0 Views

หลินเทียนถึงกับชะงักไปหลังจากที่สัมผัสได้ถึงพลังฉีอันเข้มข้นและบริสุทธิ์ที่กำลังไหลไปตามมือขวาของเขาซึ่งให้ความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เขาได้ใช้โอสถนพเก้าไปไม่มีผิด !

“? ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาทันที

หลังจากที่ตระหนักได้แล้วเขาก็เริ่มนั่งขัดสมาธิอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่โดยทันที

“บึ้สส ! ”

ลำแสงสีเงินได้เปล่งประกายออกมาปกคลุมร่างของเขาเอาไว้

หลินเทียนเริ่มการสงบจิตใจก่อนที่จะชักจูงพลังฉีทั้งหมดเข้าไปหล่อหลอมกับกระดูกและเลือดเนื้อซึ่งถึงกับทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเพราะว่ามันสามารถบ่มเพาะได้จริงๆด้วย !

“นี่….”

หลินเทียนได้เก็บความตื่นเต้นกลับไปทันทีก่อนที่จะเริ่มบ่มเพาะอย่างตั้งใจ

ตะขาบผีนั้นเป็นสัตว์ร้ายระดับ 4 ที่มีระดับพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะ แก่นแท้ของมันมีพลังฉีอัดแน่นอยู่มากมายและตอนนี้เขาอาศัยสัญลักษณ์กระบี่เทวะที่มือขวาช่วยดึงพลังฉีทั้งหมดเข้าร่างตัวเองอย่างช้าๆ (*ตอนก่อนเขียนผิดไป ผมกลับไปแก้ให้แล้ว)

“หล่อหลอมเลือดเนื้อ ! ขัดเกลาร่างกาย ! ”

หลินเทียนได้กระซิบออกมา

สายตาของเขามั่นคงเป็นอย่างมากขณะที่ยับยั้งความเจ็บปวดภายในร่างกายเอาไว้พร้อมทั้งขับเคลื่อนพลังฉีไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว เสมือนว่าพลังฉีที่ถูกขับเคลื่อนไปได้แปรเปลี่ยนเป็นมีดอันแหลมคมที่ฉีกเลือดเนื้อของเขาออกอย่างบ้างคลั่ง

เขตแดนนี้เป็นการทำลายและก่อสร้างร่างกาย !

แน่นอนว่าขั้นตอนนี้เป็นอะไรที่เจ็บปวดมากๆ !

หลินเทียนได้หมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สนใจความเจ็บปวดทางกายภาพแม้แต่น้อย สายตาของเขาแน่วแน่เป็นอย่างมากและไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนก่อนที่ร่างกายของเขาจะส่งเสียงดังและปลดปล่อยกลุ่มหมอกสีขาวออกมาทางศีรษะ

ตอนนี้ผ่านไปกว่าสิบสองชั่วโมงแล้ว

อากาศในตอนนี้อึมครึมเป็นอย่างมาก , หลินเทียนยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เก่าขณะที่แก่นแท้ในมือของเขาค่อยๆหม่นหมองลงจนเกือบจะกลายเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาๆ

และตอนนี้เองที่ร่างกายของเขาได้สั่นสะท้านไป

“ตูมมมม ! ”

พลังมากมายได้ปลดปล่อยออกไปทุกทิศทางโดยที่มีร่างของเขาเป็นศูนย์กลาง

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สิบลมหายใจเท่านั้น

หลังจากนั้นแล้วกลิ่นอายทั้งหมดก็ได้จางหายไปพร้อมทั้งแก่นแท้ที่หม่นหมองจนหมดสภาพ , ณ ตอนนี้หลินเทียนได้ลืมตาขึ้นมาก่อนที่เส้นแสงจะวูบวาบผ่านดวงตาทั้งสองของเขาไป

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 !”

เขาได้กำหมัดเอาไว้แน่นก่อนที่จะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันมากมายของตัวเอง ตอนนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว !

“แคร๊กกก ! ”

ณ ตอนนี้หลังจากที่แก่นแท้ของมันได้กลายสภาพเป็นเหมือนก้อนหินธรรมดาแล้วก็เกิดรอยร้าวขึ้นที่พื้นผิวก่อนที่จะแตกออกซึ่งมันทำให้หลินเทียนตกตะลึงอย่างมาก

มันเป็นเพราะว่าสัตว์ร้ายนั้นมีความแตกต่างทางกายภาพกับมนุษย์ดังนั้นต่อให้แก่นแท้มันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังฉีตลาดไหนแต่มนุษย์ก็ไม่สามารถดูดกลืนมันได้และทำได้เพียงใช้เป็นวัตถุดิบอย่างอื่นยกตัวอย่างเช่น ใช้ในการกลั่นยาแต่ตอนนี้เขากลับสามารถดูดกลืนพลังจากแก่นแท้ได้เลยซึ่งนี่มันเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ด้วยซ้ำ

หากว่าเรื่องพวกนี้ถูกแพร่งพรายออกไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้คนมากมายโง่งมกันไปขนาดไหน

“สัญลักษณ์นี่ …..”

เขาได้จ้องมองไปยังสัญลักษณ์ในมือก่อนที่จะรู้สึกสั่นสะท้านไป

นี่มันลึกลับเกินไปแล้ว !

ณ ตอนนี้สัญลักษณ์ที่มือขวาของเขาก็ได้จางลงก่อนที่ใบหน้าที่ประหลาดใจของเขาจะหายไปและแทนที่ด้วยความรู้สึกมีความสุขแทน หากว่ามีสัญลักษณ์นี้แล้วความเร็วในการบ่มเพาะของเขาจะต้องเร็วกว่าคนอื่นมาก ? เขาสามารถใช้แก่นสัตว์ร้ายเหล่านี้มาบ่มเพาะเพื่อเพิ่มพลังให้โดยตรง !

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วหลินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะต้องรู้สึกตื่นเต้น

หลังจากที่เขาได้ยิ้มออกมาแล้วท่าทางของเขาก็เปลี่ยนกลับเป็นเย็นชาอีกครั้งก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“โจวเฮ่า เจ้ารอก่อนเถอะ หากว่าอีกสองเดือนพ่อคนนี้ไม่ฆ่าเจ้า พ่อคนนี้จะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเดียวกับเจ้า !”

หลินเทียนได้แสยะออกมาอย่างเย็นชา

เมื่อเขาปรับสภาพอารมณ์ของตัวเองได้แล้วเขาก็ได้กวาดตามองไปรอบๆเพราะว่ามันเป็นภูเขาที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กเหมือนว่ามันจะเป็นรังของตะขาบผีมากกว่า เมื่อเขาตั้งใจสำรวจแล้วก็พบว่ามันมีโครงกระดูกของมนุษย์อยู่มากมายแต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโครงกระดูกของสัตว์ร้ายมากกว่า

จากการสำรวจของเขาไม่พบแม้แต่เงาของแก่นแท้แม้แต่น้อย

“ไปก่อนแล้วกัน หลังจากที่กลับไปแล้วก็อาศัยผลของหญ้าร้อยวิญญาณเพื่อเริ่มหล่อหลอมอวัยวะภายใน ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

เขาได้รับหญ้าร้อยวิญญาณมาจากเก้อเจิ้งและมันเป็นตัวยาที่ช่วยในการหล่อหลอมอวัยวะภายในซึ่งมีมูลค่ากว่าหลายหมื่นเหรียญ ตัวเขารู้สึกรอไม่ไหวกับการที่จะบรรลุไประดับต่อไปด้วยการหล่อหลอมนี้แล้วแถมระหว่างที่อยู่ที่นี่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวเสียด้วย

เมื่อเขาข้ามเขาลูกนี้ก็พบว่าภาพตรงหน้าของเขาก็ยังเป็นป่าอันกว้างใหญ่พร้อมกับกลิ่นอายปีศาจที่รุนแรงและส่งผลให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว

“โฮ๊กกก !! ”

เสียงคำรามนี้ได้กึกก้องไปทั่วพื้นที่ป่าแห่งนี้พร้อมทั้งส่งผลให้ทุกสรรพสิ่งต้องสั่นไหว

หลินเทียนได้อาศัยแสงสะท้อนอันเบาบางของดวงจันทร์และพบกับสัตว์ร้ายร่างใหญ่แม้ว่าขนาดของมันจะไม่สามารถเทียบกับตะขาบผีได้แต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก เมื่อเทียบกับฉีเหมียงกุ่ยที่เขาฆ่าไปก่อนหน้านี้แล้วสัตว์ร้ายตัวนี้มันแข็งแกร่งกว่ามากและเป็นอะไรที่เขาไม่สามารถรับมือได้เลย

