0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนที่ได้ยินเช่นนั้นเองก็ได้แต่รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะว่าไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องที่ว่ามันมีที่ส่วนตัวภายในหุบเหววิญญาณมังกรมาก่อน

“เอาล่ะ อย่ามากวนข้า ”

หลินเทียนได้พูดขึ้น

นัยน์ตาของหลิงเย่ได้แต่เย็นชายิ่งกว่าเก่าก่อนที่จะปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลออกมา

หลินเทียนได้แต่ขมวดคิ้วไปพลางสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเองก็ไม่ธรรมดาแม้แต่น้อยเพราะอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 5 ที่มีพลังสูงกว่าไป่หยุนเฟย์เสียอีก อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรมากนักเพราะถึงอย่างไรเขาก็ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 3 มาได้แล้ว

เขาได้แต่จ้องมองไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่หม่นหมองลง

“ไสหัวออกไปจากที่ของข้า ! ”

หลิงเย่ได้ส่งเสียงออกมาอย่างดัง

หลินเทียนได้ยืนขึ้นและมันเป็นเพราะว่าเขานั่งบ่มเพาะอยู่บนก้อนหินถึงได้ทำให้เมื่อยืนขึ้นแล้วเขาอยู่สูงกว่าอีกฝ่ายพลางมองลงไปแล้วพูดว่า

“ข้าจะพูดอีกครั้งนะ อย่ามากวนข้า ! ”

เขาได้แต่จ้องมองไปยังอีกฝ่ายและตระหนักได้ว่าหลิงเย่นั้นไม่ได้มาดีและสำหรับเขาแล้วคนประเภทนี้เขาก็จะตอบโต้กลับไปแบบเดียวกัน

ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกดูถูกภายในใจของหลิงเย่ได้ปะทุออกมาก่อนที่จะกระโดดขึ้นไปบนหินด้วยระยะห่างจากหลินเทียนเพียงแค่ 1 เมตรก่อนที่จะจ้องตาเขาด้วยสายตาที่คมกริบพลางพูดว่า

“รีบ ! รีบ! ไสหัวออกไปจากที่ของข้า ! ”

“เหตุผล ? ”

หลินเทียนพูดออกมา

“ที่นี่เป็นที่ของข้า ! ”

หลิงเย่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงดุร้าย

“ที่เจ้า ? ที่นี่เป็นสถานที่ของศิษย์นิกายทุกคนแล้วมันจะกลายเป็นที่ส่วนตัวของเจ้าได้ไงกัน ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ! ”

หลินเทียนแสยะต่อว่า

“ข้าเองก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมจุดนี้ถึงได้มีพลังฉีหนาแน่นกว่าจุดอื่นแต่ไม่มีใครมาบ่มเพาะ ที่แท้มันก็เป็นเพราะเจ้ายึดที่นี่ ! ”

“แล้วไง ! ”

หลิงเย่ได้ตอบกลับ

“ไม่แล้วไง ”

หลินเทียนได้พูดต่อว่า

“กับคนอย่างเจ้าน่ะข้ารู้สึกสมเพชและรังเกียจที่สุด ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้เหวี่ยงมือเข้าปะทะอย่างฉับพลันเพื่อกระแทกอีกฝ่ายออกไป มันเป็นเพราะว่าเขาได้ใช้ขัดเกลาร่างกายของตัวเองด้วยเคล็ดวิชาซือจี่ดังนั้นความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาถึงได้เทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 7 ดังนั้นฝ่ามือนี้ถึงกับทำให้อากาศโดยรอบขดตัวไปทันที

ฝ่ามือนี้รวดเร็วอย่างมากและส่งผลให้สีหน้าของหลิงเย่เปลี่ยนไปโดยทันที ด้วยความที่เขาเป็นถึงศิษย์หลักของนิกายแต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนกล้าเปิดฉากโจมตีใส่เขาด้วยตัวเองแถมพลังทำลายของฝ่ามือนี้ก็ยังทำให้เขาผงะไปทันที เขาได้แต่รีบตกมือขึ้นมาปะทะอย่างรวดเร็ว

“โครม ! ”

เสียงปะทะกันอย่างดังได้ถูกส่งออกมาขณะที่หลิงเย่ถูกฝ่ามืออัดลอยเคว้งออกไปกระแทกกับกำแพงหินที่อยู่ห่างออกไป

ผู้คนโดยรอบที่กำลังมองอยู่เองก็ถึงกับมีสีหน้าเปลี่ยนไปด้วยความหวาดกลัวทันที

“เจ้าคนโฉดนี่กล้าเปิดฉากโจมตีด้วยตัวเองเลย ! ไม่รู้หรือไงว่าอีกฝ่ายเป็นถึงศิษย์หลัก ? ”

“หลิงเย่เพิ่งกลับมาดังนั้นเขาก็ไม่น่าจะรู้หรอก ”

“นี่ , ต่อให้เขารู้ข้าว่าด้วยนิสัยของเขาแล้วก็ยังคงส่งฝ่ามือนี้ออกไปอยู่ดี ขนาดก่อนหน้านี้เขายังกล้าท้าประลองเป็นตายกับผู้ดูแลเลยด้วยซ้ำ ! ”

หลายๆคนได้แต่ส่งเสียงกระซิบออกมา

“โครม ! ”

ตอนนี้เองที่แรงกดดันมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากสถานที่ๆไกลออกไปก่อนที่หลิงเย่จะลุกกลับขึ้นมา

เขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ดุร้ายเหมือนอสรพิษ

“อวดดี คิดว่าโลกหมุนรอบตัวเอง เจ้าเป็นคนแบบนี้แหละ เจ้าสามารถยึดที่ของนิกายเป็นของตัวเองได้ ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นท่านจ้าวนิกาย ? เป็นผู้อาวุโสสูงสุด ? หน้าไม่อาย ! ”

หลินเทียนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

ผู้คนโดยรอบที่กำลังฟังอยู่เองก็ถึงกับผงะไป นี่เขากล้าพูดแบบนี้เลยงั้นรึ !

สีหน้าของหลิงเย่ได้แต่บิดเบี้ยวไปขณะที่ปลดปล่อยกลิ่นอายอันรุนแรงออกมาจนสร้างเป็นพายุที่ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบต่างหวาดหวั่นไปตามๆกัน หลังจากนั้นเองที่ร่างของเขาได้พุ่งออกไปเป็นเส้นแสงก่อนที่จะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลินเทียนอย่างรวดเร็ว

“เร็ว ! เร็วมาก ! ”

หลายๆคนได้อุทานออกมา

แน่นอนว่าเส้นแสงนี้คือหลิงเย่ , หลังจากที่เขาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลินเทียนแล้วก็ได้ยื่นมือออกไปบีบคออีกฝ่ายในพริบตา

“ด้วยความเร็วของข้าแล้วระดับความเร็วของเจ้าก็งั้นๆ ”

หลินเทียนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

เขาได้ยกมือขึ้นมาจับข้อมือของหลิงเย่เอาไว้

ณ ตอนนี้เองที่มืออีกข้างของหลิงเย่ได้กวัดแกว่งออกไปจนก่อเป็นภาพกระบี่ที่ส่งผลให้อากาศโดยรอบขดตัวโดยทันที

“ทักษะเขตแดนผู้รอบรู้ ฝ่ามือร้อยคมกระบี่ ! ”

หนึ่งในผู้คนส่งเสียงออกมา

ตัวของหลินเทียนเองก็สามารถสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของทักษะนี้ดีแต่ก็ยังไม่ได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขาได้เหวี่ยงมือขวาออกไปด้วยทักษะหมัดทลายฟ้าซึ่งเป็นทักษะเขตแดนชีพจรเทวะ , โครม ! ฝ่ามือและกำปั้นได้ปะมะกันก่อนที่มือของหลินเทียนจะกระเด้งกลับมา

ตอนนี้เองที่หลิงเย่ได้เรียกเอากระบี่ออกมาพร้อมทั้งฟาดฟันเข้าใส่หลินเทียนในชั่วพริบตา

“แกร๊ง ! ”

เสียงกระบี่คำรามอย่างดังที่ผสมผสานไปด้วยไอความร้อนได้ถูกส่งออกมา

สีหน้าของหลินเทียนได้เปลี่ยนไปเป็นเย็นยะเยือกขณะที่เรียกเอากระบี่ออกมาฟาดฟันกลับไป

กระบี่ทั้งสองได้ปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่นก่อนที่คลื่นกระบี่อันรุนแรงจะกระจายตัวออกไปทั่วทุกทิศทาง

สีหน้าของหลิงเย่ได้แต่กลายเป็นประหลาดใจเพราะว่าหากเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งถึงระดับนึงแล้วเขาจะต้องมีข้อมูลของอีกฝ่ายแต่ชายตรงหน้าเขาที่แข็งแกร่งขนาดนี้กลับไม่อยู่ในรายชื่อเหล่านั้น

“เจ้าเป็นใคร ! ”

“คนที่จะอัดเจ้าไง ”

หลินเทียนตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบ

หลังจากที่สิ้นสุดคำพูดแล้วเขาได้ยกเท้าถีบออกไปโดยทันที

การกระทำอย่างการยึดที่บ่มเพาะเป็นของตัวเองของอีกฝ่ายนี้มันทำให้เขารู้สึกทนไม่ไหวแถมต่อให้อีกฝ่ายไม่ใช้ก็ยังห้ามคนอื่นใช้ที่นี่มันส่งผลให้เขาไม่ชอบถึงขีดสุด การบ่มเพาะของเขาเมื่อครู่เองก็ถูกหลิงเย่ขัดจังหวะและนี่มันจะให้เขาอารมณ์ดีได้อย่างไรกัน ?

สีหน้าของหลิงเย่เองก็เย็นชาไม่ต่างกันขณะที่ยกเท้าถีบออกไป

“โครม !”

“โครม !”

“โครม ! ”

พวกเขาเตะเข้าใส่กันหลายครั้งขณะที่ทำให้พลังฉีระเบิดออกมา

ผู้คนโดยรอบถึงกับผงะไปกับภาพตรงหน้า

”นี่เจ้าหลินเทียนแข็งแกร่งขนาดนี้เลยงั้นรึ ! เขาสามารถรับการโจมตีจากหลิงเย่ได้ ! “

”ไร้สาระ ! ขนาดไป่หยุนเฟย์ยังเอาชนะมาแล้ว การรับการโจมตีของหลิงเย่เองก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาสำหรับเขาหรอก ! ”

“ลองดูสิ ! ให้พูดกันตามตรงแล้วตอนนี้เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยซ้ำ ”

หลายๆคนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

ให้พูดกันตามตรงแล้วการกระทำที่อวดดีของหลิงเย่นั้นทำให้หลายๆคนไม่พอใจนัก , การยึดสถานที่ๆพลังฉีหนาแน่นที่สุดเป็นของตัวเองและห้ามคนอื่นเข้าใกล้นี้มันเกินไปหน่อยแต่แม้ว่าพวกเขาจะไม่พอใจแต่ก็ได้แต่นิ่งเงียบเพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป ตอนนี้การที่หลินเทียนปะทะกับหลิงเย่นั้นทำให้พวกเขารู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก

“พวกเจ้าทำอะไรน่ะ ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ ! ”

ทันใดนั้นเองที่มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

ผู้ดูแลทั้งสองคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกสัมผัสได้ว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในดังนั้นถึงได้เข้ามาตรวจสอบก่อนที่จะพบกับภาพการต่อสู้ของหลินเทียนและหลิงเย่ถึงได้รีบออกไปห้ามปรามแต่ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาก็ได้แต่ผงะไปเพราะพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้

หลินเทียนได้แต่ขมวดคิ้วไปขณะที่ฟาดฟันกระบี่ของเขาอย่างยั้งมือ

ผู้ดูแลของนิกายนั้นมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของการบ่มเพาะในสถานที่ต่างๆดังนั้นแม้ว่าเขาจะรู้สึกเหม็นหน้าอีกฝ่ายแต่ก็ไม่อยากจะสร้างความอึดอัดให้ผู้ดูแลทั้งสองถึงได้เลือกเบามือลง

ทันใดนั้นเองที่คลื่นกระบี่อันรุนแรงกว่าเก่าได้ถูกส่งออกมาจากทางหลิงเย่

สีหน้าของหลินเทียนได้แต่เปลี่ยนไปขณะที่พูดออกมาว่า

“หน้าไม่อาย ! ”

แกร๊ง ! เขาได้กวัดแกว่งกระบี่ในมืออย่างรวดเร็วพร้อมทั้งส่งคลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงออกไปปะทะ

“โครม ! ”

คลื่นกระบี่ทั้งสองเข้าปะทะกันก่อนที่พลังฉีอันรุนแรงจะกวาดออกไปรอบทิศทางจนน่ากลัว

ณ ตอนนี้เองที่หลิงเย่ได้สะบัดมือของหลินเทียนออกก่อนที่จะจับกระบี่ด้วยมือทั้งสองแล้วฟาดฟันออกไปอย่างน่ากลัว

หลินเทียนที่ไม่ได้มีความรู้สึกกลัวเองก็ได้กวัดแกว่งกระบี่ในมือออกไปปะทะ

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

พวกเขาปะทะกันอยู่ครู่หนึ่งขณะที่คลื่นกระบี่กระจายออกไปและสร้างความเสียหายไปรอบทิศทาง

“ที่ต้องการจะพังที่นี่ ? ใครจะรับผิดชอบ ! ”

ผู้ดูแลได้ตะโกนออกมาอย่างดัง

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วหลินเทียนก็ได้แต่ขมวดคิ้วซึ่งหลิงเย่เองก็หยุดมือเช่นกัน

ภายใต้หุบเหวแห่งนี้มีเส้นชีพจรวิญญาณอยู่มากมายและหากว่าพวกมันได้รับความเสียหายจากการต่อสู้นี้ก็จะถือเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ! มันเป็นเพราะว่าที่นี่เป็นนิกายของเฒ่าขี้เมาดังนั้นหลินเทียนถึงไม่ได้สู้ต่อพลางกวาดตามองไปยังหลิงเย่แล้วเดินออกไป

ศิษย์หลายๆคนที่อยู่รอบๆเองก็ได้แต่เปิดทางให้หลินเทียนที่กำลังเดินออกมา

ผู้ดูแลทั้งสองถอนหายใจออกมาทันทีและรู้สึกซาบซึ้งที่หลินเทียนยอมหยุดมือ

หลิงเย่ที่ได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของหลินเทียนเองก็ยังคงปลดปล่อยไอเย็นออกมาไม่น้อยไปกว่าเดิม

………

หลังจากที่ออกมาจากหุบเหววิญญาณมังกรแล้วหลินเทียนก็มุ่งหน้าตรงไปยังหอคอยจักรวาลต่อ ตอนนี้เขาสามารถก้าวข้ามไปยังจักรวาลชั้นที่ 3 ได้แล้วและแน่นอนว่าที่นี่แตกต่างกับชั้นที่ 2 ตรงที่มีแรงกดดันที่รุนแรงกว่า เขาได้ใช้เวลาบ่มเพาะอยู่ประมาณ 12 ชั่วโมงก่อนที่จะเดินกลับไปยังที่พักของเขา

ณ ตอนนี้มันเป็นช่วงกลางคืนแล้วดังนั้นหลินเทียนถึงได้เรียกเอาม้วนอาคมตราเทวะออกมาแปะไว้ที่หน้าผากเพื่อบ่มเพาะต่อ แม้ว่าเขาจะบ่มเพาะทะเลความรู้แต่ก็ยังใช้ม้วนอาคมรวมพลังวิญญาณพร้อมกันถึงสามใบและส่งผลให้พลังฉีมากมายถาโถมเข้ามาทางที่พักของเขา

แม้ว่าจะเป็นการบ่มเพาะทะเลความรู้แต่การมีพลังฉีหนาแน่นอยู่รอบๆก็ดีกว่าอยู่แล้ว

ไม่นานช่วงกลางคืนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในเช้าวันรุ่งขึ้นนั้นหลินเทียนก็ยังคงทำตามกิจวัตรประจำวันของเขาและมันเป็นเพราะว่าม้วนอาคมตราเทวะมีเหลืออยู่ไม่มากแล้วดังนั้นถึงได้เริ่มการสร้างใหม่กว่าสิบม้วนก่อนที่จะทานอาหารปี่กู่ในช่วงบ่ายแล้วตรงกลับไปที่หุบเหววิญญาณมังกรเพื่อบ่มเพาะ

“หลินเทียน ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นขณะที่ซูเฟิงวิ่งเข้ามาทางเขาจากที่ๆอยู่ไกลออกไป

หลินเทียนได้แต่ผงะไปก่อนที่จะหยุดเท้าแล้วพูดว่า

“สหาย ”

ซูเฟิงได้รีบวิ่งเข้ามาก่อนที่จะส่งเสียงหอบแล้วพูดว่า

“ท่านผู้ดูแลพูอันสั่งให้ข้ามาตามเจ้าไปที่ตำหนักผู้ดูแลน่ะ ”

“มีอะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามกลับไป

“ข้าเองก็ไม่รู้หรอก เจ้าไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง ”

ซูเฟิงได้ตอบกลับไป

หลินเทียนพยักหน้าพร้อมทั้งบอกลาเขาแล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักผู้ดูแลโดยทันที

“มาแล้วงั้นรึไอ้หนู ”

พูอันทักทายเขาด้วยรอยยิ้มพลางพูดต่อว่า

“ได้ยินมาว่าเมื่อวานเจ้าได้ปะมือกับหลิงเย่แล้วสินะ เป็นไง ? ได้รับบาดเจ็บไหม ? ”

“แล้วนี่ศิษย์ดูเหมือนได้รับบาดเจ็บหรือไง ? ”

หลินเทียนตอบกลับไป

เขาเข้ามาเป็นศิษย์นิกายนี้ได้สักพักแล้วดังนั้นถึงสนิทกับพูอันมากๆจึงไม่แปลกที่การสนทนาของพวกเขาจะดูเป็นกันเอง

พูอันยิ้มตอบพลางพูดว่า

“ไม่เหมือน ”

หลังจากนั้นเขาได้พูดต่อว่า

“เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า , นิกายของเขาและนิกายพิณใต้พิภพนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเสมอดังนั้นทุกๆปีเราก็จะส่งศิษย์ที่โดดเด่นไปที่นั่นเพื่อหาประสบการณ์จากการประลองและครั้งนี้ก็ถึงคราวที่พวกเราจะต้องส่งศิษย์ไปซึ่งจำกัดจำนวนไว้สิบคนและเจ้าเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ท่านจ้าวนิกายได้เลือกเอาไว้ ”