0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

สีหน้าของชูซวนในตอนนี้ถึงกับเปลี่ยนไปอย่างมากเพราะหลินเทียนกลับท้าประลองเขา !

“ก็ใช่ว่าหลังจากที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปได้แล้วจะสามารถท้าประลองใครก็ได้เพื่อเลื่อนระดับของตัวเองแต่ผู้แพ้ต้องกลับไปเป็นศิษย์ตำหนักนอกแถมไม่สามารถท้าใครได้อีกภายในช่วงสามเดือนหลังจากนั้น ”

“ดูเหมือนว่าเจ้าคนโฉดสกุลหลินนี่สามารถจัดการชูซวนได้สลายๆเลย ? ”

“นี่…..”

หลายๆคนที่อยู่รอบๆถึงกับตาค้าง

ชูซวนได้แต่กัดฟันของเขาขณะที่สีหน้าตกต่ำลงยิ่งกว่าเก่าหลังได้ยินเสียงสนทนารอบข้าง

“หลินเทียน ไม่เกินไปหน่อย ? การสร้างความอับอายให้ศิษย์ร่วมนิกายมันทำให้เจ้ารู้สึกภูมิใจรึ ? ”

ซัวชางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ภูมิใจ ? นี่เป็นธรรมเนียมที่ตั้งมา ข้าจะท้าเขาแล้วจะทำไม ? ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

“ขนาดไป่หยุนเฟย์ยังแพ้ให้กับเจ้าแล้วการที่เจ้าท้าเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการหยามชูซวนเลยแม้แต่น้อย ”

ซัวชางได้พูดออกมา

“น่าขำ ! ข้าต้องอ่อนแอกว่าถึงจะท้ามันได้ ? นี่เจ้าโตมากับสุนัขหรือไง ? ”

หลินเทียนได้พูดด้วยน้ำเสียงดุร้ายพลางพูดต่อว่า

“ยิ่งไปกว่านั้นข้าจะหยามมันแล้วเจ้าจะกัดข้าหรือไง ? ”

“โอหัง ! ”

ซัวชางโกรธจัดไปโดยทันที

หลินเทียนได้กวาดตามองผ่านซัวชางไปยังชูซวนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ขึ้นมา ! ”

ผู้คนโดยรอบต่างมองไปที่กันและกันด้วยท่าทางว่างเปล่าโดยทันที

ทันใดนั้นทุกคนพร้อมใจกันจ้องมองไปทางชูซวนเป็นสายตาเดียวกัน

ชูซวนที่อยู่ในกลุ่มคนเองก็ได้แต่กำหมัดแน่นพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยวว่า

“ขะ………ข้า…ขอยอมแพ้ ! ”

ขนาดไป่หยุนเฟย์ยังแพ้แล้วถ้าเกิดให้เขาขึ้นไปก็คงพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถอยู่ดี ถ้าต้องขึ้นไปขายหน้าเขาขอเลือกยอมแพ้เสียเลยยังดีกว่า

สิ่งเดียวที่เขารู้สึกในตอนนี้คือความเสียใจที่ไม่น่าไปช่วยนิกายร้อยหลอมเอาผิดหลินเทียนเลย

“นี่เขา ยอมแพ้ ? ”

“ไร้สาระ ! นั่นมันเรื่องปกติอยู่แล้ว ! จะให้ขึ้นไปโดนยำให้ขายหน้าทำไมกัน ? ”

“นี่ก็จริงแหะ ”

หลายๆคนส่งเสียงกระซิบออกมา

พูอันได้ก้าวออกมาก่อนที่จะประกาศอย่างดังว่า

“ศิษย์ตำหนักนอกหลินเทียนที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปได้แล้วท้าประลองศิษย์ตำหนักในชูซวน , ชูซวนยอมรับความพ่ายแพ้ดังนั้นนับจากวินาทีนี้หลินเทียนได้ขึ้นเป็นศิษย์ตำหนักในส่วนชูซวนลดตำแหน่งเป็นศิษย์ตำหนักนอก รีบย้ายข้าวของออกจากตำหนักแล้วไม่สามารถท้าประลองใครได้อีกในช่วงสามเดือนหลังจากนี้ ”

เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในกลุ่มผู้คนอย่างดังและไม่คิดเลยว่าพูอันจะรีบตัดสินเร็วขนาดนี้

อย่างไรก็ตามหลังจากที่คิดแล้วก็คงเป็นได้เพียงแบบนี้

“น่าเศร้าจริงๆ ! ”

“น่าเศร้าอะไรกัน ! มันสมควรโดนแล้วต่างหาก ! ใครใช้ให้เขาไปเลียแข้งเลียขานิกายอื่นเพื่อรังแกศิษย์นิกายเดียวกันล่ะ ! สมน้ำหน้า ! ”

“ใช่แล้ว ! ทำไมหลินเทียนต้องช่วยศิษย์นิกายอื่นกันล่ะแถมจากที่ฟังมานั้นหลานชายของผู้อาวุโสเองก็เป็นตัวชั่วช้าด้วย ”

“ใช่แล้ว ”

หลายๆคนได้แต่จ้องมองไปทางชูซวนขณะที่ส่งเสียงออกมา

ชูซวนจะไปทนได้อย่างไร เขาได้แต่รีบหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ซัวชางในตอนนี้มีสีหน้าที่เย็นชาเป็นอย่างมาก หากว่าไม่ได้เป็นเพราะว่าจ้าวนิกายและผู้อาวุโสยังอยู่บนฟ้าเขาก็คงจะหันหลังเดินจากไปตั้งนานแล้ว

ณ ตอนนี้หลินเทียนที่อยู่กลางเวทีได้ยกกระบี่ชี้ออกไปอีกครั้ง

“ซัวชาง ข้าขอท้าประลองเป็นตายกับเจ้า ! ”

หลินเทียนส่งเสียงออกมา

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วสีหน้าของผู้คนถึงกับแข็งข้างไปด้วยความตกตะลึงโดยทันที

“อะไรนะ !? ”

“แต่ซัวชางนั้นอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 5 เลยนะ ! ”

“แล้วไงล่ะ ให้พูดกันตามตรงแล้วพวกเขาไม่ได้ห่างชั้นกันมากขนาดนั้นเพราะขนาดไป่หยุนเฟย์ยังแพ้เลยดังนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะไม่แพ้ให้กับซัวชาง …….”

“แต่การท้าประลองกับผู้ดูแลนี่เหมือนจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นิกายเราเลยไหม ? ”

“นี่…….”

“น่าจะใช่ ”

หลายๆคนสั่นสะท้านไป

สีหน้าของซัวชางถึงกับหม่นหมองลงทันที เขาที่เป็นถึงผู้ดูแลแต่กลับถูกศิษย์ตำหนักนอกท้าประลองเวทีเป็นตายนี่มันเป็นการหยามเขาขนาดไหนกัน !

“ข้าเองก็กลัวอยู่ว่าเจ้าจะไม่พูด ! วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้าเอง ! ”

ซัวชางคำรามออกมาอย่างดัง

“ก็เหมือนกัน ”

หลินเทียนแสยะออกมาขณะที่กระบี่ทั้งสิบห้าเล่มส่งเสียงคำรามพลางปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างบ้าคลั่ง

ภาพเหล่านี้ถึงกับทำให้ศิษย์นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าแข็งค้างไปโดยทันที

“เอาล่ะ พอได้แล้ว ”

เสียงหนึ่งดังขึ้น

ผู้อาวุโสเหลาของนิกายได้เหินลงมาที่เวทีประลองข้างๆหลินเทียน

หลินเทียนที่กำลังจะได้ล้างแค้นนั้นถึงกับขมวดคิ้วไปโดยทันทีหลังจากที่เห็นผู้อาวุโสก้าวออกมา

“ท่านจ้าวนิกาย ท่านผู้อาวุโส พวกท่านก็เห็นว่าเจ้าเด็กนี่มันอวดดีขนาดไหน มันต้องได้รับบทเรียน ! ”

ซัวชางพูดออกมา

ผู้อาวุโสเหลาได้กวาดตามองไปทางเขาพลางถามออกมาว่า

“แล้วเจ้าคิดว่ามั่นใจแค่ไหนว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดภายใต้กระบี่ของเขา ? ”

สีหน้าของซัวชางถึงกับแข็งค้างไปก่อนที่จะกำหมัดแน่น

หลินเทียนได้แต่จ้องมองไปยังร่างทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าและสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล

เพราะถึงอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาที่เป็นยักษ์ของนิกายนี้ !

“หลินเทียน ตามข้ามา ”

จ้าวนิกายเอ่ยปากออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้หันหลังแล้วเดินจากไป

หลินเทียนได้แต่กระทืบเท้าพลางมองออกไปด้วยสีหน้าที่สงสัย

“ไปเถอะเจ้าหนู ”

ผู้อาวุโสเหลาพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

พวกเขาได้รับรายงานเรื่องสถานะของหลินเทียนจากพูอันตั้งแต่แรกแล้วดังนั้นพวกเขาถึงรู้ดีว่าหลินเทียนเป็นลูกศิษย์ของชายคนนั้นและมันเป็นเพราะเหตุนั้นถึงได้ทำให้พวกเขาสนใจในตัวหลินเทียนและทดสอบเขาโดยใช้ไป่หยุนเฟย์และผลลัพธ์เองก็ทำให้พวกเขาพอใจอย่างมาก , แม้แต่ผู้อาวุโสเหลาเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ณ ตอนนี้จ้าวนิกายได้เดินออกไปอย่างนุ่มนวล

หลินเทียนได้แต่หยุดนิ่งไปเล็กน้อยก่อนที่จะเก็บกระบี่ทั้งหมดกลับมาแล้วเดินตามหลังเขาไป

“นี่ แล้วหลินเทียนไปไหนกัน ? ”

“ไม่รู้สิ ”

“ดูเหมือนว่าเดินตามท่านจ้าวนิกายไป นี่….”

หลายๆคนพูดออกมาด้วยสีหน้าที่สงสัยอย่างมาก

พูอันที่อยู่ในหมู่ผู้คนเองก็พอจะเดาได้ว่าอะไรดังนั้นถึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย

………..

มันเป็นเพราะว่าศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่ลานประลองกันหมดแล้วถึงเป็นเหตุให้ตามสถานที่อื่นๆสงบอย่างมาก

หลินเทียนที่กำลังเดินตามหลังจ้าวนิกายเองก็ได้แต่ตามไปบนเส้นทางที่เงียบสงบ

ไม่นานพวกเขาก็ใช้เวลาเดินไปกว่า 30 นาทีโดยที่ไม่มีใครปริปากพูดแม้แต่น้อย

“เจ้าหงุดหงิดเรื่องที่ข้าให้เจ้ากับไป่หยุนเฟย์สู้กันและหากว่าเจ้าแพ้ก็จะต้องตามอีกฝ่ายกลับไปงั้นรึ ? ”

จ้าวนิกายได้พูดออกมา

หลินเทียนในตอนนี้ยังคงไม่ได้พูดอะไรเพราะเขาไม่พอใจอย่างมากแถมยังรู้สึกเย็นชาอยู่ภายในหัวใจ

“หงุดหงิดก็ไม่แปลกหรอกข้าพอเขาใจได้เพราะต่อให้เป็นตัวข้าก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ”

จ้าวนิกายได้พูดต่อว่า

“แต่ข้าต้องบอกเจ้าก่อนเลยว่าเราแค่อยากจะวัดความแข็งแกร่งของเจ้าเท่านั้น ต่อให้เจ้าพ่ายแพ้ข้าก็ยังคงปกป้องเจ้าอยู่ดีเพราะถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นถึงศิษย์คนเดียวของสหายคนนั้น ”

หลินเทียนได้ผงะไป นี่อีกฝ่ายต้องการทดสอบความแข็งแกร่งของเขา ?

เขาได้แต่พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจว่า

“สหายคนนั้น ? หรือว่าตาเฒ่าขี้เมานั่นเป็นสหายของท่านจ้าวนิกาย ? ”

จ้าวนิกายได้แต่ถอนหายใจออกมาพลางตอบกลับไปว่า

“เขาไม่ได้กลับมาที่นี่หลายสิบปีแล้ว จริงๆแล้วตำแหน่งจ้าวนิกายเป็นของเขาและหากว่าเขายังอยู่นิกายของเขาก็คงอยู่ในจุดสูงสุดไปแล้ว นับจากวันที่เขาเดินจากไปก็เป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว ”

หลินเทียนได้แต่ขมวดคิ้วพลางนึกถึงคำพูดที่ได้ยินมาจากอาจารย์ของจี่หยู

“ปีนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ”

เขาได้ถามออกไป

เขาอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องความหลังของเฒ่าขี้เมามากๆ

จ้าวนิกายได้แต่ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“ข้าจะนำเจ้าไปพบกับคนๆหนึ่ง ”

หลินเทียนที่ยังคงแสดงสีหน้างุนงงเองก็ไม่ได้พูอะไรต่อ

เขาได้เดินตามหลังจ้าวนิกายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะถึงภูเขาแห่งหนึ่งที่ดูเงียบสงบเป็นอย่างมาก ด้านบนสุดของภูเขานี้มีกระท่อมธรรมดาๆอยู่ตรงขอบหน้าผา

ณ ตอนนี้ที่ขอบหน้าผามีชายชราหัวหงอกคนหนึ่งกำลังยืนไขว้หลังและมองออกไปยังสถานที่ๆห่างไกลออกไป

“ท่านอาจารย์ หลินเทียนมาแล้วขอรับ ”

จ้าวนิกายได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเคารพ

หลินเทียนได้แต่ผงะไป อาจารย์ ? จ้าวนิกายเรียกชายชราคนนี้ว่าอาจารย์งั้นรึ ! แสดงว่าชายชราตรงหน้าเขาก็คือผู้อาวุโสสูงสุดของนิกาย !

ชายชราได้พยักหน้าก่อนที่จ้าวนิกายจะเดินออกไป

“มานี่สิเจ้าหนู ”

ชายชราได้พูดกับหลินเทียนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

หลินเทียนลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะก้าวเดินออกไป

จนถึงตอนนี้เองที่หลินเทียนสัมผัสได้ว่าสายตาที่อีกฝ่ายมองมานั้นมันแปลกมากๆ มันเหมือนกับสายตาของคุณตาที่กำลังมองไปยังหลานชายของตัวเองด้วยความรัก , หลังจากนั้นชายชราก็ได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะพูดอย่างอบอุ่นว่า

“ดีมาก ! ดีมากๆ ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ลูบศีรษะของหลินเทียนด้วยสีหน้าที่เอ็นดูอย่างมาก

ความรู้สึกนี้ถึงกับทำให้หลินเทียนรู้สึกแปลกๆไปทันที เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองควรจะพูดอะไรและหลังจากนั้นเขาก็คิดได้ว่าอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ของจ้าวนิกายและของอาจารย์เขาดังนั้นชายคนนี้ก็คืออาจารย์ปู่ของเขา

หลินเทียนได้แต่ผงะไป นี่มันคือการตอบสนองต่อศิษย์หลาน ?

หลังจากที่ชายชราได้ยกมือออกแล้วเงียบไปพักหนึ่งก็ได้ถามออกมาว่า

“อาจารย์ของเจ้า ชางเฟิงเป็นอย่างไรบ้าง ? ”

หลินเทียนได้แต่ผงะไป ตาเฒ่าขี้เมานั้นมีชื่อว่าชางเฟิง  ?

“ยังอยู่ดีและขี้เมาเหมือนเคยขอรับ ”

หลินเทียนตอบกลับไป

“ก็คงใช่ เขายังคงไม่ลืมเรื่องนั้นและได้แต่โทษตัวเอง ”

ชายชราได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ตกต่ำลง

หลินเทียนได้เงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะรวบรวมความกล้าแล้วถามออกไปว่า

“ท่านผู้อาวุโส ก่อนหน้านี้มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่ ? ”

เขาสงสัยเป็นอย่างมากเพราะจากที่ได้ยินมาจากอาจารย์ของจี่หยูนั้นตาเฒ่าขี้เมาเคยเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งไร้ที่ติและได้ชื่อว่าเป็นเทพกระบี่ของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าแห่งนี้แต่ทำไมชายคนนั้นถึงได้ปลีกตัวออกจากนิกายแล้วกลายเป็นตาเฒ่าติดเหล้าแทน

ชายชราได้มองขึ้นไปบนฟ้าก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ลูกสาวข้าชิงชิงนั้นเป็นภรรยาในอนาคตของเขาและในอดีตก็ได้เข้าไปยังการทดสอบด้วยกัน สุดท้ายแล้วก็….ตกตายลง ”

หลินเทียนได้แต่ผงะไปก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงความเศร้าที่ทะลักออกมา

“ขออภัยด้วยท่านผู้อาวุโส ”

หลินเทียนได้พูดออกไป

ชายชราส่ายศีรษะของเขาพลางพูดว่า

“มันเป็นอดีตไปแล้ว , ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าเสียลูกสาวไปมันทำให้ข้าโกรธชางเฟิงมากๆ , โทษเขา เกลียดเขา ว่าทำไมเขาถึงไม่ปกป้องนาง ”

ตรงนี้เองที่ชายชราได้แต่โทษตัวเองว่า

“แต่จริงๆแล้วตาเฒ่าคนนี้ลืมไปว่าข้าที่เสียลูกสาวไปส่วนเขาเองก็เสียคนที่เขารักมากที่สุดไปเช่นกัน ข้าเพียงแต่คิดระบายอารมณ์ใส่เขาโดยไม่สนใจความรู้สึกแม้แต่น้อย ปีนั้นเขาคุกเข่าอยู่กว่าเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มก่อนที่จะจากไปโดยไม่เคนกลับมาอีกเลย ”

“ให้พูดก็พูด, มันเป็นข้าเองนี่แหละที่บังคับให้เขาไป เขาที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ไร้ที่ติในรอบหลายพันปีของนิกายเรา ด้วยพรสวรรค์ของเขาแล้วการตัดผ่านเขตแดนจักรพรรดินภาไปไม่ใช่เรื่องยากอะไรแต่หลังจากปีนั้นเขาก็ได้แต่สูญเสียจิตวิญญาณไป ……. ”

ชายชราได้พูดต่อด้วยร่างกายที่สั่นเล็กน้อยว่า

“มันเป็นข้า…..ข้าเองที่ทำลายเส้นทางบ่มเพาะของเขา ”