“นี่……..คงไม่ใช่อาณาเขตสัตว์ร้ายระดับ 4 ใช่ไหม ? ”

หลินเทียนได้แต่กลืนน้ำลายของตัวเองดังอึก

เมื่อเขาสงบสติแล้วก็หลบซ่อนตัวเองอยู่ภายในหุบเขาพร้อมทั้งสำรวจสภาพพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด

ไม่นานก็ได้ผ่านไปกว่าสิบห้านาทีก่อนที่เขาจะพบเรื่องที่น่าเศร้าว่าที่นี่เป็นอาณาเขตสัตว์ร้ายระดับ 4 จริงๆ !

“ทำไง !”

หากว่าจะกลับไปที่สำนักนั้นเขาก็ต้องตัดผ่านอาณาเขตแห่งนี้กลับไปแต่นี่มันเป็นอาณาเขตของสัตว์ร้ายระดับที่ 4 เลยนะ อย่างน้อยๆสัตว์ร้ายระดับต่ำสุดก็เป็นสัตว์ร้ายที่มีระดับพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับต้นแต่เขาเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 เท่านั้น หากว่าจะให้ตัดผ่านไปก็เหมือนเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ !

แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะสังหารตะขาบผีไปโดยอาศัยพลังของสัญลักษณ์กระบี่ที่มือขวาแต่มันก็ได้ดูดกลืนพลังไปเกือบทั้งร่างของเขาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาได้พบว่าพลังของสัญลักษณ์นี้ก็เหลือไม่มากแล้วเช่นกัน

“เวรกำล่ะ ! ”

เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้แล้วหลินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่ขมขื่น เขาล่ะอยากจะสับไอ้เจ้าโจวเฮ่าออกเป็นพันๆชิ้นเลยจริงๆ !

เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้วเขาก็ได้เดินออกไปจากหุบเขาอย่างช้าๆ

แม้ว่าอาณาเขตนี้จะอันตรายแต่เขาต้องไปจากที่นี่ จะให้รอให้ระดับพลังบรรลุถึงเขตแดนชีพจรเทวะก็ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ไปอีกกี่ชาติ !

“ข้ามีทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์อยู่แถมยังมีข่ายอาคมผสานอีกสองม้วนด้วย นี่น่าจะพอรับมือได้หากว่าระมัดระวัง ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

ช่วงกลางดึกนี้หลินเทียนได้พุ่งผ่านป่าออกไปโดยมุ่งหน้ากลับไปยังอาณาเขตสัตว์ร้ายระดับที่ 3

“โฮ๊กกก ! ”

“โร๊วววว ! ”

เสียงคำรามของสัตว์ร้ายกึกก้องไปทั่วพื้นที่ป่าและเกือบจะทำให้แก้วหูของเขาต้องฉีกขาด เขาได้อาศัยการหลบซ่อนในความมืดพร้อมทั้งยับยั้งกลิ่นอายของตัวเองเหมือนวิญญาณที่พุ่งผ่านป่า

“ตุ้บบบ ! ”

ทันใดนั้นเองพื้นดินก็ได้เกิดการสั่นไหวเหมือนว่ามันเป็นผลจากการก้าวเดินของยักษ์

หลินเทียนได้หยุดเท้าลงก่อนที่จะรีบหลบซ่อนตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่จะได้พบกับสัตว์ร้ายรูปร่างเหมือนวานรกำลังต่อสู้อยู่กับสัตว์ร้ายรูปร่างเหมือนจระเข้ เลือดได้สาดกระจายไปทั่วพร้อมทั้งต้นไม้หักโค่นซึ่งสิ่งเหล่านี้มันดูน่าเหลือเชื่อจริงๆ

หลินเทียนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายตัวเองเพราะภาพตรงหน้าเขามันน่ากลัวเป็นอย่างมาก

“ถอยออกห่างอย่างเงียบๆดีกว่า”

เขาได้คิดอยู่ภายในใจก่อนที่จะรีบล่าถอยมาทันที

แม้ว่านี่จะเป็นช่วงกลางคืนแต่สัตว์ร้ายในป่าแห่งนี้ก็ยังคงกระปรี้กระเปร่าอยู่เช่นเคย ตอนนี้เขากำลังสำรวจดวงตาสีฟ้าคู่หนึ่งซึ่งแม้ว่าร่างกายของมันจะไม่ใหญ่นักแต่กลิ่นอายที่ส่งออกมานั้นทรงพลังอย่างมาก เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่าตะขาบผีที่เขาเจอไปก่อนหน้านี้เลย

