0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนที่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของผู้อาวุโสสูงสุดเองก็ได้พูดขึ้นว่า

“ท่านผู้อาวุโส ท่านไม่ต้องโทษตัวเองไปหรอกเพราะว่านี่ไม่ใช่ความผิดของท่านเลย ”

เขาได้พูดต่อว่า

“อีกอย่างแม้ท่านอาจารย์จะติดเหล้าแต่ข้ามั่นใจเลยว่าเขายังคงแข็งแกร่งไม่น้อยลงกว่าเก่าแน่ๆ ”

ชายชราได้แต่ผงะไปก่อนที่จะส่ายศีรษะของเขา

“หากมองในสายตาเจ้าแล้วการที่เจ้าจะคิดว่าเขาแข็งแกร่งก็ไม่แปลกเพราะเขาอยู่ในเขตแดนจักรพรรดินภา”

ชายชราพูดออกมา

“ไม่ใช่นะขอรับ เขาแข็งแกร่งมากๆ ! ”

หลินเทียนได้พูดต่อว่า

“ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังมาไม่ถึงนิกายข้าได้พบกับจ้าวนิกายพิณใต้พิภพซึ่งนางเองก็ได้ประลองกับท่านอาจารย์และบอกว่าเขาแข็งแกร่งไม่แพ้ท่านเลยแม้แต่น้อย ”

หลินเทียนรู้สึกว่าชายชราคนนี้เป็นคนดีมากๆแถมยังเป็นอาจารย์ของอาจารย์เขาอีกดังนั้นถึงไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้

“มีเรื่องแบบนี้ด้วย ? จ้าวนิกายพิณใต้พิภพ ? เจ้าหมายถึงเจ้าเด็กหยูหวูชวงนั่นรึ ? ”

ชายชราได้ผงะไป

หลินเทียนเองก็ไม่ต่างกัน หยูหวูชวง ?

“น่าจะใช่ ”

เขาไม่รู้ชื่อของสาวงามคนนั้นแต่จำได้ว่าจี่หยูเคยเรียกนางว่าพี่สาวหยูดังนั้นถึงได้คิดว่าหยูหวูชวงที่ชายชราหมายถึงน่าจะเป็นคนๆเดียวกัน

“หยูหวูชวงบอกเจ้าว่าชางเฟิงแข็งแกร่งไม่แพ้ข้า ? ”

ชายชราได้แต่ถามออกมาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

“ขอรับ ”

หลินเทียนตอบกลับไป

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหลินเทียนแล้วชายชราถึงกับหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

เขาได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดต่อว่า

“เจ้าหนู ปีนี้ข้าอายุ 400 ปีแล้วและอยู่ในเขตแดนจักรพรรดินภาระดับ 9 และในเมื่อเจ้าหนูหยูหวูชวงบอกว่าชางเฟิงแข็งแกร่งไม่แพ้ข้าก็แสดงว่าอย่างน้อยๆเขาต้องอยู่ในเขตแดนจักรพรรดินภาระดับ 8 , เจ้ารู้ไหมล่ะว่าตอนนี้จ้าวนิกายอื่นๆนั้นมีระดับพลังอยู่ในเขตแดนจักรพรรดินภาระดับ 3 เท่านั้น ”

“อะไรนะ ! ”

ตอนนี้ขนาดหลินเทียนเองก็ยังประหลาดใจไปทันทีเพราะเขาไม่คิดเลยว่าตาเฒ่าขี้เมานั่นจะแซงหน้าจ้าวนิกายอื่นๆไปไกลขนาดนั้นเลย ?!

ชายชราพูดต่อว่า

 

“แต่หากว่าไม่เกิดเรื่องนั้นขึ้นตอนนี้เขาก็คงอยู่ในเขตแดนวิญญาณนิรัดน์ไปแล้ว ”

“นี่…..”

หลินเทียนที่คิดตามเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา เขตแดนวิญญาณนิรันด์นั้นอยู่ถัดไปจากเขตแดนจักรพรรดินภา

ถึงอย่างไรหลังจากที่ได้ยินคำพูดของหลินเทียนไปแล้วชายชราได้พูดกับเขาต่ออย่างสนิทสนม

“เอานี่ ข้าให้เจ้า ”

หลังจากนั้นไม่นานชายชราได้ส่งยาทิพย์ให้กับเขา

เมื่อจ้องมองไปยังยาทิพย์อันล้ำค่าแล้วเขารู้สึกได้เลยว่ามันแตกต่างจากยาทิพย์อื่นๆ

ชายชราพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ยาหลอมเทพมีสรรพคุณช่วยให้ผู้ใช้ที่อยู่ต่ำกว่าเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 5 ตัดผ่านไปได้ระดับนึง ”

หลินเทียนได้แต่ผงะไปทันทีก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“ท่านผู้อาวุโส นี่มันล้ำค่าเกินไป !”

