0 Views

ตรานี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไรมาก ขนาดมันพอๆกับฝ่ามือเท่านั้นแต่กลับให้ความรู้สึกกดดันออกมา เมื่อมองไปยังตรานี้แล้วพูชิและเก้อเจิ้งนั้นอดไม่ได้ที่จะมองไปที่กันและกันอย่างว่างเปล่า

“ตราแม่ทัพ ? ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาเหมือนนึกอะไรได้แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้

พูชิได้ปรับลมหายใจของตนพร้อมทั้งอธิบายออกมาว่า

“มันเป็นตราของทางกองทำ กับกองกำลังของจักรวรรดิที่เห็นตรานี้แล้วต้องปฏิบัติตามคำสั่งเหมือนว่ากำลังพบกับแม่ทัพ เจ้าใจความหมายของข้าไหม ? ”

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมนั้นถึงกับชะงักไปทันที

จะบอกว่าไอ้ตราเล็กๆอันนี้เปรียบได้กับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ?

หลังจากที่เห็นหลินเทียนเงียบไปนั้นเก้อเจิ้งก็คิดว่าเขาไม่เข้าใจถึงได้พูดต่อว่า

“พูดง่ายๆคือหากถือครองตรานี้ต่อให้เป็นเจ้าเมืองก็ต้องทำความเคารพเจ้าแถมยังสามารถสั่งการกองทัพได้อีกด้วย ! ”

“……”

หลินเทียนก็เดาไว้อยู่แล้วแต่นี่ทำให้เขารู้สึกกระจ่างยิ่งกว่าเดิม

นี่ถือเป็นของแทนน้ำใจ ?

หลินเทียนได้แสดงรอยยิ้มฝืนๆออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ท่านผู้อาวุโส ให้ตรานี้กับข้าไม่กลัวว่าข้าจะใช้ประโยชน์จากมันเพื่อเอาไปกดขี่ข่มเหงคนอื่น ? ”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนี้แล้วจี่หยวนฉานก็ได้แต่ชะงักไปก่อนที่จะหัวเราะออกมาอย่างดัง

“เฒ่าคนนี้ผ่านสรภูมิรบมามากมายหลายสิบปีแถมยังแก่ปูนนี้แล้ว ข้ามั่นใจในสายตาตัวเองว่าน้องชายไม่ใช่คนจำพวกนั้นอย่างแน่นอน ”

จี่หยวนฉานได้พูดออกมา

พูชิและเก้อเจิ้งที่อยู่ข้างๆก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่หมดหนทางออกมาพร้อมกับรู้สึกยอมรับในตัวของแม่ทัพคนนี้มากๆ ไม่เพียงแต่จะเป็นคนที่สุภาพแล้วยังเป็นคนที่กล้าหาญอีกด้วย !

เมื่อยัดตรานี้เข้าใส่มือของหลินเทียนแล้วจี่หยวนฉานก็ได้พูดต่อว่า

“น้องชายรับไว้ก่อนแล้วกัน หากว่ากังวลงั้นในอนาคตก็เอามาคืนตาเฒ่าคนนี้ที่เมืองหลวงแล้วกัน ”

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมได้แต่แสดงรอยยิ้มที่ขมขื่นออกมา ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้วถ้าเขาไม่รับไว้ก็ถือเป็นการไม่ให้เกียรติอย่างมาก

“งั้นเอาตามที่ผู้อาวุโสว่าแล้วกัน หากว่ามีโอกาสไปเมืองหลวงในอนาคตข้าต้องขอรบกวนท่านด้วย”

หลินเทียนได้พูดออกมา

จี่หยวนฉานได้หัวเราะออกมาพร้อมกับพูดว่า

“แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องมีวันนั้นเพราะว่าข้าเชื่อว่าเมืองนี้มันรั้งเจ้าเอาไว้ได้ไม่นานหรอก ! ”

ตรงนี้เองที่เขาได้เดินไปโอบหญิงสาวบนเตียงเอาไว้พร้อมทั้งมองไปยังพิชูและเก้อเจิ้งพลางพูดอย่างจริงจังว่า

“ขอบคุณทั้งสองมากๆ”

“ท่านแม่ทัพก็สุภาพไป ”

