0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การฝึกฝนทักษะควบคุมอาวุธระดับฝึกหัดนี้มีเงื่อนไขอยู่ด้วยกันสองข้อ ข้อแรกคือพลังจิตสัมผัสและข้อที่สองคืออาวุธที่จะใช้ควบคุมซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจิตสัมผัสเพราะมันเป็นตัวใช้ควบคุมดังนั้นผู้ใช้จึงจำเป็นต้องมีพลังที่แกร่งกล้า , หลินเทียนได้ศึกษาตำราอย่างตั้งใจและแม้ว่าเขาจะรู้สึกประหลาดใจกับความทรงพลังของทักษะนี้แต่เขาก็ยังไม่ได้เริ่มการฝึกโดยทันที

“แม้ว่าพลังจิตสัมผัสของเราในตอนนี้จะแกร่งกว่ากว่าคนอื่นๆที่อยู่ในระดับเดียวกันแต่การจะฝึกทักษะนี้ได้อย่างน้อยๆก็ควรจะอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 2 เสียก่อนแล้วค่อยเริ่มฝึกเพราะถึงอย่างไรก็ใช้เวลาอีกเพียงสิบวันก็ตัดผ่านได้แล้ว ”

หลินเทียนพูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากที่คิดได้ถึงตรงนี้แล้วเขาก็ได้เก็บตำรากลับไปก่อนที่จะเริ่มหยิบเอาม้วนอาคมตราเทวะออกมาแปะไว้ที่หน้าผากและเริ่มบ่มเพาะ

แม้ว่าการฝึกภายในหอคอยจักวาลจะเร็วกว่าแต่มันก็เป็นเพราะว่าภายในนั้นคอยส่งแรงกดดันและผู้ใช้จำเป็นต้องป้องกันมันเอาไว้ด้วยพลังของจิตสัมผัสถึงไม่สามารถฝึกที่นั่นได้ตลอดทั้งวันถึงแม้ว่าจะไม่มีการจำกัดเวลาใช้ก็ตามที ตัวเขานั้นสามารถทนอยู่ได้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่พลังจิตสัมผัสของเขาจะเหือดแห้งไป

ดังนั้นแล้วก่อนที่จะฟื้นฟูพลังกลับมาได้เขาก็ได้แต่ต้องฝึกอยู่ด้านนอกแทน

“บึ้ส ! ”

หลังจากที่แปะม้วนอาคมที่หน้าผากแล้วเขาก็ได้ยินเสียงสั่นอยู่ภายในห้วงความคิดก่อนที่จะมีพลังงานบางอย่างเริ่มขัดเกลาทะเลความรู้ของเขาและทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับ

หลินเทียนได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะว่าปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมนี่มันแข็งแกร่งและลึกลับจริงๆ เขาเข้าใจได้ทันทีเลยว่าทำไมคนปกติถึงได้กลัวพวกเขานักหนาเพราะปรมาจารย์ข่ายอาคมนั้นไม่เพียงแค่สามารถใช้มันต่อสู้แต่ยังสามารถวางข่ายอาคมแปลกๆที่ลึกลับได้ นี่มันจะไม่ให้ดูน่ากลัวได้อย่างไรกัน ?

การฝึกผ่านไปหนึ่งคืนอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนก็รีบตื่นมาอาบน้ำแต่เช้าก่อนที่จะรับแสงแดดเพื่อยืดเส้นยืดสายแล้วมุ่งหน้าไปทางหอคอยจักรวาลอีกครั้ง การฝึกช่วงกลางคืนนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อยแต่กลับกันคือเขารู้สึกแข็งแรงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเพราะว่าการบ่มเพาะตลอดคืนนั้นทำให้พลังจิตสัมผัสของเขาแกร่งกล้าขึ้นกว่าเดิมมาก

ไม่นานหลินเทียนก็ได้ไปถึงด้านหน้าหอคอยจักรวาลก่อนที่จะเดินเข้าไปนั่งในมุมๆหนึ่งแล้วหยิบเอาม้วนอาคมออกมาแปะหน้าผากเพื่อเริ่มการบ่มเพาะอย่างตั้งใจ ภายในสถานที่แห่งนี้เงียบสงบเป็นอย่างมากและไม่มีใครให้ความสนใจกับศิษย์คนอื่นๆเลยดังนั้นเขาถึงไม่กังวลเรื่องม้วนอาคมที่หน้าผากของตนแถมต่อให้มีคนเห็นเข้าเขาก็ไม่สนใจเพราะว่าคนธรรมดาไม่มีทางรู้ว่ามันคืออะไรอยู่ดี

