0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตราจิตสัมผัสคือการที่เราประทับจิตสัมผัสลงไปในอาวุธเพราะว่าของแต่ละคนมันมีความแตกต่างกันดังนั้นการลงตรานี้ก็คล้ายๆกับการลงชื่อเป็นเจ้าของเหมือนสร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้และอาวุธ

“ตราจิตสัมผัส นี่คือวิธีการลงตรา ? ”

หลินเทียนได้เลื่อนมองลงมาก่อนที่จะผงะไปเกี่ยวกับเรื่องตรานี้เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่ก็มักจะลงตราไปในอาวุธของตัวเองซึ่งจะมีผลให้มีเพียงผู้ใช้เท่านั้นที่สามารถใช้งานมันได้ หากว่าเป็นคนอื่นที่แตะต้องมันก็อาจจะถึงตายได้

หลังจากที่อ่านถึงตรงนี้แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ดูเหมือนว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งอยู่มากมายเลยจริงๆ

“เห้อ ”

เขาได้ตั้งสติก่อนที่จะเริ่มตั้งใจฝึกฝนการลงตราประทับของตัวเอง

ขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้ทำได้ง่ายๆเพราะมันจำเป็นต้องใช้เวลาและพลังมหาศาลแต่หลังจากที่ลงตราไปแล้วต้องการจะเสริมพลังของมันให้แข็งแกร่งขึ้นนั้นจะเป็นอะไรที่ยากกว่าเดิมมาก

“บึ้ส ! ”

หน้าผากของหลินเทียนที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ส่องสว่างออกมา

ขั้นตอนการหลอมจิตสัมผัสนั้นค่อนข้างยุ่งยากเพราะว่ามันจำเป็นจ้องขัดเกลาไปเรื่อยๆเหมือนกันกรองน้ำออกแล้วเหลือไว้เพียงน้ำสะอาดและขั้นตอนเหล่านี้ก็ทำซ้ำๆกันหลายต่อหลายครั้ง หลินเทียนได้ฝึกฝนตามตำราอยู่กว่า 10 ชั่วโมงก่อนที่จะเก็บจิตสัมผัสของตัวเอง

“ขั้นต่อไปคือการลงตราประทับบนอาวุธ ”

เขาได้พูดอยู่กับตัวเอง

เขาหยิบเอากระบี่อาวุธสมบัติออกมาก่อนที่หน้าผากจะส่องสว่างแล้วเห็นเพียงแค่ว่าประกายที่ส่งออกมากำลังไหลเข้าไปในกระบี่อย่างช้าๆซึ่งขั้นตอนเหล่านี้มันกินพลังงานของเขาไปอย่างมากเพราะมันไม่ใช่เพียงการลงตราเท่านั้นแต่ยังต้องทิ้งจิตสัมผัสเอาไว้ให้ตรายังคงอยู่บนอาวุธต่อไป

“บึ้ส ! ”

จิตสัมผัสและอาวุธกำลังปะทะกันก่อนที่จะส่องแสงสว่างจ้าออกมา

หลังจากที่ผ่านไปได้อีกไม่กี่ลมหายใจก็พบว่าจิตสัมผัสที่เขาส่งออกไปได้แตกสลายและไม่สามารถลงตราประทับไปยังกระบี่ของเขาได้และนี่มันทำให้เขารู้สึกตกต่ำอย่างมากทว่ามันก็แต่ตกต่ำเท่านั้นเพราะว่านี่ถือเป็นครั้งแรกของเขา มันไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“จากบันทึกนี่บอกว่าผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งนั้นสามารถลงตราประทับจิตสัมผัสของตัวเองได้ง่ายเหมือนการทานอาหารหรือดื่มน้ำ มันไม่ใช่เพียงเพราะความแข็งแกร่งของผู้ใช้แต่ยังเป็นเพราะความชำนาญด้วยเช่นกัน ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่คิดถึงจุดนี้แล้วเขาก็เริ่มตั้งใจฝึกฝนต่อไป

ไม่นานก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน

วันนั้นหลินเทียนยังคงใช้เวลาไปกับการหลอมตราขึ้นมาซึ่งหลังจากที่เริ่มคุ้นเคยแล้วก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดายและหลังจากนั้นก็เริ่มกระบวนการลงตราประทับอีกครั้งซ้ำไปซ้ำมาตลอดหนึ่งวันเต็ม

วันนี้หลินเทียนได้หยิบเอากระบี่ออกมาอีกอันก่อนที่จะเริ่มหลอมตราประทับอีกครั้งอย่างช้าๆ , หลังจากที่ใช้เวลาเรียนรู้อยู่กว่าสองวันเต็มนั้นทำให้เขาสามารถประทับตราจิตสัมผัสเล็กๆลงไปในกระบี่เล่มนี้ได้อย่างง่ายดาย

ทันใดนั้นเองที่ร่างกายของเขาถึงกับสั่นสะท้านไปหลังจากที่จับกระบี่ขึ้นมาเพราะเขารู้สึกเสมือนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตัวเองและแม้จะวางมันลงก็ยังรู้สึกเช่นเดิมเพียงแค่มันน้อยลงเท่านั้น

“สำเร็จแล้ว ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุขถึงขีดสุด

เมื่อตั้งสติได้แล้วเขาก็เริ่มการประทับตราจิตสัมผัสลงไปในกระบี่เล่มที่สอง

ไม่นานกระบี่ทั้งหมด 15 เล่มก็ถูกประทับตราทั้งหมดและหลังจากนั้นเขาก็ได้ประทับตราลงในกระบี่วิญญาณหัวใจที่เป็นกระบี่อาวุธสมบัติระดับสูงขั้นต้นของเขาพลางรู้สึกว่ามันแตกต่างออกไปเสมือนว่ามันแข็งแกร่งขึ้นมาก แน่นอนเขารู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นเพราะว่าตัวกระบี่นี้แข็งแกร่งขึ้นแต่มันเป็นเพราะการประทับตรานี้ทำให้เขาสามารถควบคุมมันได้ดีขึ้นเท่านั้น เมื่อคิดได้ถึงจุดนี้แล้วก็อดไม่ได้เลยที่จะทำให้เขารู้สึกตกตะลึงอย่างมาก

“เอาล่ะ เริ่มการฝึกทักษะควบคุมอาวุธจริงๆเสียที ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาลุกขึ้นด้วยสายตาที่เป็นประกาย , ทักษะนี้ไม่ได้แตกต่างไปกับการเหวี่ยงกระบี่ธรรมดาๆเลยแม้แต่น้อย การฟาดฟันกระบี่นั้นอาศัยมือของตัวเองแต่การใช้ทักษะควบคุมอาวุธก็แค่อาศัยพลังจิตสัมผัสเท่านั้นดังนั้นการฝึกฝนทักษะนี้จึงจำเป็นต้องมีจิตสัมผัสที่กล้าแกร่ง ยิ่งแกร่งเท่าไหร่ก็จะยิ่งสามารถควบคุมอาวุธได้มากขึ้นและจากคำกล่าวอ้างคือผู้ที่ฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุดนั้นสามารถควบคุมอาวุธเทวะได้เป็นล้านๆเล่มพร้อมๆกัน

เขาที่คิดได้ถึงจุดนี้ก็อดคิดไม่ได้เลยว่ามันเป็นทักษะที่ร้ายกาจมากๆ !

เมื่อรวบรวมสติได้แล้วหลินเทียนก็ได้เริ่มการหมุนวนจิตสัมผัสของตัวเองก่อนที่กระบี่ตรงหน้ามากมายจะสั่นไหวเหมือนส่งเสียงร้องออกมาแต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผ่านไปได้สิบกว่าลมหายใจมันก็ยังไม่มีกระบี่เล่มไหนลอยตัวขึ้นมาและมันทำให้เขาได้แต่รู้สึกแปลกๆเพราะการควบคุมกระบี่ทีเดียว 15 เล่มตั้งแต่แรกนี้มันเป็นการกระทำที่บ้าบอมากๆ

เขาได้ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะส่งความคิดไปยังกระบี่เล่มเดียวเท่านั้นในตอนนี้ ทันใดนั้นเองที่มันได้ส่งเสียงร้องออกมาก่อนที่จะคอยๆลอยตัวขึ้นอย่างช้าๆซึ่งนี่มันถือเป็นภาพที่น่าตกตะลึงอย่างมาก

“ดีมาก ! ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มการฝึกฝนตามตำราเพื่อสั่งการให้มันฟาดฟันอยู่ท่ามกลางอากาศ , เป็นเพราะว่าที่นี่ไม่มีสัตว์อสูรดังนั้นเขาถึงได้สั่งการให้มันพุ่งไปโจมตีต้นไม้แทนซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เขาก็พบว่ามันเผาผลาญพลังฉีและจิตสัมผัสของเขาเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นเมื่อเขาสามารถควบคุมกระบี่เล่มแรกได้อย่างสมบูรณ์แล้วเขาก็เริ่มส่งความคิดไปยังกระบี่เล่มที่สองเพื่อให้มันลอยตัวขึ้นมากลางอากาศแล้วฟาดฟันออกไป ,วินาทีนี้เองที่สถานที่แห่งนี้ต่างถูกปกคลุมไปด้วยคลื่นกระบี่มากมายที่พุ่งไปรอบทิศทางจนทำลายล้างพื้นที่โดยรอบไปหมด

“เอาล่ะ สามารถควบคุมกระบี่เล่มที่สามได้แล้ว ”

“เล่มที่สี่ !”

“เล่มที่ห้า !”

“เล่มที่หก ! ”

“เล่มที่เจ็ด ! ”

ในช่วงเวลาเหล่านี้หลินเทียนยังคงฝึกฝนทักษะควบคุมอาวุธของตัวเองอยู่ภายในหุบเหวผนึกอสูรโดยไม่มีความคิดที่จะกลับไปยังที่พักเลยแม้แต่น้อย

แต่หลังจากที่ผ่านการฝึกมาได้หลายวันก็ทำให้เขาเชี่ยวชาญขึ้นมาก

………….

พริบตาเดียวเขาก็ได้ใช้เวลาหลังจากที่กลับมาจากสุสานโบราญไปกว่า 16 วันแล้ว

ในวันนี้มีกลุ่มชายหนุ่มเดินทางมาที่นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าของเขา หนึ่งในชายหนุ่มเหล่านี้คือชายหนุ่มชุดดำ ชุดขาว ซึ่งชายหนุ่มชุดดำนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ระดับที่ 1 ที่เขาเคยได้พบในสุสานโบราญมาก่อนส่วนชายหนุ่มชุดขาวนั้นแข็งแกร่งกว่ามากเพราะเขาอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับที่ 4

กลุ่มคนเหล่านี้มาจากนิกายร้อยหลอม

การมาถึงของคนเหล่านี้มาพร้อมกับไอเย็นในอากาศและส่งผลให้ผู้ดูแลหลายคนออกมาโดยทันที

“ส่งตัวหลินเทียน ? หมายความว่าไง ? ”

พูอันขมวดคิ้วของเขา

ชายหนุ่มชุดขาวได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เย็นยะเยือกว่า

“ข้าน้อยไป่หยุนเฟย์มาที่นี่ในนามของท่านผู้อาวุโสมู่ฮง , เมื่อสิบกว่าวันก่อนหลินเทียนได้สังหารหลานชายของท่าผู้อาวุโสซึ่งกำลังอยู่ในการเก็บตัวบ่มเพาะดังนั้นข้าถึงได้มาที่นี่เพื่อทวงความเป็นธรรมและหวังว่าพวกท่านจะส่งตัวเขามาแต่โดยดีเพราะข้าต้องนำตัวเขากลับไปรอผู้อาวุโสจัดการด้วยตัวเองหลังจากที่เสร็จสิ้นการเก็บตัวบ่มเพาะ ”

“ผู้อาวุโสมู่ฮง ? ”

พูอันได้ผงะไปพร้อมกับถามออกมาด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากันว่า

“พูดจริงงั้นรึ ? ”

“ชูซวนจากนิกายของท่านสามารถยืนยันให้เราได้ ”

ไป่หยุนเฟย์ได้พูดออกมา

พูอันออกคำสั่งออกไปว่า

“ไปเรียกตัวชูซวนมา !”

ไม่นานชูซวนก็รีบมาถึง

“ชูซวน ที่ไป่หยุนเฟย์พูดน่ะเป็นความจริงรึ ? ”

พูอันได้ถามออกไป

ชูซวนพยักหน้าตอบว่า

“ขอรับ ”

พูอันได้ขมวดคิ้วไปพร้อมกับลางสังหรณ์ร้ายโดยทันที หลินเทียนฆ่าหลานใครไม่ฆ่าแต่ทำไมถึงไปฆ่าหลานชายของผู้อาวุโสมู่ฮงที่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภา! ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นแต่ผู้ดูแลคนอื่นๆก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปตามๆกันเพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าศิษย์ใหม่ผู้โหดเหี้ยมกลับทำเรื่องแบบนี้

ซัวชางได้พูดออกมาอย่างเย็นชาเลยว่า

“ไอ้ตัวชั่วนี่มันกล้าทำเรื่องกบฏแบบนี้ได้ไง ! ไปเอาตัวมันมาแล้วส่งตัวให้พวกเขาไป หลังจากนี้จะถูกฆ่าหรือทรมานก็ไม่เกี่ยวกับเราเพราะมันไม่มีความสัมพันธ์กับนิกายเราอีกต่อไปแล้ว ! ”

“ผู้ช่วยผู้ดูแล ข้าเกรงว่าเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินเรื่องนี้ ”

พูอันพูดออกมาด้วยสีหน้าราบเรียบ

ซัวชางแสยะออกมาพลางพูดว่า

“พูอัน เจ้าก็ยังดื้อดึงอยู่เรื่อยๆ ! ไอ้เวรนี่มันสังหารศิษย์ร่วมนิกายยังไม่พอแต่นี่ยังวังหารหลานชายแท้ๆของผู้อาวุโสอีก หากว่ายังปล่อยไว้แล้ววันหน้ามันไม่ก้าวเดินไปยังวิถีมารแทนรึไง ! เจ้าอยากจะให้นิกายของเราตกต่ำไปตามมันด้วยรึไง ! ”

“ถึงอย่างไรเรื่องนี้เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสิน ข้าต้องรายงานท่านจ้าวนิกาย ”

พูอันพูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้สั่งการให้ผู้ดูแลอีกคนเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้จ้าวนิกายเพราะถึงอย่างไรมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภา มันเป็นเรื่องที่ใหญ่พอจะต้องแจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของนิกายจัดการ

“ถึงอย่างไรต่อให้ท่านจ้าวนิกายมาก็คงไม่มีทางปกป้องไอ้ชั่วนั่นหรอก ”

ซัวชางได้พูดออกมาอย่างเย็นชา

พูอันได้แต่กวาดตามองเขาอย่างเย็นชาโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

ไป่หยุนเฟย์ที่อยู่ห่างออกไปเองก็ยังคงแสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมาเช่นกัน

หลังจากนั้นไม่นานสถานที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย

เมื่อผ่านไปได้ไม่กี่ลมหายใจแล้วร่างสองร่างก็ได้เหาะลงมาจากฟากฟ้า

เมื่อเห็นร่างเหล่านี้แล้วสีหน้าของผู้คนทั้งหมดในนิกายถึงกับผงะไป

“ท่านจ้าวนิกาย ท่านผู้อาวุโสเหลา ! ”

ทุกคนโค้งคำนับอย่างสุภาพไม่เว้นแม้แต่พูอันหรือซัวชางก็ตามที

“ไป่หยุนเฟย์ทำความเคารพท่านจ้าวนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้า ทำความเคารพท่านผู้อาวุโสเหลา ”

ไป่หยุนเฟย์ได้ก้าวออกมา สำหรับเขาแล้วไม่จำเป็นจ้องให้ความสนใจกับพูอันหรือผู้ดูแลคนอื่นๆนักแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจ้าวนิกายและผู้อาวุโสแล้วต้องสุภาพเป็นอย่างมาก, เขา ชายหนุ่มชุดดำที่อยู่ด้านหลังหรือแม้แต่ศิษย์คนอื่นๆไม่ลังเลเลยที่จะรีบทำความเคารพ

จ้าวนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้านั้นดูมีอายุประมาณชายวัยกลางคนที่ดูหล่อเหลาเป็นอย่างมาก , เขาได้พยักหน้าให้กับไป่หยุนเฟย์

“มีอะไร ? ”

จ้าวนิกายได้พูดออกมา

ซัวชางได้พูดอย่างรวดเร็วว่า

“ขอรายงานท่านจ้าวนิกาย , เรื่องนี้มีหลักฐานแล้วว่าไอ้หนูหลินเทียนมันมีความผิดไม่เพียงแต่จะทำเรื่องชั่วช้ามากมายในนิกายแต่ยังกล้าอวดดีสังหารหลานชายของผู้อาวุโสนิกายร้อยหลอมอย่างผู้อาวุโสมู่ฮงและชูซวนจากนิกายเราเองก็สามารถยืนยันได้ ข้าเชื่อว่าสมควรแล้วที่จะต้องลงโทษหลินเทียน ! ”

“ขอรายงานท่านจ้าวนิกาย เรื่องนี้เรายังไม่ได้ถามความเห็นจากหลินเทียนแม้แต่น้อยดังนั้นข้าคิดว่าหลักฐานนี้ไม่สามารถเชื่อถือได้ฝ่ายเดียว ”

“ยังต้องถามอีกงั้นรึ ? พูอัน เจ้ายังกล้าปกป้องไอ้ชั่วนั่นอีกรึ ! ”

ซัวชางได้แสยะออกมา

จ้าวนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่ราบเรียบว่า

“ไม่ต้องกัดกัน ไปเรียกหลินเทียนมาสอบสวน ”