0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตำหนักใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเหวและเมื่อมองจากจุดที่ไกลออกไปก็จะพบว่ามันให้ความรู้สึกไม่ต่างจากสรวงสวรรค์ที่สัมผัสได้ครั้งแรกตอนที่ได้เห็นนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าเลยแม้แต่น้อยดังนั้นถึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก

“นิกายพิณใต้พิภพ ”

เขาพูดอยู่กับตัวเอง

จุดที่เขาอยู่นั้นยังห่างอยู่จากตัวนิกายอยู่พอสมควรดังนั้นเขาถึงได้เหาะลงมาจากกระบี่แล้วเริ่มเดินเข้าไปเพราะแน่นอนว่าเมื่อเข้ามาในเขตนิกายพิณใต้พิภพแล้วเขาไม่ควรใช้ทักษะอาวุธเหินฟ้าเนื่องจากมันดูไม่เหมาะสม

การก้าวเดินของเขาเป็นไปได้อย่างนุ่มนวลก่อนที่จะไปถึงด้านหน้านิกายในไม่ช้า

ณ ตอนนี้มีเส้นแสงหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่าเจ้าของร่างนี้คือหลิงเย่

“หลินเทียน เจ้ากล้านักนะ ! ”

หลิงเย่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเพราะเขาเป็นหัวหน้าทีมในครั้งนี้แต่หลินเทียนกลับออกเดินทางก่อนโดยไม่รอเขาถึงได้ทำให้เขาโกรธจัดเป็นอย่างมาก

“ข้าเป็นหัวหน้าทีมในครั้งนี้ดังนั้นข้าขอตัดสิทธิ์การเข้าร่วมของเจ้า รีบๆไสหัวกลับไปที่นิกายซะ ! ”

“ใครจะสนใจเจ้ากันล่ะไอ้โง่ ”

หลินเทียนตอบกลับอย่างไม่แยแส

เขาเดินผ่านหลิงเย่เข้าไปทางนิกายพิณใต้พิภพโดยไม่สนใจแม้แต่น้อย

“กลับไปซะ ! ”

หลิงเย่ได้พูดออกมา

“หมาที่ดีต้องไม่ขวางทาง ไสหัวไปซะ ”

หลินเทียนได้เหวี่ยงฝ่ามือเข้ากระแทกโดยทันที

สำหรับเขาแล้วคนประเภทที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานนั้นมันน่ารังเกียจ

ฝ่ามือนี้ค่อนข้างรุนแรงดังนั้นถึงได้ส่งเสียงออกมาอย่างดัง , ก่อนหน้านี้หลิงเย่ปล่อยให้พวกเขาเก้าคนรออยู่ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายยังไม่พอแต่นี่กล้าสั่งให้เขากลับไปและตัดสิทธิ์เขานี่มันคิดว่าตัวเองเป็นจ้าวนิกาย ? ดังนั้นเขาถึงได้ไม่สบอารมณ์อีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

หลิงเย่ที่แสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมาก็ได้ยกมือเข้าไปปะทะ

ฝ่ามือทั้งสองได้ปะทะกันก่อนที่จะจับเข้าหากันโดยไม่มีฝ่ายใดปล่อย

ณ ตอนนี้เองที่สาวงามสามคนที่เป็นศิษย์ที่รับหน้าที่ดูแลประตูทางเขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่นี้จึงรีบตรงมาอย่างรวดเร็วพลางพูดว่า

“พวกเจ้าเป็นใคร ? กล้าต่อสู้กันด้านหน้านิกายของข้าได้อย่างไรกัน ! หยุดเดี๋ยวนี้ ! ”

เมื่อเห็นการปรากฏตัวของศิษย์นิกายพิณใต้พิภพแล้วหลิงเย่ก็ได้แต่ขมวดคิ้วก่อนที่จะหยุดมือลง

“ข้าคือ………….”

