0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ศพคลั่งเกล็ดสีเลือดนั้นแข็งแกร่งกว่าตัวก่อนๆมากๆ ผิวนอกของมันแข็งแกร่งเหมือนเหล็กกล้าและแม้ว่ากระบี่ของเขาจะคมมากแต่ก็ยังไม่สามารถสร้างบาดแผลให้มันได้แม้แต่น้อย

“สหายหลิน ! เราช่วยเอง ! ”

ซูชิงได้พูดออกมา

“อย่าเข้ามา ! ”

หลินเทียนตะโกนออกไปอย่างดัง

สาวงามทั้งสามคนนั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะดังนั้นหากว่าเข้ามาช่วยก็จะเป็นได้เพียงแค่ตัวถ่วงของเขาแทน

เขาได้แต่จ้องมองไปทางศพคลั่งเกล็ดสีเลือดพร้อมทั้งกลิ่นอายที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

“โครม ! ”

พลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงได้ปะทุออกมาขณะที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้

กลิ่นอายที่รุนแรงนี้ถึงกับทำให้สีหน้าของสาวงามทั้งสามเปลี่ยนไปโดยทันที

คลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงนั้นถือเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของเขาในตอนนี้ เขาได้แต่จ้องมองไปเบื้องหน้าพร้อมทั้งสำแดงทักษะก้าวย่างแห่งสวรรค์เพื่อพุ่งเข้าไปโจมตีศัตรูซึ่งแต่ละการโจมตีของเขาก็ได้แต่ทำให้ศพคลั่งเกล็ดสีเลือดอยู่ในสภาพที่ตกต่ำลงแม้ว่ามันจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่มีภูมิปัญญาดังนั้นถึงไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างชาญฉลาดได้

“แกร๊ง ! ”

คลื่นกระบี่หลายสิบเล่มได้ต้อนจนอีกฝ่ายติดมุมข้างๆประตูใหญ่

ณ ตอนนี้เองที่หลินเทียนได้ยกมือซ้ายขึ้นมาพร้อมทั้งถ่ายเทพลังฉีมากมายเข้าไป

“หมัดสังหาร ! ”

เขาได้ส่งเสียงออกมาก่อนที่จะเพ่งเล็งไปที่ลำคอของอีกฝ่ายแล้วต่อยออกไป

ลำแสงได้พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะทะลุผ่านลำคอของศพคลั่งเกล็ดสีเลือดจนมีของเหลวสีดำทะลักออกมา

โครม , ร่างกายของมันได้ล้มลงกับพื้นอย่างดัง

“ตายแล้ว ?! ”

ซูชิงและคนอื่นๆได้แต่จ้องมองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง หมัดเมื่อครู่มันอะไรกัน ? แข็งแกร่งเกินไปไหม !

หลินเทียนได้ถอนหายใจออกมาเพราะว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากจริงๆแต่น่าเสียดายที่การรับรู้ต่ำเกินไปไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้และแน่นอนว่าไม่มีทางที่จะสามารถหลบหมัดนี้ได้ หมัดสังหารที่อยู่ในจุดสูงสุดนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังฉีที่เข้มข้นดังนั้นการที่มันสามารถสังหารศัตรูได้ก็เป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้แต่แรกแล้ว

“สหายหลิน เป็นอย่างไรบ้าง ? ”

สาวงามทั้งสามคนรีบวิ่งเข้ามาหาเขา

“ไม่เป็นไร ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

หลังจากที่เก็บกระบี่แล้วหลินเทียนก็ได้เดินเข้าไปยังโลงศพหินพร้อมทั้งเปิดฝาโลงออก

กลิ่นอายทะลักออกมาซึ่งภายในมีกระดูกสีเหลืองถูกใส่เอาไว้เพราะว่าศพนี้มันเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาหมดแล้วแถมยังมีสิ่งของมากมายอย่างเช่นยาทิพย์ พลอย ตำราทักษะ หยกคุณภาพสูงและอื่นๆอีกมากมาย

“สมบัติเยอะมากๆ ”

ฉีเค้อได้พูดออกมา

หลินเทียนได้กวาดตามองไปก่อนที่จะหยุดสายตาลงที่ใต้ศีรษะของโครงกระดูกเพราะว่ามันมีกล่องไม้ถูกวางเอาไว้ หลังจากที่เขาหยิบมันออกมาแล้วก็พบกับตำราความหนา 5 ซ.ม.ที่ด้านนอกมีตัวอักษะเขียนเอาไว้ว่า…….ทักษะควบคุมอาวุธ

ดวงตาของเขาได้เปล่งประกายออกมาพร้อมกับรู้ดีว่าทักษะนี้มันไม่ธรรมดาๆแน่นอน

เขาได้หยิบตำราออกมาเปิดอ่านก่อนที่จะพบว่า

“มันเป็นทักษะสังหารเหมาะสำหรับเขตแดนผู้รอบรู้ขึ้นไปเท่านั้น หากว่าบรรลุทักษะนี้ได้แล้วจะสามารถควบคุมอาวุธนับล้านๆชนิด , ทุกสิ่งในโลก , เศษดินเศษฝุ่น , สสารหรือแม้แต่น้ำจะกลายเป็นอาวุธให้กับผู้ใช้ ”

เมื่ออ่านสิ่งเหล่านี้แล้วหัวใจของเขาถึงกับสั่นสะท้านไปทันที นี่มันเป็นทักษะที่สุดยอดมากๆ !!!

“นั่นอะไรน่ะสหายหลิน ? ”

ฉีเค้อได้ถามออกมา

“เปล่าหรอก ”

หลินเทียนส่ายศีรษะของเขาก่อนที่จะเก็บมันกลับเข้าแหวนมิติไปอย่างรวดเร็ว

ภายในโลงศพนี้มีสมบัติอยู่มากมายและเขารู้ดีว่าต่อให้รวมพวกมันทั้งหมดเข้าด้วยกันก็ยังไม่สามารถเทียบกับทักษะในมือเขาได้ดังนั้นถึงได้เลือกหยิบเอายาทิพย์ไปไม่กี่ขวด ตำราทักษะไม่กี่เล่มก่อนที่จะยกที่เหลือให้กับสาวงามทั้งสามคนเป็นถึงอย่างไรของมีค่าส่วนใหญ่ก็อยู่ในมือเขาหมดแล้ว

“สหายหลิน ทำแบบนี้ได้ไง พวกเราไม่ได้ช่วยอะไรเลยดังนั้นเราไม่สามารถรับของพวกนี้ไว้ได้หรอก ”

ซูชิงได้โบกมือของนางเพื่อปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรหรอก ของพวกนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับข้า ”

หลินเทียนส่ายศีรษะของเขา

ซุชิงและสาวงามคนอื่นๆก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเขา

หลินเทียนยิ้มออกมาพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้าเอาพวกยาทิพย์กับหยกไปแล้วหลังจากที่กลับไปถึงนิกายแล้วก็ฝากไปให้จี่หยูด้วยแล้วกันส่วนที่เหลือเจ้าถือเสียว่าเป็นค่าขอบคุณจากข้านะ  ”

“เอางั้นก็ได้ เราจะเอาไปส่งมอบให้นางอย่างแน่นอน ! ”

ฉีเค้อรับประกันออกมา

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมทั้งเดินออกไปเพื่อเก็บเอาแร่เทพแห่งแสงไป , สิ่งเหล่านี้มีไว้สำหรับการสร้างข่ายอาคมตราเทวะซึ่งมันเพียงพอสำหรับการสร้างได