ขณะที่มันได้ส่งเสียงคำรามออกมานั้นลมพายุก็ได้พัดผ่านมาทางเขาโดยทันที

หลินเทียนรีบสำแดงทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์ออกมาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะพุ่งหนีไปโดยทันที

“วิ้สส ! ”

“วิ้สส ! ”

“วิ้สส ! ”

ความเร็วของเขาสูงมากๆขณะที่พุ่งผ่านป่าแห่งนี้ไป

อย่างไรก็ตามสัตว์ร้ายที่ไล่ตามเขามานั้นก็มีความเร็วไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย ระยะห่างระหว่างทั้งสองกำลังลดลงเรื่อยๆ

เมื่อหันหน้ากลับไปมองแล้วเขาได้เร่งฝีเท้ามากขึ้นก่อนที่จะล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อเพื่อหยิบเอาม้วนข่ายอาคมออกมาแล้วโยนออกไปทางสัตว์ร้ายโดยทันที

“แกร๊ง!! ”

เสียงคำรามของคลื่นกระบี่ได้ส่งเรียกออกมาก่อนที่ภาพร่างกระบี่ทั้งสิบเล่มจะพุ่งเข้าปะทะ

สัตว์ร้ายตัวนั้นได้ส่งเสียงคำรามออกมาก่อนที่สายลมจะก่อตัวขึ้น หลังจากนั้นเพียงแค่สามลมหายใจมันก็ได้ปลดปล่อยสายลมออกมาปะทะกับคลื่นกระบี่จนส่งผลให้มันได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ร่างของหลินเทียนกลับหายไปจากทัศนวิสัยของมัน

“โฮ๊กกก ! ”

สัตว์ร้ายได้ส่งเสียงร้องด้วยความโกรธออกมาถึงขั้นส่งผลให้หินโดยรอบสั่นระรัว

หลินเทียนที่อยู่ห่างออกไปกว่าสามกิโลเมตรนั้นได้ยินเสียงคำรามแห่งความโกรธนี้อย่างชัดเจน

“ในที่สุดก็รอดมาได้”

เขาได้พูดกับตัวเอง

เพราะเมื่อมาคิดๆดูแล้วเขารู้สึกโชคดีมากๆที่ได้นำม้วนข่ายอาคมเหล่านี้ติดตัวมาด้วยไม่งั้นหากต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ก็จะเป็นปัญหามากๆ แม้ว่าเขาจะสามารถสำแดงทักษะเพลงกระบี่วายุสะท้านออกมาได้ก็จริงแต่มันจะดูดกลืนพลังงานของเขาซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการหลบหนีของเขาเช่นกัน

“ยังเหลืออีกม้วนนึง ต้องระมัดระวังหน่อยแล้วสิ ”

เขาได้คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่หลบซ่อนตัวอย่างระมัดระวังเขาก็ก้าวข้ามไปยังอาณาเขตสัตว์ร้ายระดับที่ 3 ได้ในที่สุด

……….

อีกสองวันหลังจากนั้นที่สุดขอบของอาณาเขตของสัตว์ร้ายระดับที่ 2ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือกระบี่ไว้ในมือขวาซึ่งผมเผ้าของเขายุ่งเหยิงไปหมดแถมตามร่างกายยังเปื้อนไปด้วยดินโครนสภาพไม่ต่างอะไรกับขอทานเลยแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มคนนี้คือหลินเทียน

“ในที่สุดก็ถึงเสียที ”

เขาได้อุทานออกมา

สามวันมานี้เขาได้ใช้ม้วนข่ายอาคมม้วนสุดท้ายไปแล้วและหลังจากนั้นเพื่อที่จะหลบหนีการไล่ล่าของสัตว์ร้ายระดับ 4 จึงส่งผลให้เขาต้องหมกตัวตามซอกหิน พุ่มไม้และต่างๆน่าๆด้วยสภาพที่น่าสังเวช

ที่สำคัญที่สุดคือในสามวันมานี้เพื่อที่เขาจะได้อิ่มท้องนั้นเขาถึงขั้นต้องกินหญ้าประทังชีวิต