“เพรี้ย ! ”

ฝ่ามืออันรุนแรงได้กระแทกเข้าที่แก้มของหลิงเย่จนส่งผลให้เขาปลิวออกไปไกล

หลินเทียนได้ชักมือกลับมาขณะที่มองไปยังศิษย์นิกายพิณใต้พิภพทั้งสามคนแล้วพูดว่า

“ข้าคือศิษย์ตำหนักในของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้า ครั้งนี้พวกเราเป็นตัวแทนของนิกายมาประลองเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับศิษย์พี่หญิงทั้งหลาย ”

ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ภายในหุบเหววิญญาณมังกรนั้นเขาได้หยุดมือแล้วแต่หลิงเย่กลับยังคงโจมตีเขาและหากว่าครั้งนั้นไม่ได้ตอบสนองอย่างรวดเร็วก็คงจะได้รับบาดเจ็บไปแล้วเหมือนกัน , ครั้งนี้เขาถึงได้เอาคืน

“เจ้าเป็นศิษย์นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้างั้นรึ ? ”

สาวงามทั้งสามคนได้แต่ผงะไปก่อนที่จะมองไปทางหลิงเย่แล้วถามต่อว่า

“แล้วเขาล่ะ ? ”

“ไม่รู้จัก ”

หลินเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“หลินเทียน ! ”

เสียงคำรามอย่างดังถูกส่งออกมาขณะที่หลิงเย่ลุกกลับขึ้นมาด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว เขาที่เป็นถึงศิษย์หลักของนิกายซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในครั้งนี้แต่หลินเทียนกลับพูดเรื่องไร้สาระต่อให้ศิษย์นิกายพิณใต้พิภพทั้งสามคนว่าไม่รู้จักเขานี่มันเป็นการหยามเขาชัดๆ !

แกร๊ง , เสียงกระบี่คำรามอย่างดังถูกส่งออกมาขณะที่หลิงเย่ได้ฟาดฟันเข้าไปทางหลินเทียนโดยทันที

หลินเทียนยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะสำแดงทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์เพื่อถอยกลับไป

“หยุดนะ ! เจ้าเป็นใครกัน ! กล้าดียังไงถึงได้ทำเรื่องสิ้นคิดหน้านิกายพิณใต้พิภพของพวกข้า ! ”

เมื่อเห็นการกระทำของหลิงเย่แล้วพวกนางถึงกับโกรธจัดโดยทันที

หลิงเย่ได้ผงะไปเพราะที่นี่เป็นนิกายพิณใต้พิภพแถมศิษย์ทั้งสามยังอยู่ที่นี่ด้วยดังนั้นหากเขายังคงเปิดฉากโจมตีต่อก็จะถือเป็นการไม่ให้เกียรตินิกายพิณใต้พิภพดังนั้นถึงได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ดำคล้ำพลางกัดฟันด้วยความโกรธแล้วเก็บกระบี่กลับไปก่อนที่จะหยิบเอาจดหมายของทางนิกายออกมา

“ข้าหลิงเย่จากนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้า ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้ส่งจดหมายให้กับสาวงามทั้งสามคน

เมื่อได้รับจดหมายมาแล้วพวกนางก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่งุนงงออกมาก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“ศิษย์หลัก ? ”

“นี่ต้องขออภัยด้วย ”

หลังจากที่อ่านเนื้อหาในจดหมายแล้วท่าทางของพวกนางก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

หนึ่งในพวกนางได้จ้องมองทางหลินเทียนพลางพูดว่า

“เจ้าไม่ได้บอกว่าเจ้าไม่รู้จักเขางั้นรึ ? ”

“ก็แค่คนน่ารำคาญคนหนึ่งที่ไม่อยากรู้จักดังนั้นถึงได้บอกว่าไม่รู้จักไง ”

หลินเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

พวกนางทั้งสามคนต่างรู้สึกเหมือนถูกหลอกดังนั้นถึงได้แสยะออกมา

หลินเทียนหัวเราะอย่างไม่สนใจ

ณ ตอนนี้เองที่มีร่างแปดร่างขี่กระบี่ตามมาอย่างรวดเร็ว

“แล้วพวกเขา ? ”

สาวงามทั้งสามคนได้ถามออกมา

หลินเทียนตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มว่า

“ข้ารู้จักพวกเขา เป็นตัวแทนศิษย์นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าที่มาครั้งนี้ ”

เมื่อดิ้ยนเช่นนั้นแล้วสีหน้าของหลิงเย่ถึงกับตกต่ำลงอย่างมาก นี่หลินเทียนมันกำลังหยามเขา !

สาวงามทั้งสามคนเองก็ตระหนักถึงจุดนี้และอดมองไปที่กันและกันด้วยสีหน้าว่างเปล่าไม่ได้

“ศิษย์พี่หลิง พวกเขา ? ”

สาวงามได้ถามออกมา

“ใช่ ! ”

หลิงเย่ได้ตอบกลับไป

ระหว่างที่ตอบกลับเขาก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยจิตสังหารที่พวยพุ่งออกมา

หลินเทียนยิ้มตอบก่อนที่จะมองเข้าไปทางนิกายพิณใต้พิภพ

“ศิษย์พี่หลิงเย่ ข้ามีชื่อว่าหลุยเจี่ยซึ่งเป็นผู้รับหน้าที่ต้อนรับพวกท่าน ศิษย์นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าน่าจะมากันหมดแล้ว ? งั้นเชิญเข้าไปด้านในกันเถอะ”

หนึ่งในสาวงามได้พูดออกมาพลางพูดต่อว่า

“ยิ่งไปกว่านั้นยังมีศิษย์ของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้มาด้วยซึ่งหัวหน้าทีมของพวกเขาคือศิษย์หลักตี้เหวินฮงที่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสยี่เจิ้งชางที่เพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้เอง ”

“นี่คนของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ก็มาด้วยงั้นรึ ? ”

หลิงเย่ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

“ใช่แล้ว เชิญ”

หลุยเจี่ยพูดออกมา

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหลุยเจี่ยแล้วสีหน้าของหลินเทียนได้แต่เปลี่ยนไป นี่ศิษย์ของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้มาด้วย ? แถมยังเป็นศิษย์ของไอ้ยี่เจิ้งชางนั่นด้วย ! เขาได้แต่คิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่อีกฝ่ายต้องการโจมตีเพื่อสังหารเขาที่เมืองหลวงของจักรวรรดิและหากว่าไม่ได้เป็นเพราะเฒ่าขี้เมายื่นมือเข้าช่วยเขาก็คงจะตกตายลงไปแล้ว

หลังจากที่คิดได้ถึงตรงนี้เขาก็อดแสยะออกมาอย่างเย็นชาไม่ได้

พวกเขาได้เดินตามสาวงามเข้าไปถึงหน้าประตูทางเข้าและภายในก็สมชื่อนิกายพิณใต้พิภพมากๆ ก้าวแรกที่เดินเข้าไปเขาสัมผัสได้ถึงพลังฉีอันเข้มข้นที่หนาแน่นยิ่งกว่านิกายของเขาเสียอีกแถมในอากาศก็ยังแฝงไปด้วยกลิ่นหอม !

“น่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมของศิษย์ในนิกาย ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

พวกเขาได้เดินตามหลังสาวงามทั้งสามคนไปด้วยกัน

ตรงหน้าของพวกเขาชายหนุ่มยืนอยู่ด้วยกันอีกสิบคนซึ่งหัวหน้าทีมของพวกเขาดูหล่อเหลาและข้างๆเองก็มีสาวงามนิกายพิณใต้พิภพที่คอยรับหน้าที่ดูแลพวกเขา

หลุยเจี่ยและหลินเทียนได้เดินเข้าไปทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว

“ศิษย์พี่ตี้เหวินฮง นี่คือศิษย์พี่หลิงเย่จากนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในครั้งนี้ ”

หลุยเจี่ยได้แนะนำทั้งสอง

ตี้เหวินฮงแหงนหน้ากลับมามองหลิงเย่พลางพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“สหายหลิงเย่ ยินดีที่ได้พบ ”

เขาได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้า

“ยินดีที่ได้พบสหายตี้ ”

“การที่ได้มาประลองในครั้งนี้ถือเป็นเกียรติของพวกเราอย่างมาก ”

ตี้เหวินฮงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ศิษย์ของทั้งสองนิกายต่างทักทายกันและกันด้วยสีหน้าที่มีความสุข

หลินเทียนที่อยู่ในหมู่พวกเขาไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อยทว่ากลับมองออกไปรอบๆเพราะสิ่งเดียวที่เขามาที่นี่ก็เพื่อพบกับจี่หยู นอกจากเรื่องนี้แล้วเขาไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ว่า

ณ ตอนนี้เองที่มีน้ำเสียงสนทนาที่คุ้นเคยดังขึ้น

“ศิษย์พี่ซู เขาจะมาจริงๆงั้นรึ ? ”

“แน่นอน ข้าได้อ่านรายชื่อของแขกผู้มาเยือนจากนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าแล้ว ข้าจะโกหกเจ้าทำไมกัน ”

“ฮิ ฮิ ศิษย์น้องคิดถึงเกินไปแล้ว ! ไปสิ น่าจะมากันแล้ว ”

หลินเทียนได้มองตามเสียงไปก่อนที่จะพบกับสาวงามสี่คนที่เดินมาด้วยกันจากมุมๆหนึ่งซึ่งหนึ่งในนั้นคือจี่หยูส่วนสาวงามอีกสามคนที่เหลือเขาก็รู้จักเป็นอย่างดีเพราะเคยกับกันในสุสานโบราณแล้ว

จี่หยูที่กำลังมองมาทางหลินเทียนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาโดยทันที

“ศิษย์น้อง ? ”

หลุยเจี่ยได้พูดต่อด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจว่า

“เจ้ามาที่นี่ได้ไง ? ”

หลุยเจี่ยนั้นเป็นศิษย์ตำหนักนอกลำดับที่ 1 ซึ่งแน่นอนว่าต้องรู้จักจี่หยูและสถานะของนางเป็นอย่างดีและเข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยออกไปไหนนัก วันๆก็จะเอาแต่บ่มเพาะพลังอยู่กับท่านจ้าวนิกาย

ศิษย์นิกายต่างๆที่เห็นการมาถึงของจี่หยูเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาและดูเหมือนว่าพวกนางจะชอบจี่หยูเอามากๆ

“สวัสดีค่ะศิษย์พี่หญิงหลุยเจี่ย ข้ามาที่นี่เพราะข้าต้องการพบกับเพื่อนคนสำคัญ ”

จี่หยูได้ยิ้มออกมา

“เพื่อนคนสำคัญ ? ”

หลุยเจี่ยได้แต่แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมา

หลินเทียนที่อยู่ห่างออกไปเองก็ได้แต่มองไปทางจี่หยูพร้อมทั้งก้าวเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม

ตอนนี้เองที่เหล่าศิษย์จากทั้งนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าและนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ต่างมองไปที่จี่หยูด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก แม้ว่าศิษย์นิกายพิณใต้พิภพแต่ละคนจะงดงามแต่ก็ยังไม่มีใครสามารถเทียบเคียงจี่หยูตรงหน้าพวกเขาได้แม้แต่น้อย

ตี้เหวิงฮงได้แต่มีดวงตาเป็นประกายก่อนที่จะก้าวเดินออกไปแล้วถามว่า

“สหายหลุย นี่คือ ? ”

ด้วยสถานะศิษย์หลักของนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้นั้นทำให้เขาเคยพบเห็นสาวงามมามากมายแต่ไม่เคยมีใครคนไหนเทียบเคียงจี่หยูได้แม้แต่น้อย

หลุยเจี่ยได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“นี่คือศิษย์ของท่านจ้าวนิกาย ศิษย์น้องจี่หยู ”

ตี้เหวินฮงได้แต่ผงะไปก่อนที่จะรีบปรับอารมณ์กลับมาเช่นเดิมแล้วก้าวเดินออกไปทักทายด้วยรอยยิ้มที่สง่างามว่า

“สวัสดีศิษย์น้องจี่หยู ข้าตี้เหวินฮงจาก…….”

ตอนนี้เองที่มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“ออกห่างจากนางซะ ! ”