แรงกดดันที่มองไม่เห็นได้ตกลงมาใส่เขาแต่หลินเทียนในตอนนี้รู้สึกผ่อนคลายกว่าก่อนมากแถมยังสามารถผลักมันกลับไปได้หลายฟุต เมื่อคิดถึงจุดนี้แล้วเขามั่นใจมากว่าจะสามารถตัดผ่านไปจักรวาลชั้นที่สองได้ในอีก 9 วันหลังจากนี้

เวลาได้ผ่านไปกว่า 12 ชั่วโมงในพริบตา

หลังจากที่ใช้เวลาไปกว่า 12 ชั่วโมงแล้วหลินเทียนที่พลังเกือบจะเหือดแห้งได้ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

การฝึกนี้ค่อนข้างซ้ำซากกว่าเขตแดนหล่อหลอมร่างกายหรือเขตแดนชีพจรเทวะด้วยซ้ำ ตลอดหลายวันนี้หลินเทียนมักจะใช้เวลาบ่มเพาะอยู่ภายในหอคอยจักรวาลวันละประมาณ 12 ชั่วโมงและอีก 10ชั่วโมงเมื่อกลับมาถึงที่พักโดยที่เหลือเวลานอนไว้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นซึ่งในอีก 8 วันเขาก็จะตัดผ่านไปได้อย่างแน่นอน

วันนี้หลินเทียนตื่นแต่เช้าและยังคงมุ่งหน้าไปทางหอคอยจักรวาลเช่นเคย

เขาที่ยืนอยู่ด้านหน้าได้แต่มองออกไปพลางตั้งสติแล้วนั่งขัดสมาธิเพื่อบ่มเพาะ

“บึ้ส ! ”

เสียงสั่นในห้วงความคิดของเขายังคงถูกส่งออกมาไม่หยุดแถมแสงที่เปล่งออกมาจากหน้าผากก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้นกว่าเก่า

เป็นอยู่อย่างนั้นกว่า 6 ชั่วโมง

ณ ตอนนี้หลินเทียนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่หน้าผากเหมือนว่ามีเหล็กร้อนๆแปะอยู่กลางหน้าผากของเขาและมันทำให้เขารู้สึกปวดแสบถึงขีดสุด หลังจากที่ผ่านไปได้ไม่กี่ลมหายใจเขาก็สัมผัสได้ว่าทะเลความรู้ของตัวเองกำลังสั่นไหวและอยู่ดีๆพลังจิตสัมผัสที่ใช้ไปกว่าครึ่งก็ฟื้นฟูกลับมาในพริบตา

“โครม ! ”

พลังงานลึกลับได้เปล่งออกมารอบๆร่างกายของเขาก่อนที่เขาจะสัมผัสได้ถึงความสุขที่พูดไม่ออก

ณ ตอนนี้เขารู้สึกได้ทันทีว่าทะเลความรู้ของตัวเองขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวแถมพลังจิตสัมผัสยังแกร่งกล้าขึ้นอีกสองเท่า

เขาได้แต่จ้องมองไปยังจักรวาลเบื้องบนก่อนที่ดวงตาจะเปล่งประกายออกมา

“เปิดออกซะ ! ”

แสงสว่างจ้าได้ส่องสว่างออกมาจากหน้าผากของเขาและพลังจิตสัมผัสได้พุ่งฉีกม่านพลังป้องกันที่อยู่เบื้องบนออกเหมือนดั่งมีดที่คมกริบก่อนที่จะพุ่งทะลุออกไปไกลแล้วร่างของเขาก็ได้จางหายไปจากจักรวาลชั้นที่ 1 โดยทันที

ผู้คนโดยรอบที่ตระหนักถึงสิ่งนี้ต่างผงะไปทันที

“มีคนตัดผ่านจักรวาลชั้นที่ 1 ไปได้งั้นรึ ? ใครกัน ?! ”

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

จักรวาลชั้นที่ 1 นั้นเป็นสถานที่บ่มเพาะของศิษย์ตำหนักในซึ่งการที่มีศิษย์ตัดผ่านไปได้ก็ถึงกับทำให้พวกเขาประหลาดใจไปตามๆกันเพราะต้องรู้ก่อนนะว่าแม้จะเป็นศิษย์ตำหนักในแต่ก็ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 2 มากนักส่วนระดับ 3 ก็ถือเป็นระดับที่สูงสุดแล้วดังนั้นการที่อยู่ดีๆมีคนตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 2 ได้นั้นจะไม่ให้พวกเขาตื่นตระหนกได้ไงกัน ? เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอยากให้มีคนที่แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นอยู่แล้ว

หลินเทียนในตอนนี้ไม่สามารถได้ยินเสียงสนทนาหรือสีหน้าของศิษย์ที่จักรวาลชั้นที่ 1 เหล่านี้อยู่แล้ว, ณ ตอนนี้ร่างของเขาได้เข้าไปสู่พื้นที่แห่งใหม่ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากจักรวาลชั้นที่ 1 ที่มีห้วงจักรวาลอยู่เหนือศีรษะทว่าสิ่งที่ต่างออกไปก็มีเพียงแค่แรงกดดันที่หนักหน่วงกว่าเก่า

ร่างกายของเขาได้แต่สั่นไปหลังจากที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันรุนแรงที่กำลังกดทับลงมา

“นี่คือแรงกดดันของชั้นที่ 2 สินะ คนละเรื่องกับชั้นแรกเลยจริงๆ ”

หัวใจของเขาสั่นสะท้านไป

เมื่อมองออกไปแล้วที่ชั้นนี้มีศิษย์อยู่เพียงแค่ 3 คนเท่านั้นและตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรก่อนที่จะนั่งขัดสมาธิลงเพื่อเริ่มการบ่มเพาะต่อโดยอาศัยแรงกดดันนี้เพื่อช่วยปรับรากฐานเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 2 ของเขา , แน่นอนว่าการที่เขาก้าวข้ามมายังจักรวาลชั้นที่ 2 ชี้ได้ก็หมายความว่าเขาได้ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 2 อย่างเป็นทางการแล้ว

การตัดผ่านในเวลาสั้นๆแบบนี้เขารู้ดีว่าแม้ตัวเขาจะขยันหมั่นเพียรแต่สิ่งสำคัญหลักๆคือข่ายอาคมตราเทวะเพราะต่อให้เขาตั้งใจบ่มเพาะอย่างไรก็ไม่มีทางตัดผ่านมาได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนแบบนี้

“บึ้ส ! ”

เขาพยายามจดจ่อพร้อมทั้งใช้เวลาอยู่กับมันต่ออีกกว่า 6 ชั่วโมง

มันเป็นเพราะว่าแรงกดดันที่ชั้น 2 นี้มันหนักหน่วงมากเกินไปดังนั้นด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ถึงสามารถทนได้เพียงแค่ 6 ชั่วโมงเท่านั้น , ตอนนี้เองที่เขาได้ลุกขึ้นก่อนที่จะหายตัวไปจากชั้นนี้แล้วเดินออกไปด้านนอกหอคอยโดยทันที

หลังจากที่เดินออกมาแล้วเขาสัมผัสได้เลยว่าโลกนี้มันสว่างขึ้นกว่าเก่าแถมทุกสิ่งโดยรอบยังดูชัดเจนขึ้น , เขาสามารถมองเห็นมดที่อยู่ห่างออกไป 300 ฟุตหรือปีกแมลงที่บินอยู่ 400 ฟุตก็ยังเห็นชัดและแม้กระทั่งได้ยินเสียงกระซิบที่ห่างออกไปไกลมากๆก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน

“พลังจิตสัมผัสของเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 2 นี่มันแข็งแกร่งกว่าเก่าอย่างน้อยก็สองเท่าตัวเลยแหะ ”

เขาพูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากที่นิ่งไปพักหนึ่งดวงตาของเขาได้เปล่งประกายออกมาเพราะว่าตอนนี้เขาสามารถเริ่มการฝึกทักษะควบคุมอาวุธได้แล้ว !

เมื่อคิดได้ถึงจุดนี้แล้วเขาก็อดไม่ได้เลยที่จะรู้สึกคาดหวัง

“อย่างแรกเราต้องไปหาอาวุธมาก่อนเพราะในแหวนมิติมันมีอยู่น้อยเกินไป ”

เขาได้พูดออกมา

หลังจากที่กวาดตามองไปรอบๆเล็กน้อยแล้วเขาได้มุ่งหน้าไปทางตำหนักผู้ดูแลโดยทันที

……….

“แลกอาวุธ ? ”

พูอันทีดูแลอยู่เองก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่สงสัยเพราะเขาจำได้ดีว่าหลินเทียนนั้นมีอาวุธสมบัติระดับสูงขั้นต้นอยู่แล้วเล่มหนึ่ง

หลินเทียนพยักหน้าตอบเพราะว่าเขาสามารถใช้แต้มความสำเร็จเพื่อแลกอาวุธธรรมดาๆจากที่นี่ได้และจะนำไปใช้กับทักษะควบคุมอาวุธของเขา

“อาวุธสมบัติขั้นต้นใช้ 100 แต้ม ขั้นกลางใช้ 700 แต้ม ขั้นปลายใช้ 1500 แต้ม”

พูอันได้หรี่ตาลงพร้อมกับอธิบายออกมา

หลินเทียนได้แต่โง่งมไปพร้อมกับอุทานออกมาว่า

“นี่มันปล้นกันกลางวันแสกๆชัดๆ ! ”

จากการคำนวณการแลกเปลี่ยนแล้วแต้มความสำเร็จ 100 แต้มเท่ากับเงินล้านเหรียญ 700 แต้มก็ 7 ล้านเหรียญ 1500 แต้มก็เท่ากับ 15 ล้านเหรียญ ! ต้องรู้ก่อนนะว่าอาวุธสมบัติระดับสูงขั้นต้นในมือของเขานั้นซื้อมาในราคาเพียงแค่ 15 ล้านเหรียญเท่านั้น

แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะได้รับประโยชน์จากตราประจำตัวที่ตำหนักรวมสมบัติแต่ราคาจริงๆของมันก็เพียงแค่ 18 ล้านเหรียญเท่านั้นทว่าที่นี่กลับขายอาวุธสมบัติขั้นปลายในราคาเกือบเท่ากับอาวุธสมบัติระดับสูงขั้นต้นนี่มันทำให้สีหน้าของเขาดำคล้ำไปทันที

“นิกายเองก็ต้องกินต้องใช้ในแต่ละวัน ”

พูอันอธิบายออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียน

“…….”

แม้ว่าเขาจะรู้สึกหมดคำพูดแต่ถึงอย่างไรก็ต้องฝึกทักษะนี้ดังนั้นจึงได้แต่อดกลั้น ก่อนหน้านี้เขาได้รับทักษะมามากมายจากสุสานแถมมันก็ยังไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเขาดังนั้นถึงได้แลกมันไปสิบเล่มพร้อมๆกับเงินหลายล้านจนได้แต้มความสำเร็จมา 1500 แต้ม

หลังจากนั้นเขาได้ใช้แต้มทั้งหมดเพื่อแลกเป็นอาวุธสมบัติขั้นต้นเป็นกระบี่มา 15 เล่ม

“เจ้าจะแลกเยอะๆไปทำไมกัน ? ”

พูอันได้ถามออกมาด้วยสีหน้าแปลกๆ

“คิดว่าเอาไปเล่น ? ”

หลินเทียนตอบกลับไป

พูอันได้แต่หัวเราะออกมาพร้อมกับตบไหล่หลินเทียนรัวๆแล้วพูดว่า

“อย่าหงุดหงิดสิ ครั้งหน้าข้าจะลดราคาให้ ”

การได้รับทักษะหลายสิบเล่มและเงินหลายล้านนั้นพูอันรู้ดีว่าสิ่งที่หลินเทียนทำมันเกินกว่าแต้มของคนอื่นๆไปมาก

หลินเทียนในตอนนี้ไม่อยากจะสนใจพูอันด้วยซ้ำพร้อมทั้งหันหลังเดินจากไปโดยทันที

หลังจากที่ออกมาจากตำหนักผู้ดูแลแล้วเขาก็ไม่ได้กลับไปยังที่พักแต่ตรงดิ่งเข้าไปในหุบเหวผนึกอสูรแทน , เขาได้ตรงไปยังสถานที่ๆเขาใช้ฝึกทักษะอาวุธเหินฟ้าก่อนหน้านี้เพราะว่าที่นี่มันเงียบสงบมากๆ ไม่มีสัตว์อสูรผลุบๆโผล่ๆหรือแม้แต่ศิษย์นิกายแม้แต่น้อยดังนั้นที่นี่ถึงเป็นที่ๆเหมาะในการฝึกทักษะควบคุมอาวุธมากๆ

“ขั้นแรกคือต้องตีตราจิตสัมผัสของตัวเองลงไปในอาวุธที่คิดจะควบคุมก่อน ”

หลินเทียนพูดกับตัวเอง