0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

เมื่อฟังจากคำพูดของหยูหวูชวงแล้วพวกเขาต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาตามๆกันและไม่คิดเลยว่าเฒ่าขี้เมาจะมีบุญคุณกับที่นี่มากมายขนาดนี้

จี่หยูได้หยอกล้อออกมาว่า

“เจ้าได้กำไรอย่างงามเลยนะ ”

หลินเทียน

“………”

หยูหวูชวงมองไปทางหลินเทียนพร้อมทั้งพูดขึ้นว่า

“ให้พูดก็พูดเจ้านี่สมแล้วที่เป็นศิษย์อาจารย์กับเขาจริงๆ ในอดีตเขาสามารถทำความเข้าใจเคล็ดวิชากระบี่ดอกบัวหิมะที่กำแพงนี้ได้แต่ไม่คิดเลยว่าผ่านไปหลายปีเจ้าที่มาที่นี่จะสามารถเข้าใจมันได้เช่นกัน ”

“ก็ใช่ ”

จี่หยูพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนที่กำลังแสดงสีหน้าหมดคำพูดเองก็ได้มองไปทางจี่หยูพร้อมทั้งถามหยูหวูชวงออกมาว่า

“ท่านบอกว่าจี่หยูมีพรสวรรค์สูงมากๆแล้วทำไมนางถึงไม่เป็นอะไรหลังจากที่มองไปยังกำแพงนั้นล่ะ ”

“มันเป็นเพราะว่านางเองก็บ่มเพาะด้วยเคล็ดวิชานี้อยู่ก่อนแล้วดังัน้นถึงไม่สามารถสัมผัสอะไรจากกำแพงนี้ได้ ”

หยูหวูชวงตอบกลับไป

หลินเทียนได้แต่ผงะไปก่อนที่จะคิดตาม

หยูหวูชวงได้กำชับหลินเทียนให้อย่าแพร่งพรายเคล็ดวิชานี้อีกครั้งก่อนที่จะพูดว่า

“ให้หยูเอ๋อเดินนำเช้าเที่ยวที่อื่นแล้วกัน ข้าเองก็ยังต้องไปแจ้งเรื่องนี้กับท่านผู้อาวุโสสูงสุดอีกแล้วพรุ่งนี้ค่อยเจอกันใหม่ ”

หยูหวูชวงพูดจบก็หันหลังจากไปโดยทันที

จี่หยูได้เดินนำหลินเทียนเที่ยวไปทั่วทั้งนิกายจนถึงช่วงเย็นของวันนั้น

หลังจากที่กลับมาถึงห้องแล้วหลินเทียนก็ได้หลับตาของเขาลงขณะที่เคล็ดวิชากระบี่ดอกบัวหิมะยังคงก้องกังวานอยู่ภายในสมองของเขา

“เคล็ดวิชาเขตแดนจักรพรรดินภานี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

เคล็ดวิชากระบี่ดอกบัวหิมะนี้เป็นทั้งวิชาบ่มเพาะและทักษะรวมกันซึ่งท่วงท่าเคลื่อนไหวก็ไม่ธรรมดาดังนั้นหลังจากที่เรียนรู้ไปแล้วก็ตระหนักได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของท่วงท่าทั้ง 9 ระดับที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าทักษะกระบี่สายฟ้ามรกตของเขาหลายชั้น

“พูดก็พูดคือตาเฒ่านั้นช่วยนิกายนี้สร้างเคล็ดวิชากระบี่ดอกบัวหิมะฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาแต่ไม่รู้เลยว่าตัวเขาจะฝึกฝนมันด้วยรึไม่ ”

หลินเทียนพูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากที่คิดแล้วก็ทำให้เขารู้สึกคิดถึงเฒ่าขี้เมาที่ห่างกันไปกว่าสองเดือนเต็มขึ้นมาทันที

ได้แต่ส่ายศีรษะก่อนที่จะโน้มตัวลงนอน

คืนนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้นหลุยเจี่ยและศิษย์นิกายพิณใต้พิภพหลายคนได้เดินไปส่งศิษย์จากทั้งนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้และนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าที่หน้าทางเข้า นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้นั้นไม่ได้สนใจเกี่ยวกับการหายไปของหลินเทียนส่วนหลิงเย่ที่ยิ่งไม่สบอารมณ์เองก็ได้นำศิษย์คนอื่นๆกลับไปโดยทันที

วันนี้หลินเทียนยังคงเดินเล่นอยู่ภายในนิกายพิณใต้พิภพซึ่งแน่นอนว่ามีจี่หยูเดินอยู่เคียงข้างพลางพบกับผู้คนที่คอยถามไถ่ตลอดเส้นทาง เขาตระหนักได้ทันทีเลยว่านอกจากพวกเชินหยานแล้วศิษย์นิกายคนอื่นๆล้วนโปรดปรานในตัวจี่หยูอย่างมาก

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

ไม่นานก็ตกช่วงเย็นก่อนที่หลินเทียนจะเดินออกไปที่หน้าประตูทางที่มีหยูหวูชวงรออยู่ก่อนแล้ว

“ที่นี่ต้อนรับเจ้าเสมอ ”

“ไปกันเถอะ”

หยูหวูชวงได้เดินนำไป

“รบกวนผู้อาวุโสด้วย ”

หลินเทียนพูดออกมา

หยูหวูชวงโบกมือก่อนที่จะสั่งบางอย่างกับจี่หยูแล้วเดินนำหลินเทียนออกไปอีกฝั่งหนึ่งของนิกาย

หลังจากนั้นประมาณสามวันนางก็ได้นำหลินเทียนกลับไปส่งถึงที่นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าด้วยตัวเอง

“เอาล่ะข้าไม่ขึ้นไปส่งด้านบนนะ หลังจากที่กลับขึ้นไปแล้วก็พยายามบ่มเพาะเข้าล่ะจะได้รีบตัดผ่านเขตแดนจักรพรรดินภาเร็วๆ ด้วยศักยภาพของเจ้าแล้วน่าจะใช้เวลาประมาณสองปี ”

หยูหวูชวงพูดออกมา

หลินเทียนขอบคุณนางอย่างซาบซึ่งก่อนที่จะก้าวขึ้นไปยังนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าของเขา

หยูหวูชวงยังคงยืนมองการจากไปของเขาก่อนที่จะจากไป

และตอนนี้เองที่มีชายชราชุดม่วงโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

“ไม่คิดเลยว่าหยูหวูชวงจะมาส่งมันด้วยตัวเอง ! ”

ชายชราคนนี้เป็นผู้อาวุโสของนิกายร้อยหลอมและหลังจากที่รู้ว่าหลินเทียนเดินทางไปที่นิกายพิณใต้พิภพแล้วเขาก็เอาแต่รอการกลับมาแต่ไม่คิดเลยว่าทางจ้าวนิกายพิณใต้พิภพจะมาส่งหลินเทียนด้วยตัวเอง

“ดูเหมือนว่าต้องหาคนในนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าแล้วจริงๆ ”

เขาได้ส่งเสียงออกมาก่อนที่จะจากไปอย่างรวดเร็ว

……

หลังจากที่เดินกลับขึ้นมาแล้วหลินเทียนก็รีบตรงไปที่ตำหนักผู้ดูแลเพื่อรายงานตัวเอง

“ยอมแพ้แล้ว ? ”

พูอันพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้ถามกลับด้วยใบหน้าที่สงสัยว่า

“หมายความว่าไง ? ”

“ที่นั่นเต็มไปด้วยสาวงามมากมายข้าเลยคิดว่าเจ้าจะหมกอยู่ที่นั่นเสียอีก ”

พูอันได้หยอกล้อออกมา

หลินเทียน

“………”

“เอาล่ะ ข้าเองก็ไม่อยากจะถามว่าทำไมเจ้าถึงไม่กลับมาพร้อมคนอื่นหรอกแต่เจ้าหลิงเย่นั่นหาเรื่องให้เจ้าเยอะมากๆ ”

พูอันพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“นี่ระหว่างทางได้ทะเลาะกับเขาอีก ? ”

“ใครจะไปสนใจมันกันล่ะ ”

หลินเทียนตอบกลับไป

พูอันโบกมือของเขาก่อนที่จะพูดว่า

“เอาล่ะ งั้นก็ไปจัดการเรื่องของเจ้าต่อเถอะ ”

