0 Views

ภายในที่พัก หลินเทียนได้แต่มองไปยังซูชูวที่กำลังมีใบหน้าแดงก่ำและจ้องเขม็งมาทางเขา

“นี่มันเป็นการเข้าใจผิด มันเป็นอุบัติเหตุ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางอึดอัด

เขาจะไปรู้ได้ไงว่าซูชูวจะอยู่ที่นี่กับหลินซี่ตลอดทั้งคืน ยิ่งไปกว่านั้นยังนอนด้วยท่าทางผิดปกติอีก

“อุบัติเหตุเหรอ ? เข้าใจผิดงั้นเหรอ ? ”

ซูชูวได้แต่กัดฟันพร้อมทั้งจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟเหมือนอยากจะกลืนเขาเข้าไปทั้งๆอย่างงี้

หลินเทียน

“…………”

ณ ตอนนี้การเงียบคือทางเลือกที่ดีที่สุด

ทันใดนั้นเองที่บรรยากาศภายในห้องเริ่มอึดอัด

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนก่อนที่ซูชูวจะใจเย็นลงแต่ก็ยังจ้องเขม็งมาทางเขาพร้อมทั้งถามออกมาด้วยสายตาถลนว่า

“เมื่อวานหายหัวไปไหนมา ! ทำไมถึงไม่กลับบ้าน ? ”

หลินเทียน

“……..”

ทำไมคำถามนี้มันฟังดูแปลกๆ ?

“ฝึกวิชาอยู่ภายในสันเขาชิงเฟิง”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

“แล้วฝึกวิชาจำเป็นต้องอยู่ถึงค่ำ ? ไม่เป็นห่วงหลินซี่บ้างหรือไง ? ”

ซูชูวได้ถามออกมาด้วยน้ำเสียงดุ

“ฝึกหนักไปหน่อยเลยเผลอลืมเวลา ”

หลินเทียนได้พูดออกมาก่อนที่จะรีบประจบอย่างรวดเร็วว่า

“ไม่ใช่ว่าที่นี่มีหญิงงามนิสัยดีคอยดูแลน้องสาวข้าอยู่แล้วเหรอ ข้าถึงได้ไม่เป็นห่วงไงล่ะเพราะว่าเจ้าจะต้องสามารถดูแลน้องสาวข้าได้ดีอย่างแน่นอน ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางจริงจัง

ใบหน้าของซูชูวได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“อื้มๆๆๆๆ เจ้าพูดได้ดีและตรงมากๆ ดีมากๆ ”

“ก็ดี ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ดูเหมือนว่าอารมณ์ของซูชูวเริ่มจะดีขึ้นแล้ว

เสียงแสยะได้ถูกเปล่งออกมาขณะที่ซูชูวจ้องมองมาทางเขาพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยท่าทางจริงจังว่า

“อ่อใช่ รีบเตรียมตัวได้แล้ว หลังจากนี้อีกสองวันทางสำนักจะเริ่มการจัดอันดับภายในสันเขาชิงเฟิง”

“จัดอันดับ ? ”

หลินเทียนได้ชะงักไป

เขาไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย

“เจ้าเพิ่งเข้าที่นี่ได้เพียงแค่เดือนเดียวและน่าจะรู้ว่าที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นตำหนักนอกและตำหนักใน แต่ละปีหลังจากที่มีศิษย์ใหม่นั้นสำนักก็จะทำการจัดอันดับซึ่งหากว่าได้อันดับที่หนึ่งในสามสิบก็จะได้รับรางวัล”

ซูชูวได้ตอบคำถาม

หลินเทียนได้ถามต่อว่า

“แล้วการจัดอันดับคัดจากอะไร ? การประลองกันเอง ? ”

“เปล่า ”

ซูชูวได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดว่า

“ภายในสันเขามีสัตว์ร้ายอยู่มากมายและภายในร่างของมันก็จะมีแก่นแท้ซึ่งการจัดอันดับก็ง่ายมากๆ ฆ่าสัตว์ร้ายให้ได้มากๆแล้วเอาแก่นมันมาเพื่อเอาไปวัดอันดับ ”

“อื่ม มันเป็นกฏิกาง่ายๆแหะ”

หลินเทียนได้พยักหน้าก่อนที่จะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า

“ภายในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งอันตรายมากมายแล้วทางสำนักไม่กลัวว่าศิษย์จะตกตายจากเงื้อมมือสัตว์ร้าย ? ”

เกี่ยวกับคำถามนี้แล้วซูชูวอดไม่ได้ที่จะกรอกตา

“โดยปกติแล้วศิษย์ก็มักจะออกไปขัดเกลาฝีมือภายในสันเขาอยู่แล้ว หากว่าทางสำนักยังต้องกลัวว่าพวกเขาจะถูกฆ่าไหมแล้วไม่ต้องดูแลเป็นพ่อแม่เลย ? นี่ที่คือสำนักซึ่งห้ามปรามการฆ่ากันเองเท่านั้น หากว่าใครถูกสัตว์ร้ายฆ่าก็ถือว่าคนๆนั้นอ่อนแอ ”

ซูชูวได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าของเขาเพราะแม้มันอาจจะฟังดูโหดเหี้ยมแต่ก็มีเหตุผลมากๆ

“แล้วเจ้าเข้าร่วมด้วยหรือเปล่า ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ซูชูวได้กรอกตาอีกครั้งก่อนที่จะพูดว่า

“แน่นอนอยู่แล้วไม่งั้นตาเฒ่ามู่ก็คงก่นด่าว่าข้าไม่มีความพยายาม ”

หลินเทียนได้แต่อับอายโดนทันทีเพราะดูเหมือนว่าหญิงสาวนางนี้จะไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่

“จัดทีมกันได้ไหม ? เราไปด้วยกัน ? ”

เขาได้พูดออกมา

ซูชูวได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะเดินไปแตะไหล่เขาแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า

“แน่นอนว่าไม่มีปัญหา ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะพี่สาวจะปกป้องเจ้าเอง !”

“เราอายุเท่ากัน !”

“ใช่ ? แต่พี่สาวก็จะปกป้องเจ้าอยู่ดี !”

หลินเทียน

“………….”

หลังจากที่รับรู้ถึงข้อมูลต่างๆแล้วเขาก็ได้คิดอยู่ครู่หนึ่งพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“อ่อใช่ แล้วเจ้าโจวเฮ่านั่นอยู่ที่อันดับเท่าไหร่กัน ? ”

รับรู้ข้อมูลของศัตรูเป็นสิ่งที่ดี

ซูชูวได้จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าประหลาดใจพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้าไม่รู้ ? ”

“ไม่รู้สิ ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“ช่วงนี้ยุ่งๆถึงไม่ได้ไปหาข้อมูลเลย ”

ตอนนี้เองที่ซูชูวได้แต่แสดงท่าทางหมดคำพูดออกมา

“โจวเฮ่า ลูกชายคนเดียวของผู้บังคับบัญชาเมืองนี้ อายุ 18ปีเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 9 ………ได้ที่หนึ่ง ”

ซูชูวได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

“?”

ซูชูวได้จ้องมองไปทางหลินเทียน

“อะไร? ”

“เจ้าไม่กังวล ? ”

“กังวลอะไร ? ”

“อันดับหนึ่งแถมยังอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 9 อีกสองเดือนเจ้าต้องประลองกับเขานะแถมยังเป็นการประลองที่มีชีวิตเข้าแลกด้วยนะ ! ”

ซูชูวถึงกับโง่งมเพราะไม่รู้ว่าทำไมเจ้านี่ถึงไม่รู้สึกกลัวเลย ?

หลินเทียนได้หรี่ตาก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“หากว่าความกลัวมันมีประโยชน์แล้วข้าจะบ่มเพาะไปทำไม ? ”

“ก็จริงแต่ข้าว่าเจ้านี่มันสงบเกินไปแล้ว”

ซูชูวได้แต่หมดคำพูดไป

“จิตใจสงบมันทำให้บ่มเพาะได้เร็วขึ้น ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“เหรอ……..”

ซูชูวได้ยิ้มตอบก่อนที่จะพูดต่อว่า

“เป็นไงเดือนนึงผ่านไปแล้วสำเร็จฝ่ามือเงาเพลิงและเพลงกระบี่วายุสะท้านถึงกระบวนท่าไหนแล้ว ? ”

หลินเทียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ดูเหมือนว่านางต้องการจะยั่วยุเขา

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 6 ฝ่ามือเงาเพลิงได้บรรลุแล้ว เพลงกระบี่วายุสะท้านก็บรรลุแล้ว ”

เขาได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆ

หลังจากที่ได้ยินเช่นนี้แล้วนัยน์ตาของซูชูวก็อดไม่ได้ที่จะเบิกกว้างโดยทันที

“อะไรนะ ? ”

ซูชูวเพียงแค่อยากจะหยอกเขาแต่ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำตอบแบบนี้กลับมา

เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 6 ฝ่ามือเงาเพลิงได้บรรลุแล้ว เพลงกระบี่วายุสะท้านก็บรรลุแล้ว

นี่มันอะไรกัน ?

