0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนได้หยิบเอาตราประจำตัวสีทองออกมาส่งให้กับผู้ดูแลสองคนที่อยู่ด้านนอกก่อนที่จะทำให้สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปทันทีเพราะต้องรู้ก่อนนะว่าเรื่องที่หลินเทียนเอาชนะไป่หยุนเฟย์ได้นั้นแพร่กระจายไปถึงหูทุกคนในนิกายกว่า 90% แถมผู้ดูแลสองคนนี้ยังได้รับชมภาพที่น่าทึ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง

“เข้าไปสิ ”

ตอนนี้ระดับพลังของหลินเทียนเทียบเท่ากับพวกเขาแล้ว

หลินเทียนพยักหน้าก่อนที่จะหยิบเอาตราสีทองกลับไป

ภายในหุบเหววิญญาณมังกรนั้นมีพื้นที่อยู่ประมาณ 1 กิโลเมตรซึ่งไม่รู้เลยว่าหากเทียบกับถ้ำรวมพลังฉีที่สำนักเป่ยหยานแล้วมันใหญ่กว่ากี่เท่ากัน , ก้าวแรกที่เขาเดินเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงพลังฉีที่หนาแน่นกว่าปกติมากกว่าภายนอกอย่างน้อยๆเป็นสิบเท่าตัวซึ่งถ้ำรวมพลังฉีของสำนักเป่ยหยานไม่สามารถเทียบได้แม้แต่น้อย

“นะ….นั่นมันหลินเทียน ? ”

สำหรับนิกายนี้แล้วหุบเหวแห่งนี้ไม่มีข้อจำกัดอะไรดังนั้นตราบใดที่เป็นศิษย์ของนิกายก็สามารถเข้ามาบ่มเพาะที่นี่ได้ ,ณ ตอนนี้ภายในต่างเต็มไปด้วยศิษย์ตำหนักนอกมากมายและหลังจากที่พวกเขาเห็นการมาถึงของหลินเทียนแล้วต่างก็ผงะไปตามๆกัน หลายๆคนแสดงสีหน้าที่เคารพ เกรงกลัว หรืออื่นๆแตกต่างกันออกไป

หลินเทียนยังคงแสดงสีหน้าที่ราบเรียบออกมาเพราะตั้งแต่เริ่มบ่มเพาะเขาก็ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

หลังจากที่กวาดตามองไปรอบๆเขาก็ได้เดินไปถึงยอดหินเก่าๆแห่งหนึ่งเพราะสัมผัสได้ว่ามันเป็นจุดที่มีพลังฉีเข้มข้นที่สุด

“นะ…ที่นั่น….”

เมื่อเห็นจุดที่หลินเทียนเลือกแล้วสีหน้าของหลายๆคนต่างเปลี่ยนไปโดยทันที

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้หลับตาของเขาลง

มันเป็นเพราะว่าพลังฉีในจุดนี้เข้มข้นอย่างมากดังนั้นเขาถึงได้รีบหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่ได้อย่างราบรื่นยิ่งกว่าปกติ , เมื่อผ่านไปได้ประมาณ 15 นาทีแล้วเขาก็ได้ลืมตากลับขึ้นมาด้วยร่างกายที่ฟื้นฟูถึงจุดสูงสุด

กวาดตามองไปรอบๆก่อนที่จะหยิบเอาขวดหยกขวดเล็กๆออกมาซึ่งภายในบรรจุยาทิพย์เม็ดเล็กๆเอาไว้

ยาหลอมเทพ !

ผิวด้านนอกของมันเป็นสีเงินจางๆส่งกลิ่นหอมออกมา , หลินเทียนได้ตั้งสติก่อนที่จะหยิบเอามันใส่ปากไปอย่างระมัดระวัง , วินาทีแรกที่มันไหลลงท้องไปนั้นมันละลายลงอย่างรวดเร็วเหมือนดั่งก้อนหิมะเลยก็ว่าได้แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็เพราะว่าหลังจากที่มันละลายไปแล้วก็ซึมซับเข้าไปในเลือดและกล้ามเนื้อก่อนที่จะพุ่งตรงสู่ทะเลความรู้ของเขาโดยทันที

“นี่มันยาหลอมเทพ ? ไม่ธรรมดาจริงๆ ”

เขาได้ผงะไป

ณ ตอนนี้เขารู้สึกเพียงแค่ความร้อนระลุภายในทะเลความรู้และจิตสัมผัสของเขาซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นการขัดเกลาพลังของจิตสัมผัสและทำให้แยกของเสียออกจากมัน

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็รู้สึกได้ว่าจิตสัมผัสของเขามันบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น

หลินเทียนได้แต่ประหลาดใจมากกว่าเก่าเพราะเขาไม่คิดเลยว่ายาทิพย์ตัวนี้จะมีคุณสมบัติแบบนี้ถึงได้รีบจมดิ่งลงไปในห้วงการบ่มเพาะแล้วเริ่มการหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่อย่างรวดเร็ว , วินาทีหลังจากนั้นเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังฉีโดยรอบกำลังถาโถมเข้ามาในร่างของเขาเหมือนดั่งเกลียวคลื่นที่โหมกระหน่ำก็ไม่ปาน