หลินเทียนพยักหน้าของเขาก่อนที่จะเดินกลับไปทางที่พักของตัวเอง

ระหว่างทางศิษย์หลายคนได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่เคารพยำเกรงและศิษย์ตำหนักในหลายๆคนเดินเข้ามาทักทายเขาซึ่งหลินเทียนก็ไม่ได้ทำตัวโอหังและทักทายพวกเขากลับไปด้วยรอยยิ้ม

ระหว่างทางเขาก็ได้พบกับพวกขวางหูขวางตาเขาเช่นกัน

ผู้ดูแลซัวชาง

“ยังรอดกลับมาได้อีกงั้นรึ โชคดีจริงๆเลยนะ ”

ซัวชางพูดออกมาอย่างเย็นชา

“ต่อให้ตระกูลเจ้าตายทั้งตระกูลข้าก็จะยังอยู่ดี ”

หลินเทียนตอบกลับไป

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เดินจากไปโดยไม่สนใจอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

ซัวชางที่กำลังจ้องมองไปทางหลินเทียนเองก็ได้แต่พึมพำออกมาด้วยสายตาที่เย็นยะเยือกว่า

“ไอ้เด็กเปรต เจ้าจะอยู่ได้อีกนานสักแค่ไหนกัน นิกายร้อยหลอมต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ รอความตายซะเถอะ ! ”

ซัวชางส่งเสียงกระซิบออกมาก่อนที่จะเดินไปอีกทาง

……………

เมื่อกลับมาถึงที่พักมันก็เป็นช่วงค่ำแล้ว

หลินเทียนไม่ได้วางแผนพักผ่อนก่อนที่จะเริ่มการบ่มเพาะของเขา ก่อนหน้านี้ตอนที่เรียนรู้เคล็ดวิชากระบี่ดอกบัวหิมะก็ทำให้ระดับพลังของเขาเพิ่งสูงขึ้นไปถึงเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 3 ตอนปลายดังนั้นหลังจากที่กลับมาแล้วเขาก็เตรียมพร้อมเพื่อตัดผ่านไปยังระดับที่ 4 เลยทีเดียว

“บึ้ส  ! ”

แสงสีเงินห้อมล้อมร่างกายของเขาเอาไว้

ณ ตอนนี้เขาไม่ได้ใช้ม้วนอาคมตราเทวะทว่ากลับเปิดกระทำงานของม้วนอาคมรวมพลังวิญญาณสามม้วนแทนแล้วเริ่มดูดซับมันเข้าไปในทะเลความรู้ของเขา , ตอนนี้ภายในทะเลความรู้ของเขาต่างเต็มไปด้วยกลีบดอกบัวมากมาย

เขาตั้งสมาธิก่อนที่หน้าผากจะเปล่งแสงออกมาทำให้ดอกบัวนั้นสั่นไหวเล็กน้อย , ณ ตอนนี้ทะเลความรู้ของเขาไม่ได้สั่นไหวเหมือนครั้งที่ทานยาทิพย์หลอมเทพเข้าไปแล้วทว่ากลับแผดเป็นคลื่นออกไปขยายขนาดของทะเลความรู้ออกไปเรื่อยๆ

“แปลกแหะ แล้วดอกบัวพวกนี้มันไม่หายไป ? ”

หลินเทียนขมวดคิ้วของเขาโดยทันที

ตอนที่เขาเรียนรู้เคล็ดวิชากระบี่ดอกบัวหิมะนั้นก็ปรากฏภาพดอกบัวขึ้นภายในทะเลความรู้ของเขาซึ่งทำให้เขาคิดว่ามันเป็นปรากฏการณ์ยางอย่างแล้วจะสลายหายไปในไม่ช้าทว่าไม่คิดเลยว่าผ่านมานานขนาดนี้แล้วมันก็ยังคงฝังรากอยู่ภายในทะเลความรู้ของเขาโดยไม่มีท่าทีว่าจะหายไปไหนเลยแม้แต่น้อย

เขาได้แต่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหมดหนทาง

“เอาล่ะ รอให้ได้พบกับตาเฒ่ารอบหน้าแล้วค่อยถามเขาแล้วกัน ”

เขาพูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากที่สูดหายใจเข้าลึกแล้วหลินเทียนก็เริ่มการบ่มเพาะต่อไป

แสงสีเงินถูกเปล่งออกมาท่ามกลางความมืดขณะที่พลังฉีและแสงจากหมู่ดาวโดยรอบถูกสูบเข้ามาและหลังจากที่ผ่านไปได้ 6 ชั่วโมงแล้วพลังงานบางอย่างก็ได้ทะลักออกมาจากร่างกายของเขา

ณ ตอนนี้หลินเทียนสัมผัสได้เพียงแค่ความสามารถในการรับรู้ของตัวเองเพิ่มสูงขึ้นมาก ขนาดของทะเลความรู้เองก็กว้างขึ้นแถมจิตสัมผัสก็บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นส่วนดอกบัวที่อยู่ภายในทะเลความรู้นั้นเริ่มโปร่งแสงขึ้นอย่างมาก

“เขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 4 ! ”

หลินเทียนพูดอยู่กับตัวเองขณะที่ดวงตาเปล่งประกายออกมา

หลังจากที่ตัดผ่านไปได้แล้วพลังจิตสัมผัสของเขากล้าแกร่งขึ้นกว่าเดิมถึงหลายเท่าตัวแถมพลังฉีภายในร่างยังหนาแน่นขึ้นมาก , เขาได้แต่กำหมัดก่อนที่จะรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง

“ฟูพพพ ”

เขาได้ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะปรับความคิดแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

หลังจากนั้นก็ได้หยิบเอายาปรับสมดุลหยวนออกมาทานหลายสิบเม็ดพร้อมเริ่มหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่อีกครั้งซึ่งยาตัวนี้มีสรรพคุณช่วยปรับรากฐานการบ่มเพาะได้อย่างดี

พริบตาเดียวเวลากลางคืนก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่เช้าก่อนที่จะออกไปรับแสงแดดพลางยืดเส้นยืดสายแล้วมุ่งหน้าไปยังหอคอยจักรวาล

รากฐานของเขาสมดุลแล้วดังนั้นถึงได้อยากจะใช้ประโยชน์จากหอคอยจักรวาลเพื่อปรับความสมดุลของจิตสัมผัส

เมื่อเข้าไปแล้วเขาก็ได้ส่งพลังจิตสัมผัสออกไปเพื่อตัดผ่านชั้นที่ 1 เข้าไปสู่หอคอยชั้นที่ 2 และหลังจากนั้นเขาก็ทำแบบเดิมเพื่อตัดผ่านไปยังชั้นที่ 3 และ 4

เมื่อก้าวเข้ามายังหอคอยจักรวาลชั้นที่ 4 แล้วเขาก็ได้แต่สั่นไปทั้งตัวขณะที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กำลังกดทับร่างกายของเขา เมื่อมองขึ้นไปแล้วก็จะเห็นหมู่ดาวมากมายกำลังส่งแรงกดดันลงมาทางเขาอย่างรุนแรงเหมือนดั่งคมมีด

“ชั้นที่ 4 นี่มีแรงกดดันแข็งแกร่งกว่าชั้นที่ 3 เยอะเลยแหะ ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

เขาทิ้งความคิดทั้งหมดก่อนที่จะนั่งลงขัดสมาธิแล้วใช้พลังจิตสัมผัสต้านทานแรงกดดันเหล่านี้

ขณะที่ทะเลความรู้ของเขากำลังสั่นไหวนั้นพลังจิตสัมผัสที่เขาส่งออกมาก็เริ่มต่อต้านแรงกดดันกลับไป

การฝึกฝนในที่แห่งนี้คือการใช้พลังจิตสัมผัสต้านทานแรงกดดันที่ถูกส่งลงมาจากฟากฟ้าซึ่งหลินเทียนที่กำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันในชั้นนี้ก็ได้แต่คิดว่ามันเป็นแรงกดดันที่ป่าเถื่อนดีจริงๆ

“บึ้ส ! ”

ทันใดนั้นเองที่ทะเลความรู้ของเขาสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่จะปรากฏภาพกลีบดอกบัวมากมายขนาดเท่าๆกับฝ่ามือออกมาจากทางหน้าผากแล้วเริ่มผลักแรงกดดันเหล่านั้นกลับไปและถึงขั้นที่มันเริ่มจะฉีกห้วงจักรวาลตรงหน้าออกจนเป็นรูโหว่