0 Views

หลินเทียนได้บทสรุปว่าการเข้าร่วมกับทางสมาคมเองก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับตัวเองแถมยังสามารถทำภารกิจกับทางสมาคมเพื่อแลกเอาวัตถุดิบที่หายากได้อีกดังนั้นมันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่าว่าแต่เรื่องที่จะได้รับเงินเดือนด้วยยิ่งแล้วใหญ่

“อื้ม ข้าเข้าด้วยแล้วกัน ”

เขาได้ตอบลกลับไป

เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้วกเก้อเจิ้งนั้นถึงกับแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปออกมาทันที

“เสี่ยวเฟย์รีบไปลงทะเบียนให้น้องชายคนนี้เร็ว ”

เก้อเจิ้งได้พูดออกมาก่อนที่จะส่ายศีรษะอย่างรวดเร็วแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า

“ไม่ต้องแล้ว ข้าไปเอง ”

หลินเทียน

“……….”

กิริยาในตอนนี้ของเก้อเจิ้งนั้นไม่ต่างไปจากเด็กน้อยเลยด้วยซ้ำ

หลินเทียนก็ยังคงใช้ชื่อเฮ่ยเป่าอยู่เช่นเคยและเกี่ยวกับเรื่องนี้เก้อเจิ้งก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะทางสมาคมเองก็จะไม่สืบหาชื่อเสียงที่แท้จริงของสมาชิกอยู่แล้ว

“เอาล่ะเรียบร้อย ”

เก้อเจิ้งได้หัวเราะออกมา

พูชิที่อยู่ข้างๆเองก็ได้พูดออกมา

“แก่แล้วน่ะ ดูท่าทางตื่นเต้นนั่นสิ ”

เก้อเจิ้งได้หัวเราะแห้งๆออกมาก่อนที่จะไม่ได้อธิบายอะไร

การยืนยันต่างๆได้ดำเนินต่อไปและหลินเทียนเองก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อเพราะเวลาเขาเหลือไม่มากแล้ว เขาต้องกลับไปฝึกฝนต่ออีก หลังจากที่สนทนากับพูชิและเก้อเจิ้งแล้วเขาและพูชิก็ได้เดินออกไปทันที

ผู้คนโดยรอบต่างแสดงสีหน้าที่เคารพนับถือออกมาระหว่างมองไปทางพวกเขา

“น้องชายพอมีเวลาว่างไหม ? จะไปเป็นแขกที่ตำหนักแลกสมบัติเรา ? ”

พูชิได้ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้ตอบกลับไปว่า

“ขอขอบคุณเป็นอย่างมากแต่ข้ายังมีเรื่องที่ต้องรีบไปจัดการดังนั้นรอให้ว่างก่อนแล้วข้าจะไปรบกวนอย่างแน่นอน ”

“โอเค แล้วจะรอให้วันนั้นมาถึง”

พูชิได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่เขาได้เห็นความสามารถที่น่าทึ่งและไร้เทียมทานของหลินเทียนแล้วเขาก็มั่นใจได้ทันทีเลยว่าเบื้องหลังหลินเทียนจะต้องมีอาจารย์ที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน นั่นเป็นเหตุให้เขาเอาใจใส่หลินเทียนมากๆ

พวกเขาได้พูดออกมาขณะที่เดินออกไปด้านนอก

ณ ตอนนี้ประตูหน้าได้ถูกผลักเข้ามาอย่างดังก่อนที่ชายชราจะเดินเข้ามาพร้อมกับร่างสองร่างที่อาบไปด้วยเลือด หนึ่งในนั้นกำลังกอดหญิงสาวเอาไว้ซึ่งเสื้อผ้าสีขาวของเธอได้ถูกย้อมด้วยสีของเลือดจนเป็นฉีแดงฉาน

“ช่วยด้วย ! รีบๆมาช่วยเร็ว !”

ชายหนุ่มได้ตะโกนออกมา

กลิ่นคาวเลือดได้ฟุ้งไปในอากาศซึ่งหลายๆคนเองก็ถึงกับต้องขมวดคิ้วและหลังจากที่เห็นชายที่อยู่ข้างๆชายหนุ่มคนนี้แล้วท่าทางของผู้คนก็ถึงกับเปลี่ยนไปอย่างมากไม่เว้นแม้แต่พูชิหรือว่าเก้อเจิ้งก็ตามที

“ท่านแม่ทัพจี่ ? ”

พูชิได้พูดออกมาด้วยท่าทางตกตะลึง

ผู้ที่บุกรุกเข้ามาหนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มอายุราวๆ18ปีส่วนอีกคนเป็นชายชราที่สวมชุดเกราะสีทองเอาไว้ซึ่งอายุของเขาแก่กว่าพูชิและเก้อเจิ้งเสียอีก ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือดซึ่งคนๆนี้ทำให้เหล่าปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับสองต้องเดินเข้าหาโดยทันที

หลังจากที่เห็นท่าทางของทั้งสองแล้วหลินเทียนก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาพร้อมกับถามพนักงานต้อนรับสาวข้างๆว่า

“เขาคือ ? ”

พนักงานสาวได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาที่หลินเทียนไม่รู้จักชายชราคนนั้นก่อนที่จะรีบอธิบายออกมาอย่างเคารพว่า

“ท่านคือท่านแม่ทัพจี่หยวนฉานเป็นผู้บุกเบิกกว่าหลายสิบปีแถมยังหยุดทัพของข้าศึกเอาไว้มากมาย ที่อาณาจักรเราสามารถสงบสุขได้ขนาดนี้ 50%ล้วนเป็นผลงานของท่านผู้นั้น ”

ท่าทางของหลินเทียนถึงกับเปลี่ยนไปทันทีและไม่แปลกใจเลยที่ทำไมท่าทางของทุกคนถึงได้เปลี่ยนไป

“ท่านแม่ทัพ ? เกิดอะไรขึ้น ? ท่านมานี่ได้ไง ? แถมนี่ยัง..”

หัวใจของเก้อเจิ้งถึงกับสั่นสะท้าน

หลังจากที่มองไปยังร่างที่อาบไปด้วยเลือดของจี่หยวนฉานแล้วเขาก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

ปีนี้จี่หยวนฉานนั้นมีอายุ 80ปีแต่ยังคงมีสภาพร่างกายที่ดูแข็งแรงดี ดวงตาของเขาสว่างไสวดั่งดวงดาวและส่งกลิ่นอายที่แข็งแกร่งผสมชนชั้นสูงออกมา

จี่หยวนฉานไม่รู้จักเก้อเจิ้งและพูชิทว่าหลังจากที่เห็นตราสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมแล้วท่าทางของเขาได้เปลี่ยนไปพลางพูดออกมาว่า

“ทั้งสองโปรดช่วยนางด้วย ! ”

น้ำเสียงของเขาฟังดูมีอายุแถมยังแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกกระวนกระวายอย่างชัดเจน เขาได้แต่โอบอุ้มร่างของหญิงสาวที่อาบไปด้วยเลือดเอาไว้ซึ่งที่กลางหน้าอกของนางนั้นมีรอยแผลลึกแถมกลิ่นอายของนางยังเบาบางลงเรื่อยๆ

“นี่คือ ?”

นัยน์ตาของพูชิได้หดเล็กลงโดยทันที

“หลานสาวของข้าจี่หยู ”

จี่หยวนฉานได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยจิตสังหารว่า

“กำลังอยู่ระหว่างทางกลับจากชายแดนแต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกซุ่มโจมตี แม้ว่าศัตรูจะถูกกวาดล้างไปทั้งหมดแล้วแต่จี่หยูนาง..”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนี้แล้วผู้คนทั้งหมดก็ประติดประต่อเรื่องราวได้ทันที

จักรวรรดิแห่งนี้มีแม่ทัพอยู่แปดคนซึ่งมีคนเดียวที่ถูกเรียกขานว่าเป็นสุดยอดแม่ทัพนั่นก็คือจี่หยวนฉานคนนี้ ! แน่นอนว่าศัตรูของจักรวรรดิต้องเห็นเขาเป็นเสี้ยนหนามอยู่แล้วดังนั้นเรื่องการลอบสังหารจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ปกติและเกิดขึ้นบ่อยมาก

“ระยำเอ้ย ไอ้พวกศัตรูนี่มันกล้าดีจริงๆ ”

ผู้บ่มเพาะหลายคนได้คำรามออกมาด้วยความโกรธ

จี่หยวนฉานได้พูดต่อขณะที่มองไปยังพูชิและเก้อเจิ้งว่า

“ทั้งสองเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมดังนั้นโปรดรักษาชีวิตของนางด้วย !”

การเผชิญหน้ากับการถูกลอบสังหารนั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไรแต่บาดแผลของจี่หยูนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากดังนั้นเขาถึงได้รีบอุ้มเธอแล้วตรงดิ่งเข้ามายังเมืองนี้โดยทันทีและหวังว่าสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมจะสามารถรักษาเธอได้เพราะถึงอย่างไรก็ตามความสามารถของพวกเขานั้นน่าทึ่งในหลายๆด้าน

“ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่าเพิ่งกระวนกระวายไป โปรดวางแม่นางลงก่อน ”

พูชิได้พูดออกมา

จี่หยวนฉานเองก็ได้พยักหน้าก่อนที่จะวางร่างของหญิงสาวในอ้อมอกลง

จนถึงตอนนี้เองที่ผู้คนได้เห็นรูปลักษณ์ของหญิงสาวคนนี้อย่างชัดเจน ความงามนี้แม้กระทั่งหลินเทียนที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมเองก็ยังต้องมีท่าทางเปลี่ยนไป หญิงสาวคนนี้ดูมีอายุราวๆ16ปี คิ้วของเธอดูงดงามแม้ว่าใบหน้าจะซีดเผือดก็ตามทีแต่มันก็มิอาจบดบังความงามของนางเอาไว้ได้ถึงขนาดทำให้แววตาของผู้คนเปล่งประกาย

“ในโลกนี้มีความงามเช่นนี้อยู่ด้วย! ”

หลินเทียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

ณ ตอนนี้เก้อเจิ้งได้เดินเข้ามาก่อนที่จะตรวจสอบอาการบาดเจ็บของหญิงสาวคนนี้ เขาเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมดังนั้นความสามารถของเขาไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ฆ่าคนอื่นได้ก็ต้องรักษาได้เช่นกัน

หลังจากนั้นไม่นานท่าทางของเก้อเจิ้งก็ต้องหม่นหมองลงทันที

“เป็นไงบ้าง ? ”

จี่หยวนฉานได้ถามออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

เก้อเจิ้งได้ส่ายศีรษะพร้อมกับแสดงสีหน้าที่ไม่ค่อยดีออกมา

พูชิได้เดินเข้าไปตรวจสอบอาการก่อนที่จะส่ายศีรษะเช่นกัน

“อาการบาดเจ็บร้ายแรงมากๆแถมยังเสียเลือดอย่างหนัก คงจะ….”

พูชิได้พูดออกมา

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของจี่หยวนฉานถึงกับเปลี่ยนไปเหมือนว่าเขาแก่ลงเป็นสิบๆปี

“ข้าบอกท่านแล้วว่าที่เล็กๆแบบนี้จะไปมีคนมีความสามารถได้ยังไงกัน !”

ชายหนุ่มที่ติดตามเขาได้พูดต่อว่า

“ท่านแม่ทัพเรารีบกลับไปที่เมืองหลวงให้เร็ว เราอย่าได้เสียเวลาอยู่ที่นี่อีกเลย ตระกูลเหล็งของข้ามียาดีที่สามารถรักษาหยูเอ๋อได้อย่างแน่นอน ”

จี่หยวนฉานได้แสดงสีหน้าที่ผิดหวังออกมาก่อนที่จะพยักหน้าแล้วเตรียมจะนำตัวหญิงสาวออกไป

“รอก่อน”

ณ ตอนนี้เองที่พูชิได้เรียกออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าเราสองคนไม่มีความสามารถพอแต่ว่าเพื่อนตัวน้อยคนนี้ช่วยได้แน่ๆ ”

ระหว่างที่พูดพูชิก็ได้ชี้ไปทางหลินเทียน

จี่หยวนฉานได้หยุดเท้าลงก่อนที่ถามออกมาโดยไม่สนการแต่งตัวประหลาดของหลินเทียนแม้แต่น้อยว่า

“จริงงั้นหรอ ? ”

“ข้าก็ไม่กล้าฟันธงแต่บอกได้เพียงแค่ว่าน้องชายคนนี้แข็งแกร่งกว่าเราทั้งสอง ”

พูชิได้พูดออกมา

แววตาของจี่หยวนฉานได้เปล่งประกายอ่อนๆ เขารู้ดีว่าพูชิและเก้อเจิ้งนั้นเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 2ที่หาตัวจับได้ยากแต่ตอนนี้กลับบอกว่าชายหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งกว่าพวกเขาดังนั้นถึงได้เกิดความหวังขึ้นมาในจิตใจเขาทันที

ณ ตอนนี้เก้อเจิ้งได้มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่จริงจังพร้อมทั้งพูดว่า

“น้องชายเฮ่ยเป่า เจ้าลองดูหน่อยสิว่ามีวิธีไหม ? หากว่ามีทางช่วงก็โปรดช่วยด้วยเถอะ ”

เก้อเจิ้งนั้นเป็นพวกหัวโบราณและมันเป็นเพราะเขานับถือในตัวแม่ทัพคนนี้แถมหลานสาวคนเดียวของเขายังได้รับบาดเจ็บอย่างหนักดังนั้นเขาถึงได้หวังไว้ว่าจะสามารถช่วยชีวิตนางได้

ทันใดนั้นเองที่สายตาของผู้คนได้จดจ่อไปยังหลินเทียนโดยทันที

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมเองก็ได้มองไปยังจี่หยวนฉานที่กำลังโอบร่างของหญิงสาวเอาไว้ด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน ก่อนหน้านี้เขาก็ได้สังเกตการณ์อาการบาดเจ็บของนางแล้วเช่นกันแถมยังมีวิธีรักษาด้วยทว่าแนวทางการรักษานั้นมันค่อนข้างจะแปลกๆ

“น้องชาย มีวิธีไหม ? ”

จี่หยวนฉานได้พูดออกมา

หลานสาวคนเดียวของเขาได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและถึงแม้ท่าทางของเขาอาจจะดูสงบแต่ลึกๆแล้วกระวนกระวายเป็นอย่างมาก

ทันใดนั้นเองที่บรรยากาศโดยรอบได้เงียบลงโดยทันที

หลังจากที่ผ่านไปสามลมหายใจแล้วหลินเทียนก็ได้พยักหน้าภายใต้สีหน้าที่ตกตะลึงของจี่หยวนฉานพลางพูดออกมาว่า

“มีวิธีแต่…….”

ตรงนี้เองที่หลินเทียนได้หยุดลง

“อะไร ? ”

จี่หยวนฉานได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาก่อนที่จะพูดต่อว่า

“น้องชาย เจ้าต้องการอะไรก็บอกได้เลย ตราบใดที่ข้าให้ได้ข้าให้ทั้งหมดเลย ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“ข้าไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น”

“แล้วอะไร ? ”

จี่หยวนฉานได้ถามออกมาพลางขมวดคิ้ว

ผู้คนโดยรอบต่างจดจ่อไปยังหลินเทียนเป็นสายตาเดียวกัน

“น้องชาย เวลามีค่ามากๆนะ มีอะไรจะพูดก็พูดมาได้เลยแล้วค่อยปรึกษาด้วยกัน”

พูชิได้พูดออกมา

แม้ว่าเพิ่งจะรู้จักหลินเทียนได้ไม่นานแถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อจริงของเขาคืออะไรแต่พูชิรู้ว่าหลินเทียนไม่ใช่พวกที่จะฉวยโอกาสจากคนอย่างแน่นอน

หลินเทียนได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าแล้วพูดออกมาว่า

“ข้ามีข่ายอาคมคล้ายๆข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณที่สามารถดูดพลังฉีโดยรอบเข้าร่างนางและช่วยรักษาอาการบาดเจ็บแต่…”

เขาได้หยุดลงตรงนี้ก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“แต่ต้องให้นางอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าเพื่อวาดลวดลายเหล่านั้น ”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วใบหน้าของพูชิและเก้อเจิ้งก็ถึงกับเปลี่ยนสีไปทันที

“นี่……”

คิ้วของพวกเขาได้ขมวดเข้าหากัน

จี่หยวนฉานที่อยู่อีกฝั่งเองก็ไม่ต่างกัน

พวกเขาเข้าใจดีว่าร่างกายเปลือยเปล่าเพื่อวาดข่ายอาคมนั้นหมายความว่าไง

“ไม่ได้ ท่านแม่ทัพอย่าได้ตอบรับโดยเด็ดขาด! ”

ชายหนุ่มที่ติดตามมาได้คำรามออกมาอย่างเย็นชาว่า

“ร่างกายบริสุทธิ์ของหยูเอ๋อจะไปให้คนดูตามใจชอบได้ไง ! วาดข่ายอาคมบนร่างเปลือยเปล่าบ้าอะไร ! ข้าว่ามันต้องเป็นพวกหื่นกามที่มีจุดประสงค์ร้ายอย่างแน่นอน !”