0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แน่นอนว่าคำสั่งของผู้นำนิกายนั้นถือเป็นคำสั่งสูงสุดซึ่งไม่มีใครกล้าขัดดังนั้นถึงได้ส่งคนออกไปตามตัวหลินเทียนมาทันที

“คอยดูกันสิว่าครั้งนี้แกจะรอดไปได้ยังไงไอ้ปีศาจน้อย ! ”

ซัวชางแสยะออกมา

พูอันได้กวาดตามองเขาเล็กน้อยด้วยสีหน้าที่สบายอารมณ์

หลังจากนั้นไม่นานเหล่าศิษย์นิกายก็กลับมารายงานว่าหลินเทียนไม่ได้อยู่ภายในที่พักของเขา

“นี่จะอยู่ภายในสถานที่ฝึก ? ซูเฟิงไปตามเขามาหน่อย ”

พูอันได้พูดออกมา

ซูเฟิงพยักหน้าก่อนที่จะรีบจากไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานเวลาก็ได้ผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง

ณ ตอนนี้เองที่หลินเทียนได้กลับออกมาจากหุบเหวผนึกอสูร , เขาได้ใช้เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนไปกับการฝึกฝนทักษะควบคุมอาวุธนี้และประสบความสำเร็จขั้นต้นแล้วแถมยังสามารถควบคุมกระบี่ที่เป็นอาวุธสมบัติขั้นต้นได้กว่า 15 เล่ม ซึ่งหลังจากนั้นแล้วเขาก็ได้ดำดิ่งเข้าไปในพื้นที่ป่าลึกเพื่อฝึกฝนและสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับ 8 ด้วยทักษะนี้ลงได้อย่างง่ายดาย

หลินเทียนได้เดินกลับออกมาจากหุบเหวผนึกอสูรโดยทันที

ศิษย์โดยรอบต่างจ้องมองไปทางเขาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจเพราะว่าก่อนหน้านี้พวกเขาได้ข่าวมาว่ามีแขกมาจากนิกายร้อยหลอมและถึงขั้นทำให้จ้าวนิกายต้องออกมาด้วยตัวเองดังนั้นหลังจากที่พบกับหลินเทียนแล้วพวกเขาก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกัน

หลินเทียนได้กวาดตามองรอบๆก่อนที่จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของคนรอบข้างและอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วทันที

อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรนักก่อนที่จะจับเชือกเพื่อไต่กลับขึ้นไปยังนิกายด้านบนแล้วกลับไปรายงานตัวที่ตำหนักผู้ดูแล

“หลินเทียน ? ที่แท้ก็อยู่นี่เอง! ”

เสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาจากที่ห่างไกลพลางหอบออกมาซึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็คือ ซูเฟิง !

“เป็นอะไรงั้นรึสหายซู ? ”

หลินเทียนถามกลับไปด้วยความสงสัย

ซูเฟิงที่กำลังมองไปทางเขาเองก็ได้ตอบกลับไปว่า

“เจ้าไม่รู้งั้นรึ ? ”

“ไม่รู้ ”

“มันมีคนของนิกายร้อยหลอมมาที่นี่และอ้างว่าเจ้าเป็นคนสังหารหลานชายแท้ๆของผู้อาวุโสนิกายพวกเขาดังนั้นถึงได้ขอให้ส่งตัวเจ้ากลับไปพร้อมพวกเขา ตอนนี้แม้แต่ท่านจ้าวนิกายและผู้อาวุโสยังออกมากันหมดแล้ว ”

ซูเฟิงพูดออกมา

หลินเทียนได้แต่ผงะไปพลางแสยะออกมา เขารู้ได้ทันทีเลยว่านี่มันเรื่องอะไร

มันเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้ช่วยชีวิตมู่เฮ่ากวงเอาไว้จากพิษร้ายดังนั้นทางนิกายร้อยหลอมถึงได้มาสร้างปัญหาให้กับเขา

“ท่านจ้าวนิกายสั่งให้ข้ามาพาตัวเจ้าไป ”

ซูเฟิงพูดออกมา

เขาได้แต่มองไปทางหลินเทียนพลางถอนหายใจออกมา

“ไม่มีอะไรหรอก ”

หลินเทียนพูดขึ้น

เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นกังวลเรื่องของเขามากๆ

…….

เขาได้เดินตามซูเฟิงกลับไปจนถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง

“ท่านจ้าวนิกาย ท่านผู้อาวุโส หลินเทียนมาแล้วขอรับ ”

ซูเฟิงทำความเคารพก่อนที่จะพูดออกมา

หลินเทียนได้มองตามไปยังชายวัยกลางคนและชายชราตรงหน้า ตัวของชายวัยกลางคนมีหน้าตาที่หล่อเหลาแถมกลิ่นอายยังแข็งแกร่งส่วนชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆนั้นเขาพอเดาได้เลยว่าชายวัยกลางคนต้องเป็นจ้าวนิกายส่วนข้างๆก็น่าจะเป็นผู้อาวุโสเหลา

ณ ตอนนี้เองที่หลินเทียนได้มองไปยังชายหนุ่มชุดขาวซึ่งข้างๆมีชายหนุ่มชุดดำที่กำลังแสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมาและแน่นอนว่าเขาเคยพบอีกฝ่ายมาก่อนแล้ว ชายหนุ่มชุดดำคนนี้เป็นผู้ติดตามข้างกายของมู่เฮ่ากวงนั่นเอง

“หลินเทียน กล้านักนะที่กล้าสังหารคนของนิกายร้อยหลอม รู้ไหมว่าเจ้ามีโทษอย่างไร ! ”

ซัวชางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“ผู้ช่วยผู้ดูแล ท่านจ้าวนิกายและท่านผู้อาวุโสยังไม่ทันพูดแล้วการที่เจ้าเสนอหน้าออกมานี่มันอะไรกัน ? ”

พูอันได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่แยแส

ท่าทางของซัวชางได้ตกต่ำลงโดยทันทีก่อนที่จะไม่พูดอะไรต่อ

พูอันได้มองไปทางจ้าวนิกายพร้อมกับพูดออกมาว่า

“หลินเทียน นี่ท่านจ้าวนิกายส่วนนี่ท่านผู้อาวุโสเหลา”

หลินเทียนรู้ดีว่าการกระทำของอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไรดังนั้นถึงได้มองไปทางพวกเขาพลางทำความเคารพแล้วพูดว่า

“ศิษย์หลินเทียนขอคาราวะท่านจ้าวนิกายและท่านผู้อาวุโสเหลา ”

จ้าวนิกายยังคงจ้องมองไปทางหลินเทียนโดยที่ไม่ได้พูดอะไรด้วยสายตาที่ดูลึกซึ้ง

พริบตานี้เองที่เวลาได้ผ่านไปกว่าหลายลมหายใจ

“ท่านจ้าวนิกาย ”

ผู้อาวุโสเหลาได้พูดออกมา

จ้าวนิกายพยักหน้าตอบพร้อมกับพูดว่า

“หลินเทียน เจ้ามีเรื่องอะไรจะพูดรึไม่ ? ”

หลินเทียนรู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไรดังนั้นถึงได้พูดออกมาว่า

“ศิษย์ขอรายงานว่าวันนั้นข้าไม่ได้แตะต้องมู่เฮ่ากวงเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายตกตายลงเพราะพิษร้ายจากศพคลั่งและมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้าเลย ”

“หากว่าไม่ได้เป็นเพราะเจ้าทำร้ายข้าในตอนนั้นแล้วมีข้าปกป้องนายน้อยอยู่จะเป็นไปได้ไงที่นายน้อยจะได้รับบาดเจ็บกัน ! เรื่องนี้สหายชูซวนจากนิกายเจ้าเองก็เป็นพยานได้ ! นี่เจ้ายังมีหน้ามากล้าเถียงอีก ! สหายชูซวนช่วยเป็นพยานให้ข้าหน่อย ! ”

ชายหนุ่มชุดดำพูดออกมา

ชูซวนที่อยู่ข้างๆซัวชางพยักหน้าตอบพลางพูดว่า

“เป็นเช่นนั้นจริง ”

ผู้คนโดยรอบต่างฮือฮาโดยทันที

หลินเทียนได้กวาดตามองชูซวนก่อนที่จะหันหน้าไปมองชายหนุ่มชุดดำแล้วพูดว่า

“ก็จริงที่ข้าทำร้ายเจ้าแต่ไม่ถามหน่อยรึว่าทำไม ? เจ้ากล้าวิ่งมากัดข้าเหมือนหมาบ้าแล้วจะให้ข้ายืนเฉยๆให้เจ้ากัด ? ”

“เจ้าว่าอะไรนะ ! ”

ชายหนุ่มชุดดำตะโกนออกมาด้วยสีหน้าที่โกรธจัด

“แค่คำพูดง่ายๆก็ไม่เข้าใจ ? ข้าบอกว่าเจ้าเป็นหมาบ้าที่กัดคนอื่นไปทั่วดังนั้นโดนเอาคืนก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว ”

หลินเทียนตอบกลับไป

“หลินเทียน ! นี่เจ้าพูดอะไรกัน ! ทำไมถึงได้พูดกับเพื่อนจากนิกายร้อยหลอมแบบนั้น ! ”

ซัวชางคำรามออกมาอย่างดัง

หลินเทียนได้กวาดตามองด้วยสีหน้าที่ดุร้ายพร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่มชุดดำก่อนที่จะตะโกนไปทางซัวชางว่า

“พูดกับมันยังไง ? จะให้ข้าให้ความเคารพมัน ? ขอโทษนะ มันเป็นพ่อเจ้า ? หรือแม่เจ้า ? หรือว่ามันเป็นจ้าวนิกายเรา ? ผู้อาวุโสเรา ? ”

“หยาบคาย ! ”

ซัวชางคำรามออกมาด้วยความโกรธกว่าเก่า

พูอันแสยะออกมาเล็กน้อยว่า

“ผู้ช่วยผู้ดูแล แม้ว่าคำพูดของหลินเทียนอาจจะรุนแรงไปหน่อยแต่มันก็ไม่ได้ผิดตรงไหน พวกเขาไม่ได้อยู่นิกายเดียวกับเราดังนั้นการจะทำอะไรก็เป็นอิสระของหลินเทียน โปรดจำใส่หัวเอาไว้ด้วยว่าเจ้ามีจุดยืนเป็นผู้ดูแลของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าไม่ใช่ผู้ดูแลของนิกายร้อยหลอม ! ”

“เจ้า ! ”

ซัวชางได้แต่หน้าเขียวไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะเถียงกลับอย่างไร

ผู้อาวุโสเหลาเองก็ยังคงยืนนิ่งโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

ชายหนุ่มชุดดำที่กำลังจ้องมองไปทางหลินเทียนเองก็ได้กัดฟันพูดออกมาว่า

“ก็ใช่ แต่หลังจากที่นายน้อยได้รับพิษไปแล้วเจ้ามีความสามารถที่จะช่วยเหลือได้แต่ไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยและปล่อยให้คนอื่นตกอยู่ในอันตรายโดยยืนดูอยู่เฉยๆ หากว่าเจ้ายอมช่วยตอนนั้นนายน้อยก็คงไม่ตายหรอก ! ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วหลินเทียนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ทันที

“ข้ามีหน้าที่อะไรต้องช่วยมัน ?”

หลินเทียนตอบกลับอย่างดูถูก

สีหน้าของชายหนุ่มชุดดำได้ปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขณะที่กำหมัดแน่น

ซัวชางได้เปิดปากพูดออกมาโดยทันทีว่า

“นิกายทั้งสี่ของเราเป็นเหมือนพี่น้องกัน การที่เจ้าเห็นอีกฝ่ายตกอยู่ในอันตรายและมีความสามารถช่วยเหลือแต่กลับไม่ช่วยจนเป็นเหตุให้เขาต้องตกตายนี่ก็สามารถสรุปได้ว่าเจ้าเป็นคนฆ่า ”

“ผู้ช่วยผู้ดูแล เจ้าไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลยนอกจากปากดีนะ ”

หลินเทียนหัวเราะออกมาอย่างดัง , เพราะมีความสามารถช่วยเหลือได้ถึงต้องช่วย ? ไม่ช่วยและปล่อยให้อีกฝ่ายตายคือความผิดของเขา ? , เขาได้แต่ตะโกนกลับไปว่า

“ดูอายุของตัวเองบ้าง ? สุนัขเลี้ยงเจ้ามาหรือไง ? ”

ศิษย์รอบข้างต่างสูดหายใจเข้าลึกโดยทันทีเพราะหลินเทียนนี่มันมีความกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ! ต่อหน้าท่านจ้าวนิกายและผู้อาวุโสกลับกล้าพูดหยาบคายขนาดนี้เพื่อสร้างความอับอายให้กับซัวชาง ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาก็พอเข้าใจได้ว่ามันเป็นเพราะอีกฝ่ายต้องการขัดขวางหลินเทียนทุกทาง

“ไอ้ปีศาจ ! ”

ซัวชางตะโกนออกมาด้วยความโกรธพลางมองไปทางจ้าวนิกายแล้วพูดว่า

“ท่านจ้าวนิกาย ท่านดูสิว่าข้าที่เป็นถึงผู้ดูแลของนิกายแต่ศิษย์กลับไม่ให้ความเคารพข้าแม้แต่น้อย เราไม่สามารถเก็บมันเอาไว้ได้แล้ว ! ”

สีหน้าของจ้าวนิกายในตอนนี้ยังคงราบเรียบขณะที่หันมองไปทางหลินเทียน

“หากว่าอยากจะให้คนอื่นเคารพก็หัดทำตัวให้มันน่าเคาระหน่อย ! ”

หลินเทียนตอกกลับไป

“พูดได้ดี ! ”

พูอันแสยะยิ้มออกมา

แรงกดดันของหลินเทียนและพูอันนั้นทำให้สีหน้าของซัวชางได้แต่ตกต่ำลง

ไป่หยุนเฟย์ก้าวเดินออกไปโค้งตัวให้กับจ้าวนิกายพลางพูดออกมาว่า

“ท่านจ้าวนิกาย ถึงอย่างไรการตายของหลายชายท่านผู้อาวุโสก็มีความเกี่ยวข้องกับชายคนนี้ เพื่อเป็นการเคารพความสัมพันธ์อันดีงามของทั้งสองนิกายข้าขอให้ท่านช่วยส่งตัวมันมา ”

ไป่หยุนเฟย์นั้นฉลาดมากๆและเขาไม่ได้สนใจเลยว่าหลินเทียนจะเกี่ยวข้องกับการตายของมู่เฮ่ากวงหรือไม่แต่เขามีหน้าที่แค่ต้องนำหลินเทียนกลับไปที่นิกาย , ตัวเขารู้ดีว่าจ้าวนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าต้องไม่ขัดแย้งกับทางนิกายร้อยหลอมเพียงเพราะศิษย์ตำหนักนอกเพียงคนเดียวเพราะถึงอย่างไรก็ตามอาจารย์ของเขาอย่างมู่ฮงนั้นไม่ได้อ่อนแอไปกว่าจ้าวนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย

สีหน้าของหลินเทียนได้เปลี่ยนไปเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายมีเป้าหมายอย่างไร

แน่นอนว่าซัวชางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็ได้แต่แสยะออกมาอย่างเย็นชาด้วยความคิดแบบเดียวกับไป่หยุนเฟย์

ณ ตอนนี้สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่จ้าวนิกาย

จ้าวนิกายหันหน้ามองไปยังหลินเทียนก่อนที่จะหันกลับไปหาไป่หยุนเฟย์แล้วพูดว่า

“โลกของผู้บ่มเพาะนั้นตัดสินกันด้วยความแข็งแกร่ง เจ้าไปสู้กับเขาแล้วกัน หากว่าเอาชนะได้ก็เอาเขาไปแต่หากว่าแพ้ก็นำคนจากนิกายร้อยหลอมของเจ้ากลับไปแล้วจบเรื่องนี้ซะ ”

“ไม่นะท่านจ้าวนิกาย ! ”

พูอันได้แต่มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเพราะว่าอีกฝ่ายนั้นเติบโตมากับการเสี้ยมสอนของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาแถมระดับพลังยังอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 4ที่แข็งแกร่งกว่าหลินเทียนมาก หากว่าสู้กันจริงๆหลินเทียนต้องไม่มีทางเอาชนะได้เกือบ 100%

“พูอัน ท่านจ้าวนิกายตัดสินแล้วเจ้านี่พูดมากจริงๆ !”

ซัวชางพูดออกมาอย่างเย็นชา

ณ ตอนนี้ซัวชางรู้สึกพึงพอใจอย่างมากเพราะหลินเทียนนั้นไม่มีทางเอาชนะไป่หยุนเฟย์ได้อย่างแน่นอน

ดวงตาของชายหนุ่มชุดขาวได้เปล่งประกายออกมาก่อนที่จะแสดงความเคารพแล้วพูดว่า

“เอาตามที่ท่านว่าแล้วกัน ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้กวาดตามองไปทางหลินเทียนโดยทันที , จ้าวนิกายตัดสินให้เขาสู้กับหลินเทียนและหากว่าชนะก็สามารถเอาตัวอีกฝ่ายไปได้ซึ่งในความคิดของเขานั้นมันเป็นเพราะว่าทางจ้าวนิกายไม่อยากส่งตัวอีกฝ่ายให้เฉยๆเพราะการส่งตัวศิษย์นิกายตัวเองให้คนอื่นจัดการนั้นจะทำให้คิดว่าจ้าวนิกายไม่สนใจศิษย์นิกายด้วยซ้ำดังนั้นหากว่าตัดสินกันด้วยการต่อสู้แล้วชนะก็จะต่างออกไป ถึงอย่างไรเขาก็แข็งแกร่งกว่าหลินเทียนดังนั้นถึงต้องชนะได้อยู่แล้วและนี่ก็สรุปได้ว่าทางนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าได้ช่วยเหลือพวกเขา

หลังจากที่ตระหนักได้แล้วเขาก็ตัดสินได้ว่าเขาสามารถเอาตัวหลินเทียนกลับไปด้วยได้แน่นอน

“อีก 1 ชั่วโมงให้ไปที่ลานประลอง ”

ผู้อาวุโสเหลาพูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาและจ้าวนิกายก็ได้เหาะออกไปทางลานประลองก่อน

ชูซวนได้เดินเข้าไปทางไป่หยุนเฟย์พลางพูดว่า

“สหายไป่ ข้านำทางเจ้าไปเอง ”

“ขอขอบคุณสหายชูมากๆ ”

ไป่หยุนเฟย์ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

เขาได้กวาดตามองไปทางหลินเทียนเล็กน้อยก่อนที่จะมุ่งหน้าไปทางลานประลองพร้อมๆกับคนอื่นๆ

หลินเทียนยังคงมองไปยังจ้าวนิกายและผู้อาวุโสด้วยดวงตาที่มีประกายหม่นหมอง

“หลินเทียน เห้อ ”

ซูเฟิงถอนหายใจออกมา

“ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ”

“ไม่ให้กังวลได้อย่างไรกัน ! นั่นน่ะเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสมู่ฮงเลยนะ ตัวเขาชำนาญทักษะลับของนิกายที่ว่ากันว่าเขาสามารถควบคุมอาวุธได้ถึง 9 ชิ้นและได้ชื่อว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานในเขตแดนระดับเดียวกัน! ”

หลินเทียนได้ผงะไปพร้อมกับพูดว่า

“ควบคุมอาวุธ 9 ชิ้น ? ”

ดูเหมือนจะเป็นทักษะคล้ายๆทักษะควบคุมอาวุธของเขา  ?

ซูเฟิงที่คิดว่าหลินเทียนกลัวอยู่เองก็ได้อธิบายออกมาว่า

“ที่นิกายร้อยหลอมมีชื่อแบบนั้นก็เพราะว่าพวกเขามักจะหลอมอาวุธเป็นส่วนใหญ่แถมทักษะลับของนิกายเองก็ยังสามารถใช้ควบคุมอาวุธได้หลายชิ้นเพื่อใช้ในการโจมตี คนที่มีคุณสมบัติฝึกฝนทักษะนี้มีอยู่น้อยมากๆ”