0 Views

สำหรับผู้บ่มเพาะแล้วเขตแดนหล่อหลอมร่างกายนั้นเป็นพื้นฐาน มันเป็นการขัดเกลาร่างกายและเลือดเนื้อซึ่งต่อให้ไม่มีเทคนิคบ่มเพาะแต่คนเราก็สามารถบ่มเพาะได้ถึงเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 5ซึ่งระดับสูงกว่านี้นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ดังนั้นแล้วเทคนิคบ่มเพาะถึงได้เป็นสิ่งของที่ล้ำค่ามากๆ

หลินเทียนได้สงบจิตสงบใจของเขาก่อนที่จะสัมผัสถึงเคล็ดวิชาบ่มเพาะของตัวเองด้วยท่าทางที่ตกตะลึง จริงๆแล้วเทคนิคบ่มเพาะปกตินั้นสามารถส่งเสริมให้บ่มไปไปได้เพียงแค่เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 เท่านั้นทว่าเทคนิคบ่มเพาะนี้กลับสามารถบ่มเพาะไปได้อย่างไร้จุดสิ้นสุด มันเป็นเทคนิคบ่มเพาะระดับสูง

หลินเทียนเชื่อว่าต่อให้ควานหาไปทั่วอาณาจักรนี้ก็ไม่มีทางที่จะพบเทคนิคบ่มเพาะที่สามารถเทียบกับเทคนิคนี้ได้

สายตาของหลินเทียนนั้นแน่วแน่และมั่นใจ เขาอดไม่ได้ที่จะกำหมัดของตัวเอง

การที่เขาทีเทคนิคนี้นั้นสามารถช่วยให้เขาก้าวเดินบนเส้นทางบ่มเพาะที่แท้จริงได้

“การบ่มเพาะพลัง , โลกนี้มันช่างวิเศษดีจริงๆ ”

หลินเทียนได้แต่พูดกับตัวเอง

ให้พูดกันตามตรงแล้วเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้สัมผัสกับเทคนิคบ่มเพาะนี้ อย่างไรก็ตามหลังจากที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดนั้นสภาพจิตใจของเขาได้พัฒนาก้าวไปเกินกว่าผู้คนธรรมดาแล้ว ไม่นานเขาก็ปรับสภาพอารมณ์กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว

เขาได้ก้มศีรษะพร้อมทั้งมองไปยังน้องสาวที่ยังคงหลับใหลอยู่ที่ตักของตัวเองก่อนที่จะหันกลับไปยังกลุ่มก้อนแสงสีแดงฉานท่ามกลางความมืดมิดด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป

“โม่เซิน เสี่ยวหยุน พวกแกรอก่อนเถอะ ! ”

เขาได้แต่กำหมัดแน่น

……

แสงจันทร์ได้ไหลรินลงมายังโลกเหมือนดั่งเส้นแสงสีเงิน

หลินเทียนได้แต่ก้มมองไปยังหลินซี่ที่ยังคงหลับใหลอยู่ที่ตักของเขาก่อนที่จะเริ่มหายใจเข้าออกด้วยความถี่แบบพิเศษ แสงสะท้อนจากหมู่ดาวที่อยู่ห่างไกลได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาซึ่งมันเป็นอะไรที่ลึกลับเป็นอย่างมาก

ตอนนี้เขากำลังบ่มเพาะพลังของเขา

แสงจากหมู่ดาวได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วซึ่งหลินเทียนเองก็ได้เริ่มกระบวนการบ่มเพาะของเขา แสงของหมู่ดาวเหล่านี้ได้ตัดผ่านเลือดเนื้อของเขาเสมือนว่ามันเปลี่ยนเป็นมีดอันแหลมคม

หลินเทียนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงถึงขนาดทำให้ใบหน้าของเขาปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อมากมาย เขาอยากจะโอดครวญออกมาทว่าเขาไม่อยากจะปลุกหลินซี่ตัวน้อยที่ยังคงหลับใหลด้วยเสียงร้องของเขา

ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิด แสงดาวได้สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าก่อนที่จะตกกระทบลงบนร่างของหลินเทียน ณ ตอนนี้เองที่เขาผู้ซึ่งเริ่มการบ่มเพาะพลังต้องแบกรับความเจ็บปวดอันแสนสาหัส ตัวเขาได้แต่กัดฟันเพื่ออดทนขณะที่เม็ดเหงื่อมากมายได้ไหลรินลงมาที่แก้มของเขา ภายในร่างกายของหลินเทียนนั้นส่งเสียงดังก้องไม่หยุดซึ่งความเจ็บปวดที่เขาต้องแบกรับก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ค่ำคืนนี้ หลินเทียนได้แบกรับความเจ็บปวดเอาไว้มากมายพร้อมทั้งเริ่มกระบวนการบ่มเพาะพลังไปหลายครั้ง ขณะที่เขาได้ลืมตาขึ้นมานั้นก็รู้สึกสดชื่นไปทั่วทั้งร่างกายเหมือนดั่งว่าตอนนี้ได้ถูกเติมเต็มไปด้วยพลัง

“นี่คือการบ่มเพาะพลัง นี่มันช่างลึกลับยิ่งนัก ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบ

ด้วยการบ่มเพาะตลอดวัน ตัวของเขาได้บรรลุไปถึงเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 3

เขตแดนหล่อหลอมร่างกายนั้นแย่งออกเป็น 9 ระดับซึ่ง 3 ระดับแรกนั้นเป็นการหล่อหลอมเลือดเนื้อ 3 ระดับต่อไปเป็นการหล่อหลอมกล้ามเนื้อและกระดูก 3ระดับสุดท้ายเป็นการหล่อหลอมอวัยวะภายใน หลังจากที่บรรลุไปถึงระดับที่ 9 แล้วร่างกายก็จะสามารถดูดซับพลังฉีได้ เส้นพลังจะเป็นตัวเชื่อมจุดพลังเข้าด้วยกันเพื่อสร้างชีพจรเทวะ หลังจากที่สร้างชีพจรเทวะสำเร็จแล้วก็จะบรรลุไปยังเขตแดนต่อไปซึ่งคือเขตแดนชีพจรเทวะ

เขตแดนชีพจรเทวะเองก็แบ่งออกเป็น 9 ระดับซึ่งหลังจากที่ผู้บ่มเพาะสร้างชีพจรเทวะทั้ง 9 จุดได้แล้วก็จะสามารถเปิดจิตสัมผัสภายในหัวของตัวเองได้ พลังของมันน่าเกรงขามเป็นอย่างมากซึ่งเขตแดนนี้ถูกเรียกว่าเขตแดนผู้หยั่งรู้ ผู้ที่มีระดับพลังอยู่ในเขตแดนนี้นั้นต่างได้รับความเคารพไม่เว้นแม้แต่เหล่าราชนิกุลก็ตาม

ระดับสูงไปกว่านั้นคือเขตแดนจักรพรรดินภาซึ่งสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างอิสระ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บ่มเพาะเขตแดนนี้แล้วนั้นเหล่าผู้มีอำนาจของอาณาจักรล้วนเปรียบเสมือนตัวตลก หากว่าพวกเขาต้องการก็สามารถนำพามาซึ่งหายนะได้อย่างไม่ยากเย็น

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกาย , เขตแดนชีพจรเทวะ , เขตแดนผู้หยั่งรู้ , เขตแดนจักรพรรดินภา การบ่มเพาะนี่มันน่าสนใจจริงๆ ”

หลินเทียนได้แต่คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากนั้นเขาได้หลับตาลงพร้อมกับพยายามปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับอำนาจเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 3 ของตัวเอง