0 Views

สำหรับบางคนแล้วเมื่อสร้างบาดแผลให้คนอื่นได้นั้นก็จะคิดว่าตัวเองได้รับความสำเร็จทว่าหากเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำแล้วกลับคิดว่ามันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม

ตัวของหลินเทียนนั้นจะไม่มีทางยกโทษให้กับคนประเภทนี้อย่างแน่นอน

“เจ้า…..อย่าได้ทำอะไรไร้เหตุผลสิ ! หากว่ากล้าลงมือกับเราแล้วนายน้อยท่านต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ ! ”

ชายหนุ่มชุดคลุมสีฟ้าได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างดูถูกว่า

“พูดเหมือนกับว่าหากข้าไม่ทำอะไรเจ้าแล้วเขาจะปล่อยข้าไปงั้นแหละ ”

เขาได้ยกขาขวาขึ้นก่อนที่จะกระทืบลงไปยังมือของชายหนุ่มชุดคลุมฟ้า

“อ๊ากก ! ”

ชายหนุ่มคนนั้นได้โอดครวญออกมาอย่างน่าสังเวชโดยที่ความเจ็บปวดได้แล่นไปทั่วใบหน้าของเขา

ตอนนี้หลินเทียนเองก็ยังคงยกเท้ากระทืบไปยังมืออีกข้างของชายหนุ่มคนนั้นอย่างไร้ความรู้สึก

“อ๊าก ! ”

เสียงโห่ร้องที่น่าสังเวชยังคงถูกส่งออกมาเรื่อยๆ ตอนนี้ชายหนุ่มคนนี้ได้ถูกทำให้พิการไปเหมือนกับชายหนุ่มเสื้อผ้าขาดคนก่อนหน้านี้แล้ว

“ระยำ ระยำ ! นายน้อยโจวจะต้องทางหนี้นี้ให้เราแน่ ! เขาจะต้องฆ่าเจ้าแน่ ! ”

ชายหนุ่มชุดคลุมฟ้าได้คำรามออกมาสุดเสียง

แขนและขาของเขาได้พิการไปแล้วและไม่รู้ว่าต้องใช้ยารักษามากมายขนาดไหนถึงจะหายเป็นปกติได้

“อ่อใช่ ลืมบอกไปว่าข้าต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยเพราะว่าข้าเริ่มหวั่นๆกับคำพูดของเจ้าแล้วสิ ”

หลินเทียนได้กวาดตามองเขาก่อนที่จะยกขาขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งเหยียบซ้ำลงไปที่ขาของชายหนุ่มคนนั้นพลางพูดว่า

“ดังนั้นนี่เป็นรางวัลของเจ้า ”

ระหว่างที่เสียงแตกหักได้ถูกส่งออกมานั้นขาอีกข้างของชายหนุ่มก็ได้ถูกกระทืบลงไป

“อ๊ากก ! ”

ชายหนุ่มคนนั้นยังคงโห่ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะหมดสติไปในที่สุด

หลินเทียนได้เหลือบตามองพวกเขาเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป

จริงๆแล้วตัวเขาเองก็ไม่อยากจะจบเพียงเท่านี้แต่กฎของสำนักห้ามให้ศิษย์สังหารกันเอง เจ้าสองคนนี้มันมาดักรอเขาก็เพื่อทำให้แขนขาเขาพิการดังนั้นเขาถึงได้สนองคืนให้ซึ่งต่อให้ทางสำนักสืบสวนเขาก็ยังมีเหตุผลจะอธิบายทว่าหากเขาฆ่าพวกมันไปนั้นก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะหนีบทลงโทษของสำนัก

หลังจากที่หลินเทียนได้กลับถึงที่พักนั้นก็เป็นเวลาที่มืดมิดแล้วซึ่งซูชูวก็ยังคงอยู่เล่นเป็นเพื่อนกับหลินซี่

“ท่านพี่ ! ”

หลังจากที่เห็นการกลับมาของหลินเทียนแล้วหลินซี่ก็รีบวิ่งไปต้อนรับอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาก่อนที่จะลูบศีรษะของเด็กน้อย

“ขอบคุณนะ ”

เขาได้มองไปทางซูชูวก่อนที่จะพูดออกมา

ดึกดื่นขนาดนี้แล้วแต่นางยังอยู่เล่นเป็นเพื่อนกับหลินซี่ดังนั้นนี่จึงทำให้เขารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก

“ขอบคุณอะไร ไม่เป็นไรหรอก ”

ซูชูวได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“อ่อใช่ แล้วฝึกทักษะเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเพลงกระบี่วายุสะท้านน่ะ ? ฝึกไปได้ถึงไหนแล้ว ? ”

หลินเทียนได้ตบศีรษะตัวเองก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ก็ดีใช้ได้ ”

ริมฝีปากของซูชูวได้ยกตัวขึ้นก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ก็ดีใช้ได้อะไร ? ข้าถามว่าถึงระดับไหนแล้ว ตอบมา ข้าไม่เอาไปล้อเจ้าหรอก ”

หลังจากนั้นเธอได้พูดต่อว่า

“แต่ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าแล้วก็น่าจะเร็วกว่าคนอื่นๆ อย่างน้อยๆก็น่าจะได้สัก 1 ใน 5 ของขั้นแรก ? ”

หลังจากที่เห็นท่าทางตบศีรษะของหลินเทียนนั้นเธอก็คิดว่าการฝึกฝนของเขาคงไม่ราบเรียบถึงได้พูดออกมา

“อึก…”

“อึกอะไร ! พูดสิ ! พูด ! ”

ซูชูวได้พูดออกมา

หลินเทียนได้แต่โง่งมไปเพราะว่าสายตาของนางคนนี้นั้นเหมือนกับเสือตัวน้อยๆเลยก็ว่าได้

“ฝ่ามือเงาเพลิงนั้นสำเร็จขั้นแรกไปแล้วส่วนเพลงกระบี่วายุสะท้านเองก็เช่นกัน ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

“สำเร็จขั้นแรกของฝ่ามือเงาเพลิงและกระบี่วายุสะท้านงั้นหรอ อื่มๆ ก็ถือว่าดีมากๆ ”

ซูชูวได้พยักหน้าก่อนที่ท่าทางของเธอจะเปลี่ยนไปพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้าพูดว่าอะไรนะ ? สำเร็จขั้นแรกของเพลงกระบี่วายุสะท้าน ? ”

เธอได้จ้องมองไปยังหลินเทียนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ล้อเล่นแน่ๆ ! ขนาดผู้มีพรสวรรค์หกดาราคนนั้นยังต้องใช้เวลากว่า 20 ในการฝึกขั้นแรก ต่อให้เจ้ามีพรสวรรค์ระดับเก้าดาราแต่ก็ไม่น่าจะได้ขนาดนั้น ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สำเร็จขั้นแรกแล้ว ? ”

ฝ่ามือเงาเพลิงนั้นยังพอว่าแต่เพลงกระบี่วายุสะท้านนั้นโด่งดังได้เพราะความยากที่จะฝึกฝนมัน แม้แต่ตัวอาจารย์ของเธอเองก็ยังคงหมดหนทางสำหรับเพลงกระบี่นี้ทว่าหลินเทียนกลับบอกว่าตัวเองสามารถสำเร็จทักษะขั้นแรกได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

หลังจากที่เห็นใบหน้าที่ดูไม่เชื่อของซูชูงแล้วท่าทางของหลินเทียนก็เปลี่ยนไปก่อนที่จะปลดปล่อยเจตจำนงแห่งกระบี่ออกไป

“นี่…..”

ท่าทางของซูชูวได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง

เจตจำนงที่หลินเทียนส่งออกมานั้นเป็นของทักษะเพลงกระบี่วายุสะท้านขั้นแรกอย่างแน่นอนเพราะอาจารย์ของเธอเคยแสดงให้เธอดูก่อนแล้ว

“ไม่น่าเชื่อว่า…..สำเร็จได้จริงๆ ”

เธอได้พึมพำออกมา

หลินเทียนได้เก็บเจตจำนงแห่งกระบี่ของตนก่อนที่จะยักไหล่แล้วพูดว่า

“จริงแท้แน่นอน ข้าจะโกหกเจ้าให้ได้อะไร ? ”

สายตาของซูชูวได้จดจ่ออยู่ที่ร่างของเขาก่อนที่จะส่งเสียงออกมาจากซอกฟันของเธอว่า

“เจ้าคนผิดปกติ !”

ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโกงก็สามารถสำเร็จได้นี่มันเรียกว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดแล้ว

หลินเทียนได้แต่พูดด้วยท่าทางหมดคำพูดว่า

“ขอร้องว่าอย่าพูดคำนี้อีกเพราะว่าความหมายของมันเองก็มีมากมายยิ่งเวลาที่ถูกใช้โดยเด็กสาวผมเปียแล้วมันทำให้เข้าใจผิดกันได้นะ ”

ซูชูวเองก็ได้ชะงักไปก่อนที่ใบหน้าของเธอจะเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

“ลามก ! ”

เธอได้เตะเท้าของหลินเทียนอย่างจังก่อนที่จะรีบวิ่งหนีออกไปทันที

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาและไม่คิดเลยว่าเด็กสาวนางนี้จะมีด้านเขินอายด้วยเหมือนกัน

หลินเทียนได้ปิดประตูก่อนที่จะพูดกับหลินซี่เล็กน้อยและเล่านิทานให้เธอฟัง เด็กสาวคนนี้ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างน่ารักก่อนที่จะหลับใหลไป

หลังจากที่มองไปยังน้องสาวที่กำลังหลับนั้นหลินเทียนก็ได้ออกไปจากห้องอย่างระมัดระวัง

เขาได้กลับขึ้นไปยังยอดของที่พักก่อนที่จะเริ่มบ่มเพาะพลังอีกครั้ง เคล็ดวิชาบ่มเพาะของเขามันลึกลับเป็นอย่างมากเพราะมันสามารถทำให้เขาดูดกลืนพลังจากดวงดาวได้ดังนั้นทุกๆค่ำคืนเขาก็จะมาบ่มเพาะเคล็ดวิชานี้

“บึ้สสส ! ”

แสงสีเงินได้ตกกระทบก่อนที่จะไหลเข้าร่างของหลินเทียนไป ตอนนี้ตัวเขาได้พยายามหมุนวนเคล็ดวิชาบ่มเพาะของตัวเองแล้วเริ่มใช้พลังจากหมู่ดาวหล่อหลอมกระดูกและกล้ามเนื้อ ขั้นตอนนี้เป็นอะไรที่เจ็บปวดอย่างมากแต่หลังจากที่ผ่านครั้งก่อนมาได้นั้นหลินเทียนก็ได้เตรียมใจมาก่อนแล้วถึงไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวดนี้นัก

ไม่นานเวลาก็ได้ผ่านไปถึงสองชั่วโมง

แสงที่ตกกระทบร่างเขาเริ่มจางลงก่อนที่หลินเทียนจะลืมตาขึ้นแล้วยืนขึ้นอีกครั้ง

“ที่ซูชูวพูดมาเป็นความจริงแหะ หลังจากที่มาถึงเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 5 แล้วมันบ่มเพาะพลังได้ยากจริงๆ ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

เขตแดนหล่อหลอมร่างกายนี้แบ่งออกเป็น 9 ระดับซึ่งระดับที่ 5 นั้นเรียกได้ว่าเป็นประตูเริ่มต้นไปยังระดับที่ 9 เลยทีเดียว ความยากของมันไม่สามารถเอาไปเปรียบกับระดับที่ 1 มาถึง 5 ด้วยซ้ำ นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมหลังจากผู้บ่มเพาะมาถึงระดับนี้แล้วจะต้องอาศัยเคล็ดวิชาบ่มเพาะเพื่อก้าวต่อไป

“หลังจากนี้อีกสามเดือนมีการประลองกับโจวเฮ่าที่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 9 อยู่อีก ด้วยความเร็วในการบ่มเพาะระดับนี้แล้วอย่าว่าแต่ระดับที่ 9 เลย, ระดับที่ 8 ก็ไม่น่าจะทำได้ในสามเดือนนี้ ”

ท่าทางของหลินเทียนได้หม่นหมองลงทันที

พรสวรรค์ระดับเก้าดารานั้นเป็นพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดแต่มันก็ยังต้องการเวลาเพื่อที่จะเติบโตอยู่ดี หากว่าเวลาไม่เพียงพอแล้วจะแข็งแกร่งได้อย่างไรกัน ?

เวลาสามเดือนนั้นอาจจะเหมือนนานแต่เขาก็ต้องพักผ่อนและแบ่งเวลาไปฝึกฝนทักษะอีก นี่ยังไม่นับเรื่องที่ต้องเข้าเรียนและหากว่าเป็นแบบนั้นจริงๆแล้วเวลาเขาก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว

เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้นั้นหลินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะตกลงไปในห้วงความคิดว่าจะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไร

หลินเทียนได้ตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่กว่าหนึ่งชั่วโมงแต่ก็ไม่มีวี่แววอะไรเลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดเขาจึงเลิกล้มความคิดไป

“ทุกๆอย่างจะต้องไม่เป็นอะไร พักผ่อนก่อนดีกว่า ”

เขาได้แต่ส่ายศีรษะ

………

เช้าวันที่สอง หลินเทียนได้ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อที่จะอาบแสงอาทิตย์และสูดอากาศยามเช้า

ช่วงเช้าตรู่เป็นช่วงที่จะมีความคิดที่ดีที่สุด หลินเทียนที่เพิ่งรอดพ้นความตายนั้นตระหนักถึงเรื่องนี้ดี สำหรับคนธรรมดาแล้วอากาศในตอนเช้าจะสดชื้นเป็นอย่างมากและเมื่อสูดอากาศยามเช้าเข้าไปก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพมากๆแต่สำหรับผู้บ่มเพาะแล้วพลังฉีในช่วงเช้านั้นจะเข้มข้นกว่าช่วงอื่น

หลังจากที่สูดอากาศยามเช้าไปกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วหลินเทียนก็รู้สึกได้ถึงร่างกายที่แข็งแกร่งมากขึ้น

“เอาล่ะ ”

เขาได้พูดกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปทางลานฝึกสอนของสำนัก

วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรกของศิษย์ที่ฝากตัวเข้ามาในปีนี้ สำหรับหลินเทียนแล้วเขาคิดว่าการไปครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันเพราะว่าเขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการบ่มเพาะนักและการรับฟังความเห็นของผู้ฝึกสอนก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ

หลังจากที่ไปถึงลานฝึกแล้วก็พบกับศิษย์สำนักมากมายกำลังอยู่ภายในห้องที่จุคนไว้ประมาณสองร้อยคน ในหมู่คนเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงศิษย์หน้าใหม่เท่านั้นแต่รวมถึงศิษย์เก่าด้วยซึ่งหลินเทียนไม่ได้ให้ความสนใจอะไรก่อนที่จะหาที่นั่ง

ลานฝึกของสำนักนั้นมีพื้นที่กว้างเป็นอย่างมากและด้วยความกว้างนี้จึงไม่แปลกที่จะมีผู้เข้าร่วมมากมายจึงเป็นเหตุให้เสียงดังเป็นธรรมดา

หลินเทียนได้หลับตาของเขาลงเพื่อรอการมาถึงของอาจารย์ฝึกสอน ช่วงระยะเวลาสามเดือนนี้อย่างน้อยๆเขาต้องฝึกฝนให้ถึงระดับแปดให้ได้ถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับโจวเฮ่า

หลังจากที่ผ่านไปสิบห้านาทีแล้วบรรยากาศภายในห้องก็เงียบสงบลง

“อาจารย์มาถึงแล้ว ”

เสียงคนๆหนึ่งได้ดังขึ้น

หลินเทียนได้มองตามก่อนที่จะพบกับชายชราที่เดินเข้ามา ตัวเขาสวมชุดคลุมสีเทาและหลินเทียนสัมผัสได้ว่าระดับพลังของเขานั้นยังห่างชั้นกับมู่ชิงและฉีดงอยู่มากแต่ก็ยังอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับต้น

ชายชราได้กระแอมก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“หลังจากนี้อีกหนึ่งปีข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบพวกเจ้า ข้าจะดูแลเฉพาะเรื่องทฤษฎีรวมถึงการปฏิบัติขั้นต้นและอื่นๆนอกจากการบ่มเพาะด้วย”

หลังจากที่คำพูดของชายชราได้จบลงแล้วหนึ่งในศิษย์ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นทันที

“อื่นๆนอกจากการบ่มเพาะ ? มันคืออะไร ? ”

ศิษย์คนหนึ่งได้ถามออกมา

หนึ่งในศิษย์เก่าที่มีความกล้าได้ยืนขึ้นพร้อมกับพูดว่า

“ท่านอาจารย์ครับ ท่านสามารถแสดงสิ่งอื่นๆนอกจากการบ่มเพาะที่ท่านว่าให้เราดูได้หรือไม่ ? ”

แม้ว่าชายหนุ่มที่ดูกำยำคนนี้จะดูกล้าหาญแต่มารยาทของเขาก็ดีเป็นอย่างมาก

หลินเทียนที่อยู่ภายในห้องเองก็เกิดความสงสัยขึ้นเช่นกัน

สำหรับผู้บ่มเพาะ การบ่มเพาะนั้นหมายถึงการฝึกฝน บ่มเพาะพลังและสำเร็จทักษะวิชาแต่อื่นๆนอกจากการบ่มเพาะนี่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักและหลังจากที่ได้ยินชายชราพูดแบบนั้นแล้วจึงทำให้หลายๆคนเกิดความสงสัยขึ้น

หลังจากที่เห็นว่าศิษย์หลายๆคนกำลังให้ความสนใจกับตัวเองนั้นชายชราก็ได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“อื่ม จริงๆแล้วข้าควรจะพูดถึงเรื่องการบ่มเพาะก่อนแต่ในเมื่อพวกเจ้าอยากจะรู้ว่ามันคืออะไรงั้นข้าก็หมดหนทางเหมือนกัน ”

ชายชราได้พูดออกมาก่อนที่จะหยิบหนังสืออกมาอย่างช้าๆแล้วพูดว่า

“ดูนี่ ”

หนังสือที่ชายชราหยิบออกมานั้นดูเก่าและเหลืองเป็นอย่างมาก ภายในถูกบรรจุไปด้วยภาพวาดของสัญลักษณ์แปลกๆมากมาย

“นี่มันอะไรกัน ? ”

หลายคนได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมา

ตัวของหลินเทียนเองก็มองตามสัญลักษณ์ไปเช่นกันก่อนที่ท่าทางของเขาจะเปลี่ยนไป

“นั่นมัน ? !!”