พูชิและเก้อเจิ้งได้พูดออกมา

อาการบาดเจ็บของหญิงสาวได้ทรงตัวแล้วดังนั้นถึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ หลินเทียนและคนอื่นๆถึงได้เดินออกไปส่งจี่หยวนฉานที่ประตูทางเข้า

“ทั้งสามคน ขอบคุณมาก”

จี่หยวนฉานได้พูดออกมาอย่างจริงใจอีกครั้ง

พูชิและเก้อเจิ้งได้พยักหน้าตอบ

“ท่านแม่ทัพโปรดรักษาตัวด้วย ”

ทั้งสองคนได้ตอบกลับไป

จี่หยวนฉานได้พยักหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเดินออกไป ไม่นานเขาได้หยุดเท้าลง

เขาได้หันกลับมามองไปทางหลินเทียนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“จากน้ำเสียงของน้องชายแล้วก็น่าจะอายุราวๆเดียวกับหยูเอ๋อดังนั้นหากว่ามีชะตาร่วมกันแล้ว……….ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติแล้วกันเนอะ ”

จี่หยวนฉานได้พยักหน้าให้กับหลินเทียนก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินจากไป

“หือ ? ”

หลินเทียนได้แต่ชะงักไปเพราะเขารู้สึกว่าคำพูดของเขามันแปลกๆยังไงพิกล

พูชิได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“น้องชายดูเหมือนว่าโชคจะดีมากๆเลยนะ ท่านแม่ทัพเพิ่งจะส่งตัวเจ้าสาวให้เจ้าแล้วแต่นางเป็นหญิงสาวที่ยโสที่สุดในเมืองหลวงเลยนะ ”

“ดี ดีเฒ่าคนนี้คิดว่าพวกเจ้าเหมาะกันมากๆแม้ว่าจะไม่รู้ว่าหน้าตาเจ้าจะเป็นไงก็เถอะแต่ในเมื่อรู้เรื่องข่ายอาคมก็ต้องไม่น่าเกลียดอยู่แล้ว ”

เก้อเจิ้งได้พูดออกมา

หลินเทียน

“………….”

คำพูดของตาเฒ่านี่น่าสนใจจริงๆ

เขาได้ส่ายศีรษะและเตรียมจะเรียกพูชิเพื่อเดินทางกันต่อแต่ตอนนี้เองที่เขารู้สึกได้ว่ากำลังหน้ามืดก่อนที่จะนิ่งไป

พูชิได้ชะงักไปก่อนที่จะประคองเขาเอาไว้พร้อมทั้งถามออกมาว่า

“น้องชาย เป็นอะไรไหม ? ”

หลินเทียนรู้สึกได้เพียงแค่ว่าวิสัยทัศน์ของเขากำลังมืดลงเรื่อยๆเพราะว่าพลังฉีและพลังวิญญาณได้ถูกใช้ไปจนเกลี้ยงและนี่น่าจะเป็นผลข้างเคียงของมัน

“รู้สึกล้ามากๆ น่าจะ…….”

เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

พูชิและเก้อเจิ้งได้ชะงักไปพร้อมทั้งเข้าใจในทันที

“งั้นอย่าเพิ่งไปก่อนแล้วกัน เฒ่าคนนี้จะให้เสี่ยวเฟย์ไปเตรียมห้องเอาไว้ให้ ”

เก้อเจิ้งได้พูดออกมา

พูชิได้พยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนที่จะพูดว่า

“เป็นความคิดที่ดีมากๆ ”

หลินเทียนคิดได้ว่าการที่เขาไม่กลับไปที่สำนักก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแถมก่อนหน้านี้ก็ได้บอกกับซูชูวไว้แล้วด้วยว่าให้ช่วยดูแลหลินซี่

สำหรับเขาแล้ว เขาเชื่อใจซูชูวอย่างมาก

เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้แล้วเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธพร้อมทั้งพูดว่า

“งั้นต้องรบกวนด้วย”

เขารู้สึกหน้ามืดเป็นอย่างมากและการก้าวแต่ละก้าวก็ยากลำบากอย่างแท้จริง

“ไม่เป็นไรหรอก”

เก้อเจิ้งได้โบกมือของเขา

ณ ตอนนี้เก้อเจิ้งและพูชิได้พยุงหลินเทียนไปยังห้องเล็กๆห้องหนึ่ง

“น้องชายพักผ่อนไปนะ เฒ่าคนนี้ขอตัวกลับก่อน”

พูชิได้พูดออกมา

หลินเทียนที่อยู่บนเตียงได้ตอบกลับไปว่า

“เดินทางกลับช้าๆล่ะ ”

พูชิได้พยักหน้าก่อนที่จะเดินออกไปพร้อมๆกับเก้อเจิ้ง เมื่อถึงหน้าประตูแล้วเก้อเจิ้งก็ได้พูดออกมาว่า

“ห้องของเฒ่าคนนี้อยู่ติดกันดังนั้นหากว่ามีอะไรก็ตะโกนเรียกเลยนะ ”

“ขออภัยด้วยนะ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากที่รู้จักกันดีๆแล้วเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าตาเฒ่านี่เป็นคนดีจริงๆ

หลินเทียนได้ถอนหายใจออกมา วันนี้มันเป็นวันที่เหน็ดเหนื่อยอย่างมากแถมเวลานอนยังน้อยอีก เขาได้ส่ายศีรษะก่อนที่จะหลับตาลงโดยที่สวมคลุมอยู่อย่างนั้น

เก้อเจิ้งได้เดินไปส่งพูชิที่หน้าประตูก่อนที่จะกลับไปยังห้องของตัวเอง

พนักงานสาวก็กลับไปประจำตำแหน่งของเธอเพื่อรับแขกอย่างนอบน้อมต่อไป

ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแม้แต่น้อยแต่สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือข่าวดังที่ถูกถ่ายทอดออกไปว่าเมืองนี้ให้มีปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมอายุ 16ปีถือกำเนิดขึ้นแล้วแถมยังมีระดับ 3 เป็นอย่างน้อยด้วย แม้กระทั่งเก้อเจิ้งและพูชิเองก็ยังต้องอาย

ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงไปทั่ว

“16ปี ปรมาจารย์ข่ายอาคมระดับ 3 ? เป็นไปได้ไง ? ”

“จริงๆนะ ข้าเห็นด้วยตาคู่นี้แต่ว่าคนๆนั้นปิดบังตัวตนเอาไว้ด้วยผ้าคลุมถึงไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของเขาได้แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วอายุไม่น่าจะเกิน 16ปี”

“ข้าก็เห็นเหมือนกัน แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ยังได้รับความกรุณาจากเขาเลย ”

“อะไรนะ ? แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ? ท่านแม่ทัพจี่? ”

“แน่นอนอยู่แล้ว ! ”

“นี่….. ทำไมท่านถึงได้มาอยู่ที่เมืองนี้ ? ”

“ใครจะรู้ล่ะแต่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ ”

“อายุ 16 ปีกับปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 นี่มีสัตว์ประหลาดแบบนี้ด้วย ? ”

ข่ายนี้แพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ข้อมูลของเด็กอายุ16ปีที่เป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับสามนี้ได้แต่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง

เป็นที่รู้กันดีว่าเงื่อนไขการเป็นปรมาจารย์นั้นค่อนข้างเข้มงวดกว่าผู้บ่มเพาะหลายเท่า ปกติแล้วปรมาจารย์ข่ายอาคมระดับ 1 นั้นจะมีอายุราวๆ 28 ปีทว่าอยู่ดีๆเมืองนี้ดันมีปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 ผุดออกมาแถมยังอายุ 16ปีอีก นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว

“เป็นไปได้ไงกัน เขาเริ่มฝึกด้านนี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่หรือไงกัน ? ”

“หรือว่าเป็นเพราะเบื้องหลังเขามีปรมาจารย์ระดับสุดยอดอยู่ล่ะ ?”

“นี่…..”

“จะยังไงก็ช่างเหอะแต่นี่มันสุดยอดมาก ! ”

“ไม่คิดเลยว่าจะมีสัตว์ประหลาดแบบนี้ นี่มัน…..”

ผู้คนทั้งหมดในเมืองได้แต่ถอนหายใจออกมา

สำหรับเรื่องนี้แล้วหลินเทียนไม่ได้ทราบถึงเลยเพราะตอนนี้เขากำลังหลับสบายโดยที่ไม่สนแม้แต่เสียงเรียกทานข้าวของเก้อเจิ้งด้วยซ้ำ เก้อเจิ้งได้เรียกเขาอยู่หลายครั้งแต่หลังจากที่เห็นว่าไม่ได้ตอบรับกลับไปก็เลิกที่จะรบกวนเขาต่อ

พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งวัน

ช่วงเช้าวันต่อมาหลินเทียนได้ตื่นขึ้นก่อนที่จะสูดอากาศแล้วเดินออกไปจากห้อง

“ตื่นแล้ว ? ”

เก้อเจิ้งได้ทักทายกับเขาด้วยรอยยิ้ม

“อื้ม เมื่อวานต้องรบกวนด้วยนะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณอะไรกันไม่ต้องสุภาพไปหรอก เจ้าถือว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองได้เลยดังนั้นหลังจากนี้จะมาตอนไหนก็ได้”

เก้อเจิ้งได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“อ่อใช่ อาหารเช้าถูกเตรียมไว้โดยเสี่ยวเฟย๋แล้ว ไปทานกันเถอะ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับตอบว่า

“ได้”

อาหารเช้าของที่นี่ค่อนข้างธรรมดามากๆเพราะมันคือข้าวต้ม ผักใบเขียวและซาลาเปาโดยที่ไม่ได้ถือสถานะอันสูงส่งตัวเองและมันทำให้หลินเทียนรู้สึกชอบที่นี่เป็นอย่างมาก หลังจากที่ทานอาหารแล้วเขาก็ได้บอกลากับเสี่ยวเฟย์และเก้อเจิ้งพร้อมทั้งจากไปทันที

“ไม่ได้กลับไปทั้งคืนแล้วหลินซี่คงจะเป็นห่วงแย่ ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วเขาก็เร่งฝีเท้าขึ้นทันที

ไม่นานเขาก็จากสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมไปไกลโดยไม่เห็นแม้แต่เงา

และตอนนี้เองที่เขาสัมผัสได้ถึงสายตาที่เย็นชากำลังเพ่งเล็งมาที่เขา เมื่อแหงนหน้าไปแล้วก็พบกับชายวัยกลางคนสามคนที่กำลังมองมายังเขาด้วยสีหน้าชั่วร้ายซึ่งมันทำให้หลินเทียนที่อยู่ในชุดคลุมนี้ต้องขมวดคิ้วโดยทันที

เขาไม่ได้หยุดเท้าลงทว่ากลับเดินต่อไปโดยที่คาดเดาถึงสถานะของฝ่ายตรงข้ามว่าไปใคร ตอนนี้ศัตรูของเขาคือตระกูลเสี่ยว ตระกูลโม่และโจวเฮ่าแต่ตอนนี้เขาคลุมตัวเองเอาไว้ดังนั้นทั้งสามคนนี้ก็ไม่น่าจะรู้ว่าเป็นเขา แสดงว่ามันต้องเป็นศัตรูของเขาที่สวมชุดคลุมอย่างแน่นอน

ตอนนี้เองที่ในสมองของเขาได้ปรากฏภาพของชายคนหนึ่ง……..ผู้ที่ติดตามมากับแม่ทัพ

หลังจากที่คิดถึงชายหนุ่มคนนั้นแล้วหลินเทียนก็ยืนยันในข้อสันนิษฐานของตัวเองทันทีว่านี่จะต้องเป็นมันแน่ๆ

“หากกลับไปที่สำนักแล้วก็สามารถจัดการพวกมันได้แต่ก็คงจะเป็นเรื่องแถมเจ้าหนุ่มนั้นก็น่าจะมีสถานะที่ไม่ธรรมดา เมื่อถึงตอนนั้นแล้วสถานการณ์อาจจะแย่กว่านี้ ”

หลังจากที่ใช้ความคิดดูแล้วก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาพร้อมทั้งเดินไปทางนอกเมืองโดยทันที

ชายวัยกลางคนทั้งสามได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาแต่ก็ไม่ได้สนใจแล้วสะกดรอยตามเขาต่อไป

หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงหลินเทียนได้เดินออกไปถึงพื้นที่นอกเมือง

“ไสหัวออกมาซะ”

ตอนนี้เองที่เขาหยุดเท้าลงแล้วหันหน้ากลับไปมองด้านหลัง