“บึ้ส ! ”

หน้าผากของเขาส่องสว่างออกมาอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มสว่างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ณ ตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขเป็นอย่ามากจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่แสงตรงหน้าผากของเขาก็ยิ่งสว่างและบริสุทธิ์มากขึ้นทำให้เขาสามารถสัมผัสสิ่งต่างๆรอบๆทิศทางได้ดีขึ้น

สำหรับเขาแล้วสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาตกตะลึงไปโดยทันที

“ต่อ ! ”

เขาพูดอยู่ภายในใจ

จิตสัมผัสเองก็ไม่ได้ต่างไปจากการบ่มเพาะร่างกายที่มีของเสียซึ่งการบ่มเพาะทะเลความรู้นั้นจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากมันและทำให้ความบริสุทธิ์ของจิตสัมผัสเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือการบ่มเพาะทะเลความรู้นั้นมันยากกว่าร่างกายมากๆ

หลินเทียนที่กำลังปรับความคิดเองก็พบว่าหน้าผากของเขายังคงเปล่งแสงออกมาขณะที่ภายในทะเลความรู้ของเขารู้สึกเหมือนกำลังเดือดพล่านจนไอน้ำระเหยขึ้นไปในอากาศแล้วสลายหายไป

“บึ้ส ! ”

ณ ตอนนี้ไม่เพียงแค่ตำแหน่งหน้าผากของเขาเท่านั้นแต่ร่างกายของเขากำลังเปล่งแสงออกมาจางๆ

“นี่มัน ? ”

“นี่มันพลังของจิตสัมผัส ?! ”

“แข็งแกร่งมาก ! ”

หลายๆคนที่สัมผัสได้ถึงพลังเหล่านี้ถึงกับผงะไป

หลินเทียนเองก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของพวกเขาแต่ก็ยังไม่ได้สนใจอะไรพร้อมทั้งรวบรวมสติเอาไว้ , ขณะที่ยากำลังออกฤทธิ์อยู่นั้นพลังฉีโดยรอบล้วนถาโถมเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วและทำให้ขั้นตอนการขัดเกลาจิตสัมผัสของเขาเป็นไปได้เร็วมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

1 ชั่วโมง ……

2 ชั่วโมง….

4ชั่วโมง…….

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะผ่านไปกว่า 5 ชั่วโมง , ตอนนี้แสงที่ส่องสว่างออกมาจากหน้าผากของหลินเทียนนั้นเหมือนดั่งแสงจันทร์อันบริสุทธิ์และทำให้สีหน้าของผู้คนโดยรอบถึงกับเปลี่ยนไปตามๆกัน

หลังจากที่ผ่านไปอีกกว่าสิบลมหายใจเขาก็ได้ลืมตากลับขึ้นมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

ห่างออกไปไม่ไกลนั้นผู้คนที่จ้องตากับเขาล้วนรู้สึกขนหัวลึกเหมือนว่าตัวเองถูกอ่านออกได้ทั้งหมด

“ความรู้สึกนี้มัน สัตว์ประหลาดแท้ๆ !”

หลายๆคนสั่นไป

หลินเทียนกวาดตามองไปรอบๆก่อนที่จะหลับตาลงอีกครั้ง

หลังจากที่ใช้ยาไปนั้นทะเลความรู้ของเขาก็เริ่มกลับมาสมดุลขณะที่พลังจิตสัมผัสกล้าแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวและทำให้เขาตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 3 ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ณ ตอนนี้เขาได้หลับตาลงอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อดูดกลืนพลังฉีโดยรอบมาปรับรากฐานตัวเอง

“อื้ม เป็นอย่างที่ท่านผู้อาวุโสสูงสุดว่าเอาไว้เลยว่าไม่ว่าจะอยู่เขตแดนไหนก็ยังจำเป็นต้องดูดกลืนพลังฉีโดยรอบ พลังฉีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่มีอะไรมาแทนได้ ”

หลังจากที่บ่มเพาะอยู่ได้หลายชั่วโมงนั้นเขาก็ตระหนักได้ถึงจุดนี้เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าเมื่อตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้มาแล้วพลังฉีจะไม่จำเป็นแต่ตอนนี้หลังจากที่ไตร่ตรองดูดีๆก็เข้าใจได้ว่าตัวเองคิดผิดไป ของอย่างพลังฉีนั้นสำคัญที่สุดไม่ว่าจะอยู่ในเขตแดนใดก็ตามที

พลังฉีน้อยๆน่ะไม่เท่าไหร่แต่หากว่ามีพลังฉีมากมายและยาทิพย์อย่างยาหลอมเทพนี้ก็จะทำให้ผู้ใช้สามารถตัดผ่านไปอีกระดับได้ทันทีหรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดิโกลาหลก็ยังจำเป็นต้องใช้สถานที่ๆมีพลังฉีหนาแน่นมากพอ !