ต่ำกว่าเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 5 สามารถตัดผ่านได้เลยนี่มันคงมีค่ากว่ายาทิพย์อื่นๆหลายเท่าตัว แค่ชื่อมันก็ดูมีมูลค่ามหาศาลแล้ว

“เจ้าเป็นศิษย์ของเขาและข้าเองก็ไม่สามารถพบกับเจ้าครั้งแรกมือเปล่าๆได้ดังนั้นรับไว้เถอะ ”

ชายชราพูดออกมา

หลินเทียนได้เงียบไปก่อนที่จะรับมันมาแล้วพูดว่า

“ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโส ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก หาที่ๆมีพลังฉีหนาแน่นแล้วดูดกลืนมันซะนะ ข้าว่าภายในหุบเหววิญญาณมังกรน่าจะเหมาที่สุด ”

ชายชราแนะนำออกมา

หลินเทียนได้ผงะไป นี่การจะดูดกลืนยานี้ต้องอาศัยสถานที่ๆมีพลังฉีหนาแน่น ?

เสมือนว่ามองความคิดของเขาออกดังนั้นชายชราถึงได้ตอบกลับไปว่า

“พลังฉีนั้นเป็นชีวิตของการบ่มเพาะ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตแดนไหนหรือต่อให้เป็นจักรพรรดิโกลาหลก็ยังต้องดูดกลืนพลังฉีเช่นเคยดังนั้นหากว่าดูดกลืนยาทิพย์ในสถานทีๆมีพลังฉีหนาแน่นก็จะทำให้ขั้นตอนดูดกลืนเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นไงล่ะ ”

หลินเทียนประหลาดใจไปโดยทันที มันมีเรื่องแบบนี้ด้วย ?

“ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะ ”

เขาได้โค้งคำนับไป

“ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก ต่อให้ข้าไม่บอกตอนนี้แต่อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้สึกได้เอง เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้แหละ ”

ชายชราโบกมือของเขาก่อนที่จ้าวนิกายจะเดินเข้ามาแล้วพูดต่อว่า

“ชางชิง เอาเขาไปส่ง ”

“ขอรับ ”

จ้าวนิกายตอบรับ

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา จ้าวนิกายมีชื่อว่าชางชิงส่วนเฒ่าขี้เมามีชื่อว่าชางเฟิง นี่พวกเขาเป็นพี่น้องกันงั้นรึ ?

“ข้าและศิษย์พี่เป็นเด็กที่ท่านอาจารย์เก็บมาเลี้ยงและตั้งชื่อให้ ”

จ้าวนิกายได้พูดออกมา

ชายชราเองก็ได้หันไปมองทางหลินเทียนพลางพูดว่า

“เจ้าหนู ตั้งใจบ่มเพาะเข้าล่ะ ”

หลินเทียนพยักหน้าตอบก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมๆกับจ้าวนิกาย

ระหว่างทางกลับเขาก็ได้แต่ครุ่นคิดเรื่องก่อนหน้านี้ นี่เฒ่าขี้เมามีอดีตแบบนี้นี่เองและไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวันๆถึงได้กอดแต่ขวดเหล้า หลังจากที่คิดแล้วสีหน้าของเขาก็ได้แต่ตกต่ำเพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงอาจารย์ของเขา

“นี่หลินเทียน คำพูดที่เจ้าพูดกับท่านอาจารย์ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริงงั้นรึ ? ที่ว่าหยูหวูชวงพูดน่ะ ? ”

จ้าวนิกายได้ถามออกมา

แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะอยู่ห่างกันมากแต่ก็ยังได้ยินการสนทนาอย่างชัดเจน

“ขอรับ”

หลินเทียนตอบกลับ

จ้าวนิกายได้แต่แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาก่อนที่จะถอนหายใจไป

“อย่างที่ท่านอาจารย์ว่าเอาไว้แหละว่าหากไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นตอนนี้ศิษย์พี่ก็คงจะตัดผ่านไปเขตแดนวิญญาณนิรันด์แล้วอย่างแน่นอน ”

จ้าวนิกายได้พูดออกมา

หลินเทียนเองก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับอย่างไรและได้แต่เดินตามหลังเขาไป

หลังจากนั้นไม่นานจ้าวนิกายได้หยุดเท้าลง

หลินเทียนได้หยุดลงด้วยสีหน้าที่สงสัย

“มีอะไรงั้นรึท่านจ้าวนิกาย ? ”

เขาได้ถามออกไป

จ้าวนิกายได้จ้องมองกลับมาทางเขาก่อนที่จะพูดออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า

“หลินเทียน ทักษะที่เจ้าใช้ก่อนหน้านี้กับการต่อสู้ของไป่หยุนเฟย์นั้นเป็นทักษะลับของนิกายร้อยหลอมรึไม่ ? ”

“เปล่าขอรับ ”

หลินเทียนส่ายศีรษะของเขา

“มั่นใจนะ ? ”

“ขอรับ ”

หลินเทียนยืนกรานกลับไป

“ก็ดี ในเมื่อไม่ใช่ข้าจะเชื่อเจ้า ”

จ้าวนิกายได้พูดออกมา

หลินเทียนขมวดคิ้วไปพร้อมกับถามออกมาโดยทันทีว่า

“นี่ทักษะลับของพวกเขามันสุดยอดขนาดนั้นเลย ? ”

เขาได้แต่รู้สึกแปลกๆเพราะได้ยินมาว่าแต่ละนิกายเองก็จะมีทักษะลับเป็นของตัวเองไม่เว้นแม้แต่นิกายของเขาแต่ตอนนี้ขนาดจ้าวนิกายยังถามเขาเกี่ยวกับเรื่องทักษะลับของนิกายร้อยหลอมด้วยสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมากจึงทำให้เขาประหลาดใจสุดๆ

“แน่นอนว่าหากบรรลุทักษะลับนิกายร้อยหลอมแล้วจะสามารถควบคุมอาวุธได้ถึง 49 ชิ้นเลยล่ะ เรียกได้ว่ารากฐานของนิกายร้อยล้อมขึ้นอยู่กับทักษะนี้เลยก็ว่าได้และในทักษะทั้งหมดของนิกายใหญ่ทั้งสี่ถือว่าทักษะนี้แข็งแกร่งที่สุด ”

จ้าวนิกายได้พูดต่อว่า

“แน่นอนว่ามันไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทักษะลับนิกายร้อยหลอมนี้จะแข็งแกร่งที่สุดในระดับเดียวกันเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดมันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนใช้มัน ”

หลินเทียนพยักหน้าตอบด้วยความเข้าใจ

ณ ตอนนี้เขารู้สึกสงสัยอย่างมากเพราะว่าทักษะลับนี้มันคล้ายคลึงกับทักษะควบคุมอาวุธของเขามากๆและเกือบเรียกได้ว่าเป็นทักษะเดียวกันด้วยซ้ำแต่หลังจากที่ฟังจากคำพูดของจ้าวนิกายแล้วก็พบว่ามันเป็นคนละทักษะกันและทักษะของเขาก็อยู่ในระดับสูงกว่าเพราะของนิกายร้อยหลอมนั้นสามารถควบคุมได้เพียงแค่ 49 ชิ้นแต่ทักษะควบคุมอาวุธของเขาไม่มีจำกัดจำนวน จากคำอธิบายของตำราแล้วหลังจากที่บรรลุระดับสูงสุดจะสามารถควบคุมได้ทุกสรรพสิ่งในโลกไม่เว้นแม้แต่อาวุธเทวะ อาวุธศัตรูหรือแม้กระทั่งร่างกายของศัตรูก็ตาม

หลังจากที่ไตร่ตรองดูแล้วมันดูเหมือนว่าทักษะลับของนิกายร้อยหลอมจะเป็นทักษะที่แตกกิ่งออกมาจากทักษะควบคุมอาวุธของเขา

“เป็นอะไร ? ”

จ้าวนิกายตระหนักได้ถึงสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลินเทียน

“เปล่าขอรับ ”

หลินเทียนส่ายศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว

จ้าวนิกายเองก็คิดว่าหลินเทียนนั้นกำลังกังวลเรื่องของนิกายร้อยหลอมดังนั้นถึงได้แตะไหล่ของเขาพลางพูดว่า

“เรื่องนิกายร้อยหลอมน่ะไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะว่านิกายเราจะยืนอยู่ข้างเจ้า ”

หลังจากนั้นเขาได้พูดต่อว่า

“อ่อใช่ อย่าเอาเรื่องของผู้อาวุโสสูงสุดไปแพร่งพรายล่ะ ”

“อื้ม ขอรับ ”

หลินเทียนตอบกลับ

จ้าวนิกายพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“ยิ่งไปกว่านั้นจำไว้ด้วยว่าแม้เจ้าจะเป็นศิษย์ของศิษย์พี่แต่ทางนิกายจะไม่ให้สิทธิพิเศษอะไรทั้งนั้น หากว่าเจ้าต้องการอะไรก็ต้องไขว่คว้ามาด้วยมือของตัวเอง เราจะช่วยเจ้าเพียงภัยจากด้านนอกนิกายเท่านั้น เข้าใจไหม ? ”

“ขอรับ ”

หลินเทียนตอบกลับอย่างจริงจังด้วยความรู้สึกซาบซึ้งน้ำใจของนิกาย

“เอาล่ะไปได้แล้ว ข้าส่งเจ้าตรงนี้แหละ ตั้งใจบ่มเพาะอย่าทำให้ศิษย์พี่ผิดหวังล่ะ ”

จ้าวนิกายพูดออกมา

หลินเทียนพยักหน้าตอบก่อนที่จะทำความเคารพแล้วเดินจากไป

เมื่อมองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนที่กำลังเดินจากไปแล้วจ้าวนิกายก็ได้แต่ยิ้มออกมาเพราะมันช่างคล้ายกับศิษย์พี่ของเขามากๆแถมความสามารถยังไร้ที่ติไม่ต่างกันเลย

………..

หลังจากที่บอกลาจ้าวนิกายไปแล้วเขาก็ได้ลงเขาเพื่อกลับไปยังที่พักของตัวเอง

หัวใจของเขาได้แต่รู้สึกตกต่ำหลังจากที่คิดถึงเรื่องคนรักที่ตายไปของอาจารย์ ตัวเขาได้แต่คิดว่าหากวันหนึ่งซูชูวหรือจี่หยูต้องตกตายลงเขาจะต้องตกต่ำยิ่งกว่าเฒ่าขี้เมาอย่างแน่นอนเพราะถึงอย่างไรก็ตามพวกนางก็เป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา  (ได้เมียลืมน้องเลย หุหุ )

“ไม่คิดเลยว่าตาเฒ่านั้นจะเป็นคนที่มัวเมากับเรื่องแบบนี้ ผ่านมาตั้งร้อยปีแล้วยังลืมไม่ได้อีก ”

เขาพูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากที่ตั้งสติแล้วก็ได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งปรับสภาพอารมณ์กลับมา

“บึ้ส ! ”

แสงสีเงินห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้ก่อนที่จะเริ่มหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อขับเคลื่อนพลังฉีไปยังอวัยวะต่างๆเพื่อปรับรากฐานบ่มเพาะของตนเอง

วันนี้หลินเทียนไม่ได้ออกไปไหนจนถึงเช้าของอีกวัน

เมื่อรับแสงแดดในยามเช้าแล้วเขาก็ได้ยืดเส้นยืดสายก่อนที่จะอาบน้ำแล้วเดินออกไปด้านนอกที่พัก

เมื่อวานนี้หลังจากที่ได้รับยาหลอมเทพมาจากผู้อาวุโสสูงสุดแล้วเขาถึงกับใช้เวลาทั้งวันเพื่อปรับรากฐานของตัวเองจะได้ดูดกลืนยาทิพย์นี้ต่อเพื่อตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 3 เลยทีเดียว , ณ ตอนนี้เขาได้เดินออกจากที่พักเพื่อมุ่งหน้าไปยังหุบเหววิญญาณมังกรที่อยู่ทางจะวันตกของนิกาย

“นั่นเจ้าคนโฉดสกุลหลินนี่นา ! ”

“นั่นคือหลินเทียน ? ”

“นั่นคือหลินเทียนที่เอาชนะไป่หยุนเฟย์จากนิกายร้อยหลอม ! ”

หลายๆคนได้พูดออกมา

ศิษย์นิกายหลายๆคนได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่หวั่นเกรงก่อนที่จะหลีกทางให้อีกฝ่ายเดินผ่านไป

หลินเทียนในตอนนี้ถึงกับหมดคำพูดไปทันทีก่อนที่จะเดินผ่านไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้พบกับหุบเหวแห่งหนึ่งที่มีประตูหินสลักอักษรเอาไว้ว่าวิญญาณมังกร , ที่นี่เป็นสถานที่ของเส้นชีพจรวิญญาณที่แผดพลังฉีออกมาอย่างหนาแน่นดังนั้นถึงเป็นสถานที่ๆมีพลังฉีเข้มข้นที่สุดในนิกายนี้แล้ว เขาตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากมันเพื่อดูดกลืนยาหลอมเทพที่ได้มาก่อนหน้านี้