0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลานประลองของนิกายพิณใต้พิภพเองก็ไม่ใช่เล็กๆ ขนาดของมันพอๆกันกับลานประลองของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าเลยก็ว่าได้แถมบรรยากาศโดยรอบยังดีกว่ามาก รอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ขณะที่ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆและหลังจากที่หลินเทียนเดินตามหลุยเจี่ยมาถึงที่นี่แล้วเขาก็ได้พบกับคนรู้จักคนหนึ่ง

เชินหยาน

เชินหยานเองก็ตระหนักได้ถึงการมาถึงของเขาก่อนที่จะกำหมัดแน่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

หลินเทียนกวาดตามองไปด้วยสีหน้าที่ไม่แยแสแม้แต่น้อย

หลังจากนั้นเขาก็พบกับสาวงามหลายคนที่ได้พบเมื่อวานมันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเชินหยานและสาวงามเหล่านั้นจะเป็นตัวแทนของนิกายพิณใต้พิภพสำหรับการประลองของพวกเขา

“เชิญ ”

หลุยจี่ส่งเสียงออกมาก่อนที่จะก้าวออกไป

ศิษย์นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ที่นำโดยตี้เหวินฮง หลิงเย่ของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าส่วนของนิกายพิณใต้พิภพคือเชินหยานซึ่งพวกเขาต่างเดินมารวมกันที่กลางเวทีและหลังจากนี้จะเป็นการเริ่มการประลองเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของทั้งสามนิกาย

ณ ตอนนี้มีผู้ชมหลายคนกำลังจับจ้องไปที่กลางเวทีเพราะถึงอย่างไรก็ตามตัวแทนที่สามารถเข้าร่วมในครั้งนี้นั้นถือเป็นคนที่โดดเด่นและการรับชมการประลองของพวกเขาก็จะได้รับประโยชน์อย่างมาก

แม้กระทั่งตอนนี้ยังมีผู้อาวุโสหลายคนของนิกายพิณใต้พิภพตามมาดู

ห่างออกไปไม่ไกลมีจี่หยูและหยูหวูชวงกำลังยืนอยู่ขณะที่จดจ่อไปยังร่างๆหนึ่งตรงกลางเวทีนั่นก็คือหลินเทียน

“ดูเหมือนว่าเขาไม่ค่อยจะสนใจเลยนะ ”

หยูหวูชวงพูดออกมา

ณ ตอนนี้หลินเทียนนั่งนิ่งอยู่กับพื้นขณะที่ท้าวคาวเอาไว้ด้วยสีหน้าที่กำลังพักผ่อน

จี่หยูยิ้มออกมาพลางพูดว่า

“ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้สนใจการประลองนี้อยู่แล้วเพราะถึงอย่างไรเขาก็แข็งแกร่งมากๆ ”

“เจ้านี่มั่นใจในตัวเขาจริงๆเลยนะ นี่มันอะไรกัน ? เจ้ายังไม่ทันได้แต่งงานด้วยซ้ำและหากว่าหลังจากนี้ข้ายกนิกายพิณใต้พิภพให้เจ้าไปข้าไม่ต้องกังวลว่าเจ้าจะเอานิกายเราไปขายให้เขาเลยหรือไง ”

หยูหวูชวงได้หยอกล้อออกมา

ใบหน้าของจี่หยูได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ท่านอาจารย์ !! ”

หยูหวูชวงยิ้มตอบพร้อมพูดว่า

“ข้าล้อเล่นหน่า ”

ตรงลานประลองเหล่าศิษย์จากทั้งสามนิกายต่างต่อสู้กันอย่างดุเดือดพร้อมทั้งสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องตั้งแต่เขตแดนหล่อหลอมร่างกายไปจนถึงเขตแดนผู้รอบรู้อย่างละเอียดและไม่เพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับประสบการณ์แต่นี่ยังรวมถึงผู้ชมรอบข้างด้วย

หลินเทียนหลับตาของเขาลงด้วยสีหน้าที่ไม่สนใจแม้แต่น้อย เหตุผลที่เขามาที่นี่ก็เพราะจี่หยูเท่านั้นแต่การที่มานั่งอยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะเขาเห็นแก่หน้าของนิกายพิณใต้พิภพเพราะถึงอย่างไรหลุยจี่ก็มาปลุกเขาตั้งแต่เช้าแล้วจะให้บอกว่าไม่อยากมาได้อย่างไรกัน ? นั่นมันเป็นการกระทำที่ดูเสียมารยาทมากๆ

เวลาได้ผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมงอย่างรวดเร็ว

ณ ตอนนี้เองที่มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“เมื่อวานนี้ดูเหมือนว่าสหายหลินจะรวดเร็วมากๆดังนั้นข้าผู้ที่ไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรมากนักอยากจะลองประลองกับเขามากๆ ”

ตี้เหวินฮงที่ไม่รู้ว่ายืนขึ้นมาตอนไหนเองก็ได้พูดต่อด้วยสีหน้าที่มีความสุขว่า

“สหายหลินเทียนจะพอมาประลองกับข้าได้รึไม่ ? ”

ตี้เหวินฮงที่พยายามเข้าใกล้จี่หยูเมื่อวานนี้แต่กลับถูกหลินเทียนขวางเอาไว้มันทำให้เขารู้สึกไม่ดีอย่างมากและหลังจากที่ได้รู้ว่าคนที่จี่หยูต้องการจะพบคือหลินเทียนนั้นก็ทำให้รู้สึกแย่ไปกว่าเดิม ตอนนี้เขาที่อยู่กลางเวทีกลับท้าประลองหลินเทียนก็เพื่อจะทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า

หลินเทียนได้ลืมตากลับขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“ไม่สนใจ”

แม้ว่าสีหน้าของตี้เหวินฮงจะแสดงรอยยิ้มออกมาแต่ยังแฝงไปด้วยความคิดชั่วร้ายที่เขาเห็นได้ชัดเจนและแน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเพราะเขากลัวอีกฝ่ายแต่ไม่อยากจะเห็นแก่หน้ามัน , เรียกเขาให้สู้แล้วเขาต้องสู้ ?

เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นแล้วสีหน้าของผู้คนโดยรอบถึงกับเปลี่ยนไปโดยทันที

“นี่มันปฏิเสธ ? ”

“ไม่ใช่ว่าการประลองเป็นเรื่องที่ดี ? ”

“โง่เง่า ตี้เหวินฮงนั้นเป็นถึงศิษย์หลักของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ คนธรรมดาจะไปเป็นคู่มือเขาได้ไงกัน !”

“เจ้าหมายความว่าหลินเทียนกลัว ? ”

“มันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่รึ ? ”

หลายๆคนที่อยู่รอบเวทีต่างส่งเสียงกระซิบออกมา

เชินหยานที่กำลังจ้องมองไปทางหลินเทียนเองก็ได้ดูถูกออกมาว่า

“ขี้ขลาด ไม่กล้ารับคำท้า ! ”

“หลินเทียน อย่าได้ทำให้เพื่อนนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้เสียหน้า ยังไม่รีบลุกไปอีกงั้นรึ ! ”

หลิงเย่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

หลินเทียนกวาดตามองเขาเล็กน้อยพร้อมกับพูดว่า

“เสียหน้า ? เจ้าพูดคำนี้ได้ดี ข้าเองก็เกือบคิดไปว่าเจ้าเป็นศิษย์นิกายนั้นแล้วนะ ”

เขาไม่สบอารมณ์กับหลิงเย่มากๆดังนั้นถึงไม่อยากจะพูดอะไรดีๆกับอีกฝ่าย

สีหน้าของหลิงเย่ถึงกับตกต่ำขณะที่พูดออกมาว่า

“ด้วยตำแหน่งหัวหน้าในครั้งนี้ข้าขอสั่งให้เจ้าไปประลองซะ ! ”

หลินเทียนไม่สนใจมองเขาด้วยซ้ำ

“ไอ้หนูนี่มันมีนิสัยไม่ต่างไปจากอาจารย์ของเขาในอดีตเลยแม้แต่น้อย ”

หยูหวูชวงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ตี้เหวินฮงที่อยู่กลางเวทีเองก็ถึงกับมีสีหน้าตกต่ำขณะที่หรี่ตาลงแล้วพูดว่า

“ดูเหมือนว่าสหายหลินจะไม่อยากเปิดฉากก่อนแต่ข้าอยากจะประลองกับสหายมากดังนั้นโปรดระวังด้วย ”

หลังจากนั้นเองที่ตี้เหวินฮงได้พุ่งออกไปทางหลินเทียนโดยทันที

พลังฉีได้ปะทุออกมาขณะที่เขาเหวี่ยงฝ่ามือเข้าใส่หลินเทียน

ผู้คนโดยรอบถึงกับมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมากส่วนศิษย์นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าถึงกับถอยร่นออกไปเพราะกลัวจะโดนลูกหลงไปด้วยเพราะถึงอย่างไรตี้เหวินฮงก็อยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 5 ที่ถือว่าแข็งแกร่งกว่าพวกเขามาก หากว่าตั้งรับไม่ดีก็อาจจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนักได้

สีหน้าของหลินเทียนได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาขณะที่เตะเก้าอี้ตรงหน้าออกไป

โครม ! เก้าอี้ได้ถูกทำลายลงด้วยฝ่ามือของตี้เหวินฮง

“ดูเหมือนว่าสหายหลินจะตอบสนองไวดีจริงๆ ”

ตี้เหวินฮงได้พูดออกมาขณะที่พุ่งเข้าประชิดหลินเทียนอีกครั้ง

“เจ้ากำลังหาเรื่องใส่ตัว ”

หลินเทียนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“คิดถูกแล้วล่ะสหายหลิน ข้าเองล่ะอยากจะดวลกับเจ้ามานานแล้ว ”

ตี้เหวินฮงได้หรี่ตาของเขาลง

จี่หยูที่อยู่ห่างออกไปได้แต่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจเพราะการบังคับให้หลินเทียนสู้แบบนี้มันเป็นเรื่องนางไม่ชอบมากๆ

“สาวน้อย อยู่ดูไปก่อนเถอะ เขาไม่ได้รับบาดเจ็บหรอก ”

หยูหวูชวงพูดออกมา

“ศิษย์รู้ค่ะ ”

“นี่เจ้าจะเชื่อใจเขาแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยสินะ เจ้ายังไม่ได้แต่งงานนะ ! ”

“ท่านอาจารย์ !! ”

“ข้าล้อเล่น ดูต่อไปเถอะๆ  ”

ตี้เหวินฮงที่กำลังเหวี่ยงฝ่ามือเข้าใส่หลินเทียนเองก็ถึงกับทำให้อากาศโดยรอบขดตัวและส่งผลให้ผู้คนรอบข้างต้องถอยร่นออกไปโดยทันที พวกเขาไม่ได้ประลองกันบนเวทีแต่กลับปะทะกับด้านล่างลานประลองนี่มันทำให้สถานการณ์โดยรอบวุ่นวายเป็นอย่างมาก

“สหายหลินได้โปรดอย่ายั้งมือ ”

ตี้เหวินฮงพูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็เริ่มส่งการโจมตีออกไปแบบไม่ออมแรงเลยแม้แต่น้อย

สีหน้าของหลินเทียนตกต่ำลงขณะที่เหวี่ยงหมัดทลายฟ้าออกไปปะทะกับการโจมตีของอีกฝ่ายจนทำให้ต้องถอยร่นออกไปพลางพูดออกมาว่า

“ในเมื่อเจ้ากำลังหาเรื่องใส่ตัวงั้นข้าจะสนองให้ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วกระบี่ได้ปรากฏออกมาพร้อมทั้งฟาดฟันคลื่นกระบี่สายฟ้ามรกตอันรุนแรงออกไปอย่างไม่ปราณี

“แกร๊ง ! ”

เสียงคำรามของกระบี่สายฟ้ามรกตนี้ถึงกับทำให้ผู้คนโดยรอบสั่นสะท้านไปตามๆกัน

สีหน้าของตี้เหวินฮงเองก็เปลี่ยนไปเช่นกันเพราะเขาไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะตอบโต้ด้วยการโจมตีจากคลื่นกระบี่แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงศิษย์หลักของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้และแม้การโจมตีนี้จะรุนแรงแต่เขาก็ไม่ได้สนใจนัก ได้ยินเพียงแค่เสียง แกร๊ง ขณะที่เขาได้เรียกกระบี่อาวุธสมบัติระดับสูงออกมาก่อนที่จะส่งคลื่นกระบี่เข้าปะทะกับการโจมตีของหลินเทียน

“เป็นท่วงท่าที่ดี ! ”

ตี้เหวินฮงพูดออกมาด้วยรอยยิ้มขณะที่ฟาดฟันเพื่อส่งคลื่นกระบี่ออกไปปกคลุมทั่วผืนฟ้าแล้วพูดต่อว่า

“ข้าเป็นคนที่ไร้พรสวรรค์ดังนั้นถึงฝึกฝนเพียงแค่เพลงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้อย่างทักษะเพลงกระบี่ผู้รอบรู้ที่แบ่งออกเป็น 9 ระดับซึ่งตอนนี้ข้าฝึกฝนได้ถึงระดับที่ 4 เท่านั้นดังนั้นสหายหลินโปรดชี้แนะข้าด้วยและหวังว่าจะสามารถช่วยให้ข้าเข้าใจเพลงกระบี่ได้มากขึ้น ”

หลังจากที่พูดจบแล้วตี้เหวิงฮงก็ได้ส่งคลื่นกระบี่ทั้งหลายเข้าใส่หลินเทียนโดยทันที

“นี่มันทักษะกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้อย่างทักษะกระบี่ผู้รอบรู้ ? สุดยอด ! ”

“คลื่นกระบี่มีมากมายเกินไปแล้ว นี่มัน…จะรับมือได้ไงกัน ! ”

“แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ! ”

หลายๆคนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

สีหน้าของหลินเทียนในตอนนี้ยังคงไม่แยแสขณะที่เร่งทักษะกระบี่สายฟ้ามรกตจนถึงขีดสุดก่อนที่ห่อหุ้มกระบี่เอาไว้ด้วยเปลวเพลิงแล้วส่งคลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงออกไปจนก่อเกิดเป็นพายุที่โหมกระหน่ำทำลายทุกสิ่งโดยรอบทิศทาง

คิ้วของตี้เหวินฮงถึงกับขมวดเข้าหากันขณะที่ปลดปล่อยเจตจำนงแห่งกระบี่ที่แข็งแกร่งกว่าเก่าออกมา

พริบตานี้เองที่พวกเขาเข้าปะทะกันอยู่หลายสิบครั้ง

“นี่เจ้าศิษย์จากนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าสามารถรับการโจมตีของตี้เหวินฮงได้หมดเลยงั้นรึ ! ”

“ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ขี้ขลาดถึงไม่ได้รับคำท้า ? แต่แค่ไม่อยากสู้จริงๆ ? ”

“นี่มัน……”

สาวงามศิษย์นิกายพิณใต้พิภพหลายคนได้แต่ผงะไป

คนเหล่านี้รู้สึกประหลาดใจอย่างมากเพราะต้องรู้ก่อนนะว่าตี้เหวินฮงนั้นเป็นถึงศิษย์หลักของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้แถมยังมีชื่อเสียงไม่น้อยแต่หลินเทียนนั้นเป็นเพียงศิษย์ตำหนักในของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าธรรมดาๆเท่านั้นแต่ตอนนี้กลับรับการโจมตีของอีกฝ่ายเอาไว้ได้ทั้งหมด

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง ! ”

เสียงกระบี่ปะทะกันอย่างดังถูกส่งออกมาเรื่อยๆ

หลินเทียนที่กำลังมีสีหน้าเคร่งขรึมเองก็ได้ฟาดฟันกระบี่ออกไปและส่งผลให้พื้นที่โดยรอบปกคลุมไปด้วยคลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงมากมาย

หลังจากนั้นไม่นานสีหน้าของตี้เหวินฮงถึงกับตกต่ำลงอย่างมากเพราะขนาดเขาใช้ทักษะกระบี่ผู้รอบรู้ไปแล้วก็ยังไม่สามารถกำราบหลินเทียนลงได้และนี่มันทำให้เขาประหลาดใจสุดๆเพราะถึงอย่างไรหลินเทียนก็เป็นเพียงศิษย์ตำหนักในธรรมดาๆเท่านั้น ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้กัน ?

“สหายหลินนี่แข็งแกร่งจริงๆเลยนะ เชินหยานเองก็อยากจะประลองด้วยเช่นกัน ”

เสียงหนึ่งดังขึ้น

การที่นางถูกบังคับให้ขอโทษเมื่อวานนี้ทำให้นางรู้สึกเกลียดหลินเทียนเป็นอย่างมากดังนั้นถึงได้อาศัยการประลองนี้เพื่อสังหารเขา , นางได้สำแดงทักษะกระบี่ดอกบัวหิมะออกมาพร้อมทั้งฟาดฟันเข้าใส่หลินเทียนโดยการร่วมมือกับตี้เหวินฮง ตราบใดที่สามารถทำให้หลินเทียนอับอายได้นางก็ยินดีจะทำทุกอย่างและถ้าทำให้อีกฝ่ายตกตายลงได้ก็จะยิ่งดีเข้าไปอีก