หลังจากผ่านไปได้อีก 2 ชั่วโมงเขาก็ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

“เห้อ”

เขาได้ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะเดินออกไปด้านนอก

หลังจากที่เขาได้ใช้เวลาอยู่ 2 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ก็ทำให้รากฐานของเขาสมดุลมากยิ่งขึ้น

เมื่อกลับออกมาจากหุบเหววิญญาณมังกรแล้วเขาก็ได้กลับไปยังที่พักก่อนที่จะอาบน้ำแล้วเข้านอน ช่วงก่อนหน้านี้มันเป็นเพราะเขาหมกมุ่นอยู่กับการฝึกทักษะควบคุมอาวุธดังนั้นถึงไม่มีเวลาพักผ่อนกว่าหลายวันเลยทำให้เขาเหนื่อยมากและแม้ว่าเขาจะเป็นผู้บ่มเพาะแต่ก็ไม่ได้สร้างมาจากโลหะดังนั้นถึงต้องพักผ่อนบ้าง

ไม่นานเวลากลางคืนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนได้ตื่นนอนแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังหุบเหววิญญาณมังกรอีกครั้งโดยนั่งที่เก่าของเมื่อวาน

เพิ่งตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 3 มาได้ดังนั้นการเลือกใช้ที่ตรงนี้เพื่อปรับสมดุลเป็นอะไรที่เหมาะมากๆ

“นี่ เขายังเลือกใช้ที่ตรงนั้นอีก ! ”

หลายๆคนมีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันที

พวกเขาได้แต่มองหลินเทียนจากสถานที่ๆห่างออกไปด้วยสีหน้าที่แปลกๆ

แม้ว่าหลินเทียนจะหลับตาอยู่แต่ด้วยจิตสัมผัสของเขาแล้วถึงสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของคนรอบข้างได้ดังนั้นมันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังเลือกนั่งอยู่ในที่ๆมันไม่ควรนั่ง เขาได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะส่ายศีรษะไปเพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นมีใครมานั่งตรงนี้

หลังจากที่สงบสติลงแล้วหลินเทียนก็ได้หมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่และทำให้ร่างกายเปล่งแสงสีเงินออกมา

และในเวลาเดียวกันนี้เองที่มีหนุ่มหล่อก้าวเข้ามาในพื้นที่หุบเหววิญญาณมังกร

“ศิษย์หลักหลิงเย่ ! ”

“เขาที่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสไม่ได้ออกไปหาประสบการณ์ ? ”

“ออกไปกว่าสองเดือนแล้วดูเหมือนว่าจะแตกต่างออกไปนะ ”

ศิษย์ตำหนักในและนอกนั้นมีสิทธิ์ออกจากพื้นที่นิกายเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นไม่งั้นจะได้รับบทลงโทษแต่ศิษย์หลักนั้นต่างออกไป พวกเขาสามารถออกไปไหนก็ได้สามเดือนภายในระยะเวลาหนึ่งปีและหลิงเย่เองก็เป็นหนึ่งในสี่ศิษย์หลักที่ออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านนอกกว่าสองเดือนและเพิ่งได้กลับมา

หลิงเย่นั้นดูมีอายุราวๆ 20 ปีพร้อมทั้งก้าวเดินเข้าไปทางหุบเหววิญญาณมังกร

เมื่อมองไปยังภาพเหล่านี้แล้วสีหน้าของผู้คนถึงกับเปลี่ยนไปโดยทันที

“นี่เจ้าหลินเทียนนั่นดู……..ดูเหมือนว่ากำลังใช้ที่นั้นอยู่นะ ! ”

“ก็คิดอยู่ว่าหลิงเย่ต้องกลับมาแต่ไม่คิดเลยว่าจะกลับมาตอนนี้ ”

“หากว่าหลิงเย่พบว่ามีคนแย่งที่ของเขาไปล่ะก็ มีหวัง……..”

สีหน้าของหลายๆคนได้แต่เปลี่ยนไปอย่างมาก

ณ ตอนนี้เองที่หลิงเย่ได้เดินผ่านไปไกลแล้ว

หลังจากที่เดินลัดเลาะออกมาได้ไม่นานสีหน้าของเขาก็ถึงกับตกต่ำลงทันที ทั้งนิกายนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าสถานที่ตรงนี้มันเป็นของเขา ? ปกติแล้วไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ด้วยซ้ำแม้กระทั่งศิษย์หลักอีกสามคนแต่ตอนนี้กลับมีคนๆหนึ่งนั่งอยู่ในที่ตรงหน้าของเขาและดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกด้วย !

“หลิงเย่ !”

ผู้คนโดยรอบที่กำลังจ้องมองไปทางเขาถึงกับสั่นไปทั้งตัว

ประกายตาของหลิงเย่นั้นเย็นชาอย่างมากขณะที่ก้าวเดินเข้าใกล้หลินเทียนด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

หลินเทียนที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอีกฝ่ายถึงได้ลืมตาขึ้นมาด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน

“มีอะไร ? ”

เขาได้ถามออกไป

“เจ้าบ่มเพาะในที่ของข้าแล้วเจ้าคิดว่ามีอะไรล่ะ ! ”

หลิงเย่พูดออกมาด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก