0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตอนนี้ถือว่าหลินเทียนยังไว้หน้านิกายพิณใต้พิภพอยู่ถึงไม่ได้หนักมือฆ่าอีกฝ่ายไปไม่งั้นก็จะเป็นปัญหากับหยูหวูชวงมากๆดังนั้นเขาถึงได้ควบคุมอารมณ์เอาไว้ อย่างไรก็ตามแม้เขาจะไว้หน้าทว่าก็จะไม่ปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆอย่างแน่นอน

“แกร๊ง ! ”

คลื่นกระบี่ถูกส่งออกมาจากกระบี่ทั้ง 8 ก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่ตี้เหวินฮง

ตี้เหวินฮงพยายามตั้งรับอย่างมากแต่ก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะรับการโจมตีจากกระบี่ทั้ง 8 ในเวลาเดียวกัน

“หยุดนะหลินเทียน ! พอได้แล้ว ! ”

ตี้เหวินฮงได้โห่ร้องออกมา

“ก่อนหน้านี้มันเป็นเจ้าที่ดื้อด้านอยากจะประลองไม่ใช่รึไง จะหยุดก็ต่อเมื่อข้าบอกให้หยุดเท่านั้น ”

หลินเทียนตอบกลับอย่างราบเรียบ

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้ส่งความคิดออกไปก่อนที่จะใช้กระบี่ทั้ง 8 ไล่ต้อนตี้เหวินฮงครั้งแล้วครั้งเล่า

สีหน้าของอีกฝ่ายได้แต่ตกต่ำลงด้วยความโกรธเพราะต่อให้เขาอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 8 ก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะป้องกันการโจมตีจากกระบี่ทั้ง 8 เล่มพร้อมๆกันเพราะมันต่างพุ่งมาจากจุดอับสายตาทั้งหมด

“พุฟฟ ! ”

กระบี่ได้ทิ้งบาดแผลเอาไว้ที่กลางหน้าอกของเขา

“เจ้า…….”

ตี้เหวินฮงที่กำลังมองไปทางหลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่น่าเกลียดออกมา

หลินเทียนยังคงแสดงสีหน้าราบเรียบพลางพูดขึ้นว่า

“อะไร ? เจ้าเป็นศิษย์หลักนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ไม่ใช่รึ ? ไม่ต้องยั้งมือแล้ว ? ”

เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเทียนแล้วก็ถึงกับทำให้สีหน้าของตี้เหวินฮงน่าเกลียดลงยิ่งกว่าเก่าเพราะอีกฝ่ายกำลังเหยียดหยามเขา

เชินหยานที่อยู่ห่างออกไปเองก็มีสีหน้าตกต่ำลงไม่ต่างกันก่อนที่จะหันหลังแล้วพยายามหนีไป

“อยากมาก็มา อยากไปก็ไปได้งั้นรึ ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากที่สิ้นสุดคำพูดแล้วกระบี่ทั้ง 7 เล่มของเขาได้ปิดกั้นทางหนีของเชินหยานเอาไว้ทั้งหมด

เชินหยานได้แต่สำแดงทักษะกระบี่ดอกบัวหิมะออกมาป้องกันเอาไว้ซึ่งคลื่นกระบี่ที่นางส่งออกมานั้นรุนแรงถึงขั้นส่งผลให้ผู้คนโดยรอบมีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันทีเพราะมันสามารถกระแทกกระบี่กว่า 4 เล่มกลับไปได้แต่ยังเหลือกระบี่อยู่อีก 3 เล่มที่พุ่งเข้าโจมตีนางก่อนที่กระบี่อีกสี่เล่มที่กระเด็นออกไปจะพุ่งกลับมาอีกครั้ง

ดังนั้นนี่ทำให้นางไม่มีเวลาให้พักหายใจด้วยซ้ำ

“หลินเทียน ! เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ขโมยทักษะลับนิกายร้อยหลอมมา ! พวกเขาต้องไม่ปล่อยเจ้าไปแน่ !”

เชินหยานได้โห่ร้องออกมา

ผู้คนโดยรอบต่างแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปเช่นกัน นี่คำพูดนี้มันแปลกๆ ?

“ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากประลองงั้นรึไง ? ตอนนี้เจ้ากล้าข่มขู่ข้า ? ”

หลินเทียนแสยะออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาที่กำกระบี่อยู่ได้ก้าวเท้าเข้าไปทางนางโดยทันที

วิ้ส ! ร่างของเขาได้พุ่งเข้าประชิดเชินหยานอย่างรวดเร็ว

“เจ้า……”

“โครม ! ”

หลินเทียนยกเท้าถีบอัดหน้าท้องของนางจนลอยเคว้งออกไปไกลหลายเมตร

“ดูเหมือนว่าบทเรียนที่ข้าให้เจ้าไปเมื่อวานมันยังไม่พอสินะถึงได้กล้าก่อเรื่องในวันนี้อีก ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะพุ่งเข้าประชิดร่างของนางอีกครั้งพลางกระทืบซ้ำแล้วพูดต่อว่า

“เจ้าคิดว่าข้าสัมผัสจิตสังหารในดวงตาของเจ้าไม่ได้ ? จะหาโอกาสลอบสังหารข้า ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วผู้คนโดยรอบถึงกับส่งเสียงฮือฮาออกมาโดยทันที

“อะไรกัน ? ทำไมศิษย์พี่เชินหยานถึงได้คิดสังหารหลินเทียน ? ”

“ไม่ใช่การประลอง ? ”

“นี่………..”

พวกเขาต่างมองไปทางเชินหยานด้วยท่าทางที่ไม่อยากจะเชื่อ

เชินหยานได้แต่แสดงสีหน้าที่ดุร้ายออกมาพร้อมทั้งคำรามอย่างดังว่า

“ข้าจะให้เจ้าตาย ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วแรงกดดันมหาศาลทะลักออกมาจากร่างของนางขณะที่ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอย่างชัดเจน

หลินเทียนแสยะออกมาก่อนที่จะส่งคลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงออกไปปะทะ

“บึ้ส ! ”

ไอเย็นในอากาศถึงกับสลายไปก่อนที่จิตสังหารที่น่าสยดสยองและเข้มข้นกว่าของนางจะปลดปล่อยออกมาจนทำให้ร่างกายของผู้คนโดยรอบสั่นสะท้านไม่หยุดไม่เว้นแม้แต่หยูหวูชวงเองก็ตามเพราะว่าด้วยอายุเพียงเท่านี้แต่กลับสามารถส่งจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้มันเข้มข้นยิ่งกว่าของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาด้วยซ้ำ !

“อ่อใช่ นี่เป็นจิตสังหารที่เขาสั่งสมมาจากการฆ่าล้างตระกูลผู้บ่มเพาะทั้งสามและราชวังใบเมืองหลวงสินะ ”

หยูหวูชวงพูดอยู่กับตัวเอง

ขณะที่จิตสังหารได้แผดทะลักออกมานั้นร่างกายของเชินหยานถึงกับสั่นระริกด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดก่อนที่พลังฉีจะสลายหายไปโดยทันที จิตสังหารที่หลินเทียนปลดปล่อยออกมานั้นมันส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบถึงกับเย็นยะเยือกและทำลายการป้องกันของนางจนส่งผลให้นางแสดงสีหน้าที่หวาดกลัวออกมาโดยทันที

“ไสหัวไปให้พ้น ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างเย็นชาขณะที่ฟาดฟันกระบี่ส่งนางลอยเคว้งออกไปไกล

โครม ! ร่างของเชินหยานได้ลอยออกไปกระแทกกับพื้นที่อยู่ห่างไกลออกไปก่อนที่ศิษย์นิกายพิณใต้พิภพมากมายจะรีบวิ่งตามไป

“ศิษย์พี่ ! ”

สาวงามหลายๆคนถึงกับแสดงสีหน้าที่ผงะออกมา

ซูเยวี่ยที่อยู่ห่างออกไปได้แต่แสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมาเพราะแม้นางอยากจะฉวยโอกาสลงมือหลายครั้งแต่ก็อดทนเอาไว้เพราะมีหยูหวูชวงยืนอยู่อีกฝั่งซึ่งแน่นอนว่าต้องรีบเข้ามาขวางนางเอาไว้

“กล้าขโมยทักษะลับของนิกายร้อยหลอมมาข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆว่าหลังจากนี้เจ้าจะเอาชีวิตรอดอย่างไร !”

ซูเยวี่ยได้พูดออกมาขณะที่จ้องเขม็งไปทางหลินเทียน

หลินเทียนที่สัมผัสได้ถึงสายตาที่เย็นยะเยือกนี้เองก็ได้หันหน้ากลับไปมอง

“ไอ้ผีเฒ่า ! ”

เมื่อพบว่าเป็นซูเยวี่ยแล้วเขาได้พูดออกมาอย่างเย็นชาโดยทันที

แม้ว่าเสียงของเขาจะไม่ได้ดังนักแต่ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาถึงได้ยินอย่างแน่นอนดังนั้นสีหน้านางจึงดุร้ายยิ่งกว่าเดิม

หลินเทียนได้ถอนสายตากลับมามองไปยังร่างของตี้เหวิงฮงอีกครั้ง

แกร๊ง ! ตอนนี้เองที่กระบี่ทั้ง 15 เล่มได้พุ่งเข้าไปทางตีเหวินฮงอย่างพร้อมเพรียง วิ้ส ! วิ้ส ! วิ่ส !

“หยุดมือเถอะสหายหลิน ! ”

ตี้เหวินฮงได้โห่ร้องออกมา

หลินเทียนตอบกลับด้วยสายตาที่ราบเรียบว่า

“ไม่ใช่ว่าอยากประลองนัก ? เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไงว่าเจ้าคิดอะไร ! ข้าขอเตือนเจ้าก่อนเลยว่าเก็บความคิดของเจ้ากลับไปซะ ! ”

กระบี่ทั้ง 15 เล่มได้ส่งเสียงคำรามออกมาขณะที่ทิ้งรอยแผลมากมายไว้ตามร่างของอีกฝ่าย

“หยุดได้แล้วหลินเทียน ! นี่เป็นการประลองแล้วเจ้าคิดจะสังหารอีกฝ่ายหรือไงกัน ! ”

หลิงเย่ได้คำรามออกมาอย่างดัง

และเขาได้ก้าวเท้าออกมาเพื่อพยายามหยุดหลินเทียนเอาไว้

“ไสหัวไปให้ไกลๆเลย ! ”

กระบี่ในมือของหลินเทียนสั่นไหวขณะที่ส่งคลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงเข้าปะทะจนร่างของหลิงเย่ถอยร่นออกไปหลายก้าว

“เจ้า…….”

สีหน้าของหลิงเย่ซีดลงโดยทันที

หลินเทียนในตอนนี้ยังคงยืนอยู่กับที่ขณะที่กระบี่ทั้ง 15 เล่มฟาดฟันไปยังร่างของตี้เหวิงฮงและส่งผลให้อีกฝ่ายเต็มไปด้วยบาดแผลมากมายซึ่งการโจมตีเหล่านี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จุดตายแต่มันจะสร้างความเจ็บปวดให้อีกฝ่ายอย่างมหาศาลทว่าอย่างน้อยๆก็ไม่ได้มีอันตรายถึงตาย

“หลินเทียน มันจะมากเกินไปแล้วนะ ! ”

ตี้เหวินฮงโห่ร้องออกมา

หลินเทียนแสยะตอบว่า

“แล้วทำเกินไปแล้วมันจะทำไม ? ”

หลังจากที่พูดจบแล้วกระบี่ทั้งหลายก็ได้พุ่งผ่านแขนขวาของตี้เหวินฮงโดยทันที

ครั้งนี้เขาอดส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดออกมาไม่ได้

“นี่…….”

หลายๆคนต่างแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกัน

แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีใครคาดคิดเลยว่าการประลองจะแปรเปลี่ยนมาถึงขนาดนี้ได้

“ศิษย์พี่ตี้ ! ”

“จะมากเกินไปแล้วนะ หยุดเดี๋ยวนี้ ! ”

“หยุด ! ”

ศิษย์นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้หลายคนโกรธจัดเป็นอย่างมาก

หลายๆคนพยายามจะก้าวเข้าไปหยุดแต่ก็ถูกหลินเทียนส่งกลับมา

พวกเขาได้แต่จ้องมองไปยังภาพตรงหน้าด้วยความคิดที่ว่า……. ผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว !

“โทษตี้เหวินฮงเองเถอะที่กล้าไปยั่วโมโหเจ้าคนโฉดเอง ”

“ทำตัวเองแท้ๆ ”

ศิษย์ตำหนักในนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าต่างพากันพูดออกมา

ชื่อเสียงของหลินเทียนนั้นโด่งดังในนิกายอย่างมากดังนั้นพวกเขาถึงเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ตี้เหวินฮงในตอนนี้ได้แต่โห่ร้องออกมาอย่างน่าสังเวชขณะที่ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลกระบี่มากมาย

โครม ! เขาได้เตะอัดศีรษะและส่งร่างของตี้เหวินฮงลอยเคว้งออกไปไกลกว่า 10 เมตร !

“ศิษย์พี่ ! ”

ศิษย์นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้รีบตะโกนออกมาพร้อมทั้งวิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว

ตี้เหวินฮงที่ตกลงมากระแทกกับพื้นนั้นสงบเหมือดไปทันทีขณะที่ศิษย์เหล่านั้นได้แต่พยุงร่างของเขาเอาไว้พร้อมทั้งจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยความโกรธแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรเพราะหวาดกลัวในตัวอีกฝ่าย

หลินเทียนที่ไม่ได้แยแสพวกเขาได้เก็บกระบี่กลับไปก่อนที่จะเดินออกไปด้านนอกลานประลองโดยทันที

เมื่อเห็นว่าหลินเทียนกำลังเดินมานั้นฝูงชนด้านหน้าต่างแหวกทางให้เขาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

“ระยำ !”

ศิษย์นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ที่กำลังมองไปยังหลังของหลินเทียนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่น่าเกลียดออกมาเพราะครั้งนี้พวกเขาเสียหน้าอย่างมาก

ด้วยเวลาที่ผ่านไป , ผู้คนล้วนมองไปที่กันและกันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

“เจ้าหนูคนนี้ ! ”

หยูหวูชวงที่กำลังจ้องมองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนที่กำลังเดินจากไปเองก็ได้แต่หันไปทางจี่หยูแล้วพูดออกมาว่า

“หยูเอ๋อ ไปตามเขามาพบข้าหน่อย ”

“มีอะไรรึ ? ”

จี่หยูได้ถามออกมา

“ก็มีเล็กน้อย ไปตามเขามาเถอะ ”

หยูหวูชวงตอบกลับไป

จี่หยูได้พยักหน้าก่อนที่จะรีบวิ่งตามหลินเทียนไป

………….

หลังจากที่หลินเทียนได้เดินจากไปแล้วการประลองก็ได้จบลงโดยทันที

ผ่านการต่อสู้ที่หนักหน่วงขนาดนั้นมาแล้วใครยังจะอยากประลองต่อ ?

ณ ตอนนี้หลินเทียนที่กำลังเดินตามจี่หยูมาเองก็ได้พบกับหยูหวูชวงที่กำลังนั่งอยู่

“ผู้อาวุโสมีอะไรงั้นรึ ? ”

หลินเทียนถามออกมา

หยูหวูชวงพยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ข้าอยากรู้ว่าทักษะที่เจ้าใช้คือทักษะลับของนิกายร้อยหลอมใช่รึไม่ ? ”

ขณะที่กำลังถามนางได้จ้องมองไปยังสีหน้าของหลินเทียนด้วยท่าทางจริงจังอย่างมาก

“ไม่ใช่ ”

“ไม่ใช่รึ ? ”

หยูหวูชวงได้แต่ขมวดคิ้วเพราะในความคิดของนางมีเพียงทักษะลับนิกายร้อยหลอมเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้

หลินเทียนส่ายศีรษะของเขาพร้อมกับพูดว่า

“ไม่ใช่ขอรับ ข้าจะไปเรียนรู้ทักษะลับของพวกเขามาได้ไงกันล่ะ ? ”

หยูหวูชวงได้พยักหน้าตอบพลางเห็นด้วยกับความคิดของหลินเทียนแล้วถามต่อว่า

“ก่อนหน้านี้เคยใช้ทักษะนี้ไหม ? ”

“เคยขอรับ”

หลินเทียนได้เล่าเรื่องการต่อสู้กับไป่หยุนเฟย์ออกไป

หยูหวูชวงได้พูดขึ้นว่า

“ถึงอย่างไรหลังจากนี้ต้องระวังพวกนิกายร้อยหลอมเอาไว้ด้วยล่ะ ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้ครอบครองทักษะลับของพวกเขาแต่มันมีความคล้ายคลึงกันอย่างมากและข้าคิดว่าหลังจากนี้คนของพวกเขาต้องตามมารังควานเจ้าอย่างแน่นอน การประลองกันจบลงแล้วหลังจากนี้ก็ให้หยูเอ๋อพาเจ้าเดินชมนิกายของเราแล้วกัน พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องกลับไปพร้อมคนอื่นเพราะข้าจะตามไปส่งเจ้าด้วยตัวเอง ”

หลินเทียนได้แต่ผงะไปพร้อมกับพูดว่า

“ท่าน…….ไปส่งข้า ? ”

คำพูดของนางทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก

“หากว่าลองคำนวณดูแล้วช่วงที่เจ้ามาถึงนิกายของเราไป่หยุนเฟย์ก็น่าจะกลับไปถึงนิกายของเขาและบอกเล่าเรื่องราวไปหมดแล้วซึ่งเรื่องนี้ต้องถึงหูผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายอย่างแน่นอน ”

หยูหวูชวงได้พูดต่อว่า

“ทักษะลับนิกายร้อยหลอมขึ้นชื่อว่าเป็นทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดในสี่นิกายใหญ่ซึ่งการที่เจ้าครอบครองทักษะแบบเดียวกันก็สามารถทำให้พวกเขาใช้เป็นข้ออ้างในการจัดการเจ้าได้ ข้าเกรงว่าระหว่างทางที่เจ้ากลับไปจะถูกผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภามาดักทางเอาไว้”

หลินเทียนได้แต่ผงะไปเพราะเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อนและหลังจากที่ฟังคำพูดของนางแล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปโดยทันที มันเป็นอย่างที่นางว่าไว้จริงๆว่าทักษะของเขามันเหมือนกับทักษะลับของนิกายร้อยหลอมมากๆและแม้ว่าจะเป็นคนละทักษะกันแต่อีกฝ่ายต้องไม่ปักใจเชื่ออย่างแน่นอนถึงแม้ว่าพวกมันจะรู้ว่าทักษะลับของนิกายตัวเองไม่ได้รั่วไหลแต่ก็จะไม่ปล่อยให้มีคนที่ใช้ทักษะคล้ายคลึงกับพวกมันไว้แน่นอน

มีความเป็นไปได้สูงมากที่พวกมันจะจัดการเขา !

“แต่ไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะว่าหลังจากที่ข้าไปส่งเจ้าที่นิกายด้วยตัวเองแล้วก็คงไม่มีเรื่องอะไรแล้วล่ะ ”

หยูหวูชวงได้พูดต่อว่า

“จ้าวนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้ารุ่นนี้เป็นพี่น้องกับอาจารย์ของเจ้าถึงแม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาไปไกลยิ่งกว่านั้นอีกซึ่งเขาต้องช่วยเหลือเจ้าอย่างแน่นอน ตราบใดที่เจ้าไม่ออกจากนิกายแล้วคนพวกนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรกับเจ้าได้หรอก ”

หลินเทียนพยักหน้าตามก่อนที่จะทำความเคารพอย่างซาบซึ้ง คนที่มีสถานะเป็นจ้าวนิกายอันสูงส่งกลับจะไปส่งเขาด้วยตัวเองนี่มันเป็นบุญคุณที่ใหญ่หลวงมากๆแถมอีกอย่างคือเขาไม่ได้เป็นคนเอ่ยปากขอด้วยแต่หยูหวูชวงเป็นคนเสนอขึ้นมาเองมันทำให้เขายิ่งซาบซึ้งเข้าไปอีก

“ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นศิษย์ของเฒ่าขี้เมาแถมยังเป็นสามีในอนาคตของหยูเอ๋อด้วย ข้าจะช่วยเจ้าก็ไม่แปลกอะไรหรอก ”

หยูหวูชวงได้พูดออกมา

……………..

เมื่อเดินกลับออกมาแล้วคิ้วของหลินเทียนได้แต่ขมวดเข้าหากันขณะที่คิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหยูหวูชวง

“ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์พูดอะไรกับเจ้ากัน ? ทำไมถึงได้หน้าหงิกหน้างอแบบนั้นล่ะ ? ”

จี่หยูถามออกมา

ก่อนหน้านี้จี่หยูไม่ได้เข้าไปฟังการสนทนาของพวกเขาเพราะไม่อยากจะให้นางเป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของหลินเทียนจะได้ไม่ส่งผลต่อการบ่มเพาะ

“เปล่าหรอก ”

หลินเทียนปรับสีหน้ากลับเป็นปกติก่อนที่จะยิ้มออกมาด้วยท่าทางมีความสุข

จี่หยูเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกตินี้ดีแต่ในเมื่อหลินเทียนไม่อยากเล่านางก็ไม่อยากจะซักถามเขา หลังจากนั้นนางได้เดินนำหลินเทียนเที่ยวไปทั่วทั้งนิกาย ผ่านตำหนักอันงดงามมากมาย ผ่านป่าอันสวยงาม ผ่านสถานที่บ่มเพาะหลายๆที่ก่อนที่จะเดินไปถึงกำแพงหินที่อยู่ด้านข้างนิกาย

เมื่อมองออกไปแล้วจะพบว่ากำแพงมันใหญ่มากๆแถมยังสลักบางอย่างเอาไว้

“นี่คือกำแพงกระบี่ดอกบัวหิมะเป็นหนึ่งในสถานที่ๆสำคัญที่สุดในนิกายของเรา ”

จี่หยูได้พูดออกมา

หลินเทียนได้แต่ผงะไปก่อนที่จะพูดว่า

“แล้วเจ้านำข้ามาที่นี่ทำไมกัน ? ข้าไม่ใช่ศิษย์นิกายเจ้านะ ”

“ท่านอาจารย์บอกว่าไม่เป็นไร สามารถพาเจ้าไปที่ไหนในนิกายก็ได้ ”

จี่หยูตอบกลับไป

หลินเทียนที่ได้ยินเช่นนั้นเองก็ไม่พูดอะไรต่อ

แสงสว่างได้ตกกระทบไปยังกำแพงหินซึ่งขณะที่หลินเทียนกำลังจะเดินจากไปหลังจากที่ได้มองผ่านๆไปไม่กี่ลมหายใจเองก็ได้หยุดลงเพราะว่าเกิดการสั่นไหวในทะเลความรู้ของเขาพลางมองไปยังภาพตรงหน้าที่เหมือนมีชีวิต