0 Views

ชายสวมชุดสีดำทั้งสามคนได้เดินออกมาจากเงาต้นไม้ด้วยสีหน้าที่เย็นชาซึ่งร่างกายของพวกเขาปกคลุมไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงบ่งบอกว่าเคยผ่านประสบการณ์ต่อสู้มามากมายแถมคนที่ตายด้วยเงื้อมมือพวกเขาก็ต้องไม่น้อยแน่นอน

“นำเราออกมาจากเมืองด้วยความตั้งใจงั้นหรอ ? เจ้านี่มันโง่เง่าสิ้นดี ”

ชายคนหนึ่งได้พูดขึ้น

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมสีดำได้แสยะยิ้มที่ดูถูกออกมา

“เหล็งอี้ทงเป็นคนบงการสินะ ”

เขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่แยแส

เขาจำได้ดีว่าตอนที่อยู่ในสมาคมปรมาจารย์ด้านการบ่มเพาะนั้นจี่หยวนฉานได้เรียกชายหนุ่มคนนั้นด้วยชื่อนี้

หนึ่งในพวกเขาทั้งสามคนได้แสยะออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ชื่อของนายน้อยเป็นสิ่งที่เจ้าจะเรียกห้วนๆได้งั้นหรอ ! ”

“เป็นมันจริงๆด้วยสินะ ”

หลินเทียนได้แสยะออกมา

ชายวัยกลางคนทั้งสามนี้มีชื่อว่าหลี่หลิน เหลินชิ หวานซิง , ณ ตอนนี้พวกเขาได้ก้าวเดินออกไปหนึ่งก้าวก่อนที่จะพูดออกมาอย่างเย็นชาว่า

“นายน้อยได้มอบโอกาสมีชีวิตให้เจ้าโดยการทำลายรากฐานการบ่มเพาะ ขาทั้งสองข้างและดวงตาของตัวเองซะ เจ้าจะเป็นคนทำเองหรือจะให้เราเป็นคนลงมือ ? แต่หากว่าเราเป็นคนลงมือก็บอกได้เลยว่าเจ้าได้ตายแน่ๆ ”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วหลินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาพร้อมทั้งพูดว่า

“จากความหมายของเจ้าแล้วข้าต้องรู้สึกขอบคุณ ? ”

หลี่หลินได้พูดออกมาอย่างไม่แยแสว่า

“เข้าใจแล้วก็ดี ”

“ทำลายรากฐานบ่มเพาะ ขาสองข้างและดวงตา นี่มันจะให้ข้าใช้ชีวิตต่อไปอย่างน่าอดสู ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ท่าทางของทั้งสามคนเองก็เปลี่ยนไปทันที ไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะสามารถเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงได้

เหลินฉีได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“บางทีฉลาดเกินไปมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนะ ”

“การที่ยังไว้ชีวิตเจ้าก็มีน้ำใจแค่ไหนแล้ว ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเลยจริงๆ ! ”

หวางซิงได้แสยะออกมา

“อ่อหรอ ”

หลินเทียนได้ก้าวเดินออกมาพร้อมทั้งพูดอย่างไม่แยแสว่า

“ข้าเองก็จะให้โอกาสพวกเจ้าเหมือนกัน ทำลายรากฐานบ่มเพาะ ขาทั้งสองข้างและดวงตาตัวเองซะแล้วข้าจะไม่ฆ่าทิ้ง นี่ถือเป็นน้ำใจจากข้าเหมือนกัน”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของทั้งสามคนก็เปลี่ยนเยือกเย็นโดยทันที

“รนหาที่ตาย ! “

หลี่หลินได้คำรามออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เหลินฉีเองก็ได้พูดออกมาว่า

“ไม่ต้องพูดเยอะ ฆ่ามันได้แล้ว!”

หลังจากที่คำพูดได้จบลงแล้วเขาก็ได้พุ่งเข้าใส่หลินเทียนโดยทันที ความเร็วของเขาสูงมากๆพร้อมทั้งยังปลดปล่อยกลิ่นอายอันรุนแรงและน่ากลัวออกมาก่อนที่จะส่งฝ่ามือออกไป

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 7 !”

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมเองก็ยังถึงกับใจสั่นไปแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เขาไม่หลบไม่หนีแต่กลับปล่อยหมัดออกไปปะทะ

ฝ่ามือและหมัดได้ปะมะกันก่อนที่จะส่งให้พวกเขากระเด็นออกไป

“อื้ม ? ”

“เหลินฉี เจ้ากำลังทำอะไร ? ”

หลี่หลินและหวางซิงต่างขมวดคิ้ว

พวกเขาทั้งสองคนนั้นเป็นผู้บ่มเพาะเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 ด้วยกันทั้งหมดแถมเหลินฉียังสำเร็จทักษะระดับกลางเขตแดนหล่อหลอมร่างกายอย่างฝ่ามือทลายหินภาด้วยซึ่งส่งผลให้ฝ่ามือเมื่อครู่มีน้ำหนักกว่าหลายพันกิโลกรัมทว่ากลับถูกเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 6 ป้องกันเอาไว้ได้

ท่าทางของเหลินฉีได้เปลี่ยนไปก่อนที่จะจ้องมองไปยังหลินเทียนพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“เจ้าหนูนี่มันแปลกๆ ”

จากการปะทะกันเมื่อครู่นี้เขารู้สึกได้ว่าฝ่ามือของเขากำลังด้านชาไปแล้ว

หลินเทียนได้จ้องมองไปยังพวกเขาทั้งสามคนก่อนที่จะพูดออกมาอย่างไม่แยแสว่า

“จากการเคลื่อนไหวและกลิ่นอายแล้วพวกเจ้าน่าจะเป็นทหารของจักรวรรดิงั้นก็แสดงว่าพวกเจ้าเป็นคนของแม่ทัพจี่แต่ทำไมถึงได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเหล็งอี้ทง ? ”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วพวกเขาทั้งสามคนก็ได้แต่สั่นสะท้านไป

“ฉลาดดีหนิแต่คนฉลาดไปมักอายุสั้นนะ !”

พวกเขาทั้งสามคนได้พูดออกมาอย่างเย็นชา

หลินเทียนได้ยักไหล่ของเขาก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“งั้นในเมื่อข้าไม่มีโอกาสได้โตก็อยากจะรู้ก่อนตายหน่อยว่าทำไมทหารของจักรวรรดิถึงรับฟังคำสั่งของไอ้เหล็งอี้ทงนั่น ”

“ฮึ้ม !”

หลี่หลินได้แสยะออกมาอย่างเย็นชา

เหลินฉีได้ตอบกลับไปว่า

“ทหารแล้วยังไงล่ะ ตราบใดที่ประจบนายน้อยได้แล้วอะไรๆก็ราบรื่น เทียบกับทหารธรรมดาแล้วมันเทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ ”

“ไม่ต้องพูดเยอะแล้วอย่าลืมเป้าหมายของเราสิ ฆ่ามันได้แล้ว ”

หวางซิงได้ขมวดคิ้ว

“ได้ ข้าจะเก็บมันเอง ”

หลี่หลินได้พูดออกมาก่อนที่จะก้าวเท้าออกไปพร้อมคว้ากระบี่ที่เอวขึ้นมาพลางปลดปล่อยแรงกดดันไปยังหลินเทียน

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมได้แสยะยิ้มออกมา เขาได้ปะทะกับคมกระบี่ของเหลินฉีด้วยฝ่ามือเปล่าก่อนที่จะส่งให้ฝ่ายตรงข้ามถอยร่นกลับไป

“เจ้า..”

หลี่หลินได้ชะงักไป

พวกเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าระดับพลังของหลินเทียนนั้นอยู่เพียงเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 6ซึ่งต่ำกว่าพวกเขาทั้งสามคนถึงหนึ่งระดับเต็มแต่ความแข็งแกร่งทางร่างกายกลับสูงกว่าพวกเขา

“นี่มันร่างไร้เทียมทาน ? ”

หวางซิงได้พูดออกมา

บางคนในโลกนี้ก็เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวและถูกเรียกว่าร่างไร้เทียมทานแต่ผู้ที่มีความสามารถแบบนี้จะไม่มีพรสวรรค์ทางด้านบ่มเพาะนัก อย่างมากก็จะมีพรสวรรค์ไม่เกินสามดาราเท่านั้นแถมการบ่มเพาะหลังจากนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากๆ

“อ่อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ”

เหลินฉีได้แสยะออกมาอย่างเย็นชา

“ร่างไร้เทียมทาน ”

โครม ! ร่างกายของเหลินฉีได้ปลดปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาอย่างรุนแรง ณ ตอนนี้เหลินฉีไม่ได้ใช้การโจมตีจากความสามารถทางร่างกายเท่านั้นแต่กำลังสำแดงทักษะที่แข็งแกร่งออกมา

“ฝ่ามือทลายหินภา ตายโหงไปซะ ! ”

เหลินฉีได้คำรามออกมาอย่างดัง

เห็นเพียงแค่ว่าเหลินฉีได้ก้าวเดินออกมาก่อนที่จะกำหมัดขวาเอาไว้แน่นเสมือนว่ามันได้แปรเปลี่ยนเป็นภูเขาที่ยิ่งใหญ่

พลังทำลายของมันรุนแรงและน่าหวาดหวั่นอย่างมาก !

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมได้แยะออกมาก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย

เขาใช้มือขวาล้วงเข้าไปใต้ผ้าคลุมก่อนที่จะคว้าด้ามกระบี่ยาวเอาไว้พลางเข้าประชิดร่างของเหลินฉีก่อนที่จะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วดั่งสายฟ้า

“วุ้สสส ! ”

เส้นแสงที่รวดเร็วได้พาดผ่านร่างของเหลินฉี

ทุกอย่างหยุดนิ่ง

เสหมือนว่าตอนนี้โลกได้เข้าสู่ความเงียบสงบ

ณ ตอนนี้แม้แต่หลี่หลินหรือหวางซิงก็ชะงักไปเช่นกัน อยู่ดีๆท่าทางของพวกเขาก็ดูสงบนิ่งเป็นอย่างมาก

“ตึก ! ”

เสียงที่เบาบางได้ถูกส่งออกมาก่อนที่เลือดจะทะลักออกมาจากลำคอของเหลินฉี ตอนนี้สามารถมองเห็นรอยบาดที่ลำคอของเขาได้อย่างชันเจน ลำคอของเขาถูกตัดออกเป็นแผลกว้างขณะที่เจ้าตัวยังคงแหงนมองท้องฟ้า

ตายอย่างไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ !

“เหลินฉี !”

หลี่หลินและหวางซิงได้มีท่าทางเปลี่ยนไปอย่างหนัก

หลี่หลินได้จ้องเขม็งไปทางหลินเทียนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เจ้าทำอะไรลงไป ! ”

ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นเพียงภาพการเข้าประชิดของหลินเทียนเท่านั้นแต่ไม่เห็นการเคลื่อนไหวอะไรเลยแม้แต่น้อย พวกเขาคิดเพียงแค่ว่าการเคลื่อนที่ของหลินเทียนนั้นรวดเร็วมากๆและไม่คิดเลยว่าจะสามารถช่วงชิงชีวิตของเหลินฉีไปได้ !

“ทำอะไร ? ไม่เห็นหรือไง ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแสก่อนที่จะพูดต่อว่า

“ฆ่าคนไง ”

ฆ่า

คำพูดนี้ฟังดูราบเรียบเป็นอย่างมากซึ่งส่งผลให้ชายที่ผ่านสนามรบมามากมายอย่างหลี่หลินและหวางซิงถึงกับสั่นสะท้านไปหลายครั้ง

“ไป รุมฆ่ามันกัน ! ”

“ฆ่า !”

หลี่หลินและหวางซิงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

พวกเขาได้เคลื่อนที่ออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งปลดปล่อยพลังฉีที่รุนแรงออกมา

“ฝ่ามือเชือดเฉือน !”

“ลูกเตะทลายภูภา !”

พวกเขาได้ส่งเสียงออกมาพร้อมกัน

ณ ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ประมาทหลินเทียนอีกต่อไปแล้วก่อนที่จะสำแดงพลังทั้งหมดออกมาไม่เว้นแม้แต่ทักษะระดับกลางเขตแดนหล่อหลอมร่างกาย

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมได้แสยะยิ้มออกมาก่อนที่จะพุ่งถอยกลับไปด้านหลัง

“จะหนีงั้นเรอะ ! อย่าได้หวังเลย ! ”

หลี่หลินได้พูดออกมาอย่างเย็นชา

“หนี ? ”

หลินเทียนได้แสยะออกมาด้วยความรู้สึกดูถูก

ขณะที่ถอยไปนั้นหลินเทียนก็ได้เอื้อมมือไปคว้ากระบี่ใต้ผ้าคลุมอีกครั้งก่อนที่จะจ้องมองไปยังฝ่ายตรงข้ามและฟาดฟันออกไป

“กระบี่วายุสะท้าน !!”

“แกร๊ง ! ”

หลังจากที่ได้ส่งเสียงออกไปแล้วคลื่นกระบี่ก็ได้เปล่งเสียงคำรามออกมา ภายใต้ม่านฟ้าแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยคลื่นกระบี่มากมายเหมือนดั่งกระบี่เทวะที่ให้ความรู้สึกน่ากลัวเป็นอย่างมาก

“นี่มัน ?! ”

หวางซิงได้แสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที

นัยน์ตาของหลี่หลินได้แต่หดเล็กลงก่อนที่จะคำรามออกมาว่า

“ระยำเอ้ย ถอยเร็ว !”

พวกเขาเคยผ่านสมรภูมิมามากมายดังนั้นถึงเข้าใจความรู้สึกวิกฤตดี

“ยังคิดจะหนีงั้นหรอ แต่มันสายไปแล้ว ”

หลินเทียนได้แสยะออกมา

หลังจากที่เสียงของเขาได้ถูกส่งออกมานั้นคลื่นกระบี่มากมายก็ได้ร่วงหล่นลงมาผ่านทะลุร่างกายของหวางซิงจนเกิดเป็นรูมากมายหลายสิบรูทั่วร่างของเขาและตายลงทันทีส่วนหลี่หลินที่อยู่อีกด้านผู้ซึ่งรอดไปได้อย่างโชคช่วยแต่ก็หมดความสามารถในการตอบโต้ไปเช่นกัน

หลินเทียนได้หยุดการโจมตีก่อนที่จะเดินไปทางหลี่หลิน

“เจ้า…… เจ้าคิดจะทำอะไร ? ”

หลี่หลินได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

ณ ตอนนี้ภายในดวงตาของเขาปกคลุมไปด้วยความกลัวเท่านั้น

หลินเทียนได้ยกเท้าขวาขึ้นก่อนที่จะกระทืบไปกลางหน้าอกของหลี่หลินอย่างไม่แยแสจนทำให้อีกฝ่ายต้องโอดครวญออกมาอย่างน่าสังเวช

“เหล็งอี้ทงมันมีสถานะอะไรกัน ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

หัวใจของหลี่หลินได้แต่สั่นสะท้าน เขาอยากจะพูดออกมาว่าเขาไม่รู้แต่หลังจากที่ต้องเผชิญกับสายตาอันดุร้ายของหลินเทียนแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัวพร้อมทั้งพูดด้วยท่าทางสั่นเทาว่า

“หะ……. หากว่าบอกแล้ว จะ……เจ้าจะปล่อยข้าไป ? ”

“แน่นอน ข้าจะเก็บเอาไปคิดดู ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“เจ้าสาบานสิ ! ”

“ได้ข้าสาบาน ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส

หลี่หลินได้กลืนน้ำลายกลับลงไปพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านว่า

“เมืองหลวงนั้นมีสามตระกูลหลักซึ่งแยกออกเป็นตระกูลต๋วน ตระกูลเหล็งและตระกูลเจียง นาย….นายน้อยเป็นนายน้อยของชั่วอายุนี้ ”

“แล้วระดับพลังของตระกูลเหล็งเป็นยังไง ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“แข็งแกร่ง………มากๆ ”

หลี่หลินได้พูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านว่า

“ได้ยินมาว่าพวกเขามีผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้อยู่ด้วย”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วหลินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไป

“นายน้อยของหนึ่งในสามตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวง ไม่แปลกที่จะอยู่ข้างกายของท่านแม่ทัพได้ ”

หลินเทียนได้หรี่ตาลง

จ้องมองไปตรงหน้าด้วยท่าทางที่จริงจัง

เขาจ้องไปยังหลี่หลินก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มจางๆว่า

“ขอบคุณสำหรับข้อมูล”

หลี่หลินได้แต่รู้สึกโล่งใจก่อนที่ท่าทางของเขาจะเปลี่ยนไปในชั่ววินาทีต่อมาเมื่อเขาตระหนักได้ว่าหลินเทียนได้ยกกระบี่ที่มือขวาขึ้นช้าๆ

“เจ้าจะทำอะไร ? เจ้าพูดแล้วว่าจะไว้ชีวิตข้า ! ”

หลี่หลินได้โห่ร้องออกมา

“ข้าพูดงั้น ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ข้าบอกว่าข้าจะเก็บไปคิดดู ”

“เจ้า….”

“พุฟฟฟฟ!!“

กระบี่ยาวได้ภูกฟาดฟันลงมาก่อนที่ศีรษะของหลี่หลินจะกลิ้งหลุดออกจากบ่า

หลินเทียนได้กวาดตามองไปยังศพทั้งสามก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินจากไป

…………

เมื่อกลับมาถึงที่สำนักแล้วเขาก็ได้ถอดเสื้อคลุมออกก่อนที่จะเดินไปยังห้องของหลินซี่เพื่อดูว่านางหลับฝันดีหรือไม่

เขาเห็นเพียงแค่ว่าภายในห้องนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนอนกอดหลินซี่เอาไว้โดยเผยให้เห็นเรือนร่างอันยั่วยวนไม่เว้นแม้แต่ทรวงอกที่ถูกเผยออกมา ที่มุมปากของนางนั้นมีคราบน้ำลายย้อยเป็นเส้นลงมาซึ่งภาพเหล่านี้ดูแล้วน่าหลงใหลอย่างมาก

นี่มันซูชูว !

“นี่…..”

หลินเทียนได้แต่เขินไปทั้งตัวขณะที่จ้องมองออกไปตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

ณ ตอนนี้เหมือนว่าความบังเอิญได้มาบรรจบกัน ซูชูวที่กำลังหลับใหลได้ลืมตาขึ้นมาช้าๆก่อนที่จะมองไปยังหน้าประตูด้วยท่าทางที่สับสน ไม่นานนางก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่โง่งมออกมา

พริบตานี้เองที่ทั้งชายและหญิงได้แต่ตกตะลึง

หลังจากผ่านไปสามลมหายใจ…..

“กรี้ดดดดด!!!”

เสียงร้องได้ดังทะลุหมู่เมฆขึ้นไปเหมือนเสียงคำรามของท้องฟ้าเลยก็ว่าได้