยู่ที่นั่น พวกเขาไม่ได้กลับไปยังบ้านตระกูลหลินเพราะว่ามันได้ถูกเผาจนไม่เหลืออะไรแล้ว เขาไม่อยากจะให้หลินซี่ต้องโศกเศร้าเมื่อต้องเห็นภาพเช่นนั้น

“ดูเหมือนว่าการเปิดรับสมัครนี้จะมีผู้แข็งแกร่งมากมายเลยนะ มีแม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 4 ด้วยแถมยังหนุ่มอยู่อีก ดูเหมือนว่าอายุน่าจะยังไม่ถึงช่วง 16 ปีด้วยซ้ำ ”

“เป็นไปได้ ? นี่มันไม่ปกติแล้ว !”

“แล้วจะมีโอกาส ? ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ยินมาว่าคนคนที่มีความสามารถระดับนั้นยังมีอยู่หลายคนด้วย ”

“นี่…..ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีหวังแล้ว ? ”

ทุกๆปีของการเปิดรับสมัครนั้นจะมีโควตาอยู่ซึ่งอย่างมากสุดก็จะรับศิษย์เข้าสำนักเพียงแค่ 150 คนเท่านั้น หากว่ามีผู้มากความสามารถมากมายแล้วความหวังที่จะได้ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ก็จะยิ่งลดน้อยลงซึ่งคนเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล

หลินเทียนเองก็ได้แต่ประหลาดใจพร้อมกับทึ่งอยู่ภายในใจ

อายุน้อยกว่า 16 ปีแต่กลับอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 4 นี่มันไม่ปกติจริงๆนั่นแหละ

“ตอนนี้ข้ามีเคล็ดวิชาซือจี่แถมยังมีก้าวย่างแห่งสวรรค์ซึ่งตอนนี้เราเองก็อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 3 แล้วด้วย การที่จะเข้าร่วมกับสำนักเองก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

ระหว่างที่เขากำลังคิดอยู่นั้นก็ตระหนักได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาทางเขาซึ่งทันทีที่เขาหันหน้ากลับไป ท่าทางของเขาก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาโดยทันที

ห่างออกไปไม่กี่ฟุตนั้นเขาได้พบกับข้ารับใช้ของโม่เซินอย่างเหลียวเอ้อที่กำลังเดินมาทางเขาด้วยท่าทางยิ้มแย้ม

“ไอ้ระยำตัวน้อย รู้อยู่แล้วว่าแกจะต้องมาสมัครเข้าร่วมที่นี่ ดูเหมือนว่านายน้อยคนนี้ไม่ได้เสียแรงเปล่าที่มาดักรอที่นี่เลย ! ”

ด้านหลังเหลียวเอ้อเองก็ยังมีชายอยู่ 6 คน ชายรูปร่างกำยำห้าคนและชายวัยกลางคนซึ่งท่าทางที่ชายรูปร่างกำยำทั้งห้าคนเหล่านี้กำลังแสดงออกมานั้นเหมือนดั่งปีศาจส่วนชายวัยกลางคนเองก็ยังคงกอดอกของเขาเอาไว้ด้วยท่าทางไม่แยแส