เรื่องฝ่ามือเงาเพลิงและการใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนในการบรรลุมาถึงเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 6ก็ยังพอเข้าใจได้แต่กลับสำเร็จเพลงกระบี่วายุสะท้านด้วย ? ต้องรู้ก่อนนะว่านั่นมันเป็นทักษะที่ไม่มีใครสามารถบรรลุถึงระดับสุดยอดได้ แม้แต่อาจารย์ของเธอก็ทำไม่ได้แต่หลินเทียนกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือน ?

พรสวรรค์ระดับเก้าดารานี่มันสัตว์ประหลาด ?

“อย่าโกหกข้า !”

ซูชูวได้จ้องมองไปยังหลินเทียน

“อยากจะให้ข้าปลดปล่อยเจตจำนงแห่งกระบี่ดูไหมล่ะ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“อยากสิ !”

ซูชูวพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะนางไม่อยากจะเชื่อเรื่องนี้

หลินเทียนได้แต่หมดคำพูดไป นี่เขาไม่มีความน่าเชื่อถือเลย ?

ณ ตอนนี้เขาไม่ลังเลเลยที่จะแสดงระดับพลังของตัวเองออกมาก่อนที่จะปลดปล่อยเจตจำนงแห่งกระบี่ขั้นที่สามของทักษะเพลงกระบี่วายุสะท้านออกมา

“นี่เจ้า……..”

ซูชูวได้แต่อ้าปากน้อยๆของเธอ

มู่ชิงนั้นสำเร็จทักษะนี้ไปถึงระดับที่ 2 แต่ตอนนี้หลินเทียนกลับกำลังสำแดงพลังระดับที่ 3 ออกมา หากเทียบเรื่องของเจตจำนงแห่งกระบี่แล้วมันเข้มข้นกว่าของมู่ชิงมากส่วนเรื่องของระดับพลังนั้นมันเป็นเพราะว่าเธอมีระดับพลังที่สูงกว่าเขาอยู่แล้วถึงสามารถมองออกได้ทันทีว่าเขาอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 6 จริงๆ

“เป็นไง เชื่อหรือยังล่ะ ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซูชูวได้แต่จ้องมองไปทางเขาพร้อมกับกัดฟันแน่น

“ความเปลี่ยนแปลงนี้….”

เธอกำลังจะพูดบางอย่างออกมาก่อนที่จะนึกถึงภาพเรื่องก่อนหน้านี้จึงเป็นเหตุให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“เจ้าพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาด !”

หลินเทียนได้แต่หัวเราะออกมา

เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเขาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ซูชูวโกรธจัดก่อนที่จะเตะเท้าเขาแล้ววิ่งหนีไปทันที

“อีกสองวันหลังจากนี้ไปเจอกันที่ประตูหินทางเข้าสันเขาชิงเฟิง”

น้ำเสียงที่ไม่พอใจได้ถูกส่งมาตามสายลม

หลินเทียนได้แต่ยิ้มออกมาก่อนที่จะส่ายศีรษะของเขา

“อีกสองวันหลังจากนี้จะจัดอันดับ ต้องเตรียมตัวหน่อย ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

หลังจากที่พักผ่อนเล็กน้อยแล้วเขาก็ได้กลับขึ้นไปบนยอดที่พักพร้อมทั้งหยิบเอาวัตถุดิบมากมายออกมาเพื่อที่จะวาดข่ายอาคมผสานทักษะระดับกลางเขตแดนหล่อหลอมร่างกายอย่างทักษะเพลงกระบี่วายุสะท้านใส่ลงไปเพราะว่าการทดสอบนี้ต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเองจึงต้องเตรียมการไว้ก่อนจะได้ไม่เกิดเรื่องร้ายแรง

…..

พริบตาเดียวก็ได้ผ่านไปถึงวันที่สอง

ตอนนี้ที่หน้าประตูทางเข้าสันเขาชิงเฟิงแออัดไปด้วยผู้คนกว่าสามร้อยคนซึ่งพวกเขานั้นเป็นศิษย์ภายนอกของสำนักด้วยกันทั้งหมดและจะเข้าไปภายในสันเขาเพื่อทำการทดสอบเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์

“ไม่รู้ว่ารางวัลสามสิบอันดับแรกเป็นอะไรกัน เริ่มคาดหวังแล้วสิ ”

“นี่เจ้าคาดหวังให้ติดหนึ่งในสามสิบ ? ”

“ก็ต้องคิดอยู่แล้ว”

ผู้คนมากมายได้สนทนากันอยู่หน้าประตูหิน

หลินเทียนได้เดินมาถึงที่นี่

“ตรงนี้ หลินเทียน ”

ซูชูวได้โบกมือให้เขา ก่อนหน้านี้เธอมักจะเรียกเขาติดปากด้วยชื่อเทียนเทียนน้อยแต่หลังจากที่หลินเทียนคัดค้านหลายครั้งก็เปลี่ยนในที่สุด

“มาแล้ว”

หลินเทียนได้เดินเข้าหา

“เตรียมพร้อมแล้ว ? ”

ซูชูวได้ถามออกมา

“อื่ม ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ ตอนนี้เขาสวมชุดคลุมยาวสียาวและมีกระบี่ยาวพาดไว้กลางหลัวส่วนใต้หน้าอกนั้นเต็มไปด้วยม้วนคัมภีร์ผสานทักษะเพลงกระบี่วายุสะท้านหลายม้วน

“อื้ม ดีมาก ”

ซูชูวได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“แน่นอน”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ตรงหน้าประตูทางเข้านั้นมีอาจารย์ของสำนักจิ่วหยางอยู่สามคนซึ่งพวกเขาล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรวิญญาณระดับต้นด้วยกันทั้งหมด คำพูดเปิดก็ไม่ได้มีอะไรมากเป็นแค่การให้กำลังใจในการต่อสู้ทั้งหลายทั้งแหล่

“เอาล่ะ เริ่มการทดสอบได้ !”

ไม่นานก็ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงซึ่งหนึ่งในอาจารย์ก็ได้พูดออกมาอย่างดัง เมื่อสิ้นสุดคำพูดนี้แล้วประตูหินก็ได้ถูกเปิดออกก่อนที่กลิ่นอายของสัตว์ร้ายอันรุนแรงจะทะลักเข้ามา

ผู้คนกว่าสามร้อยคนได้เดินผ่านประตูหินไปภายใต้การนำของอาจารย์เหล่านี้ หลังจากที่ก้าวผ่านไปแล้วก็เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่ามีผู้คนมากมายที่ตื่นเต้นมากๆเพราะพวกเขาเป็นศิษย์ที่เข้ามาใหม่ในปีนี้

หลินเทียนและซูชูวนั้นเดินอยู่คู่กัน

“ซูชูว เจ้ารู้เกี่ยวกับที่นี่เยอะ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ซูชูวได้ตอบกลับด้วยท่าทางที่ภูมิใจว่า

“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ”

หลินเทียนรู้สึกโล่งใจก่อนที่จะเดินตามหลังนางไปโดยที่พบว่าพวกเขาเดินห่างออกมาจากประตูกว่าหลายกิโลเมตรแล้ว

“โฮ๊กกก !”

“โฮ๊กก!”

เสียงคำรามของสัตว์ร้ายได้ดังกังวานไปทั่วพร้อมทั้งกลิ่นอายอันรุนแรงที่ถูกปลดปล่อยออกมา

“นี่เป็นอาณาเขตของสัตว์ร้ายระดับ 1แต่แน่นอนว่าบางทีก็จะมีระดับ 2 หรือ 3 ปะปนมาด้วยแต่ห่างออกไปจากจุดนี้อีกสิบกิโลเมตรก็จะเป็นอาณาเขตของสัตว์ร้ายระดับ 2 ลึกไปกว่านั้นก็จะเป็นระดับ 3 และ 4 ด้วยระดับพลังของเราแล้วอย่างมากก็เข้าไปได้เพียงอาณาเขตระดับ 2 เท่านั้นเพราะการเข้าไปในอาณาเขตของสัตว์ร้ายระดับ 3 มันจะดูอันตรายไปหน่อย ”

ซูชูวได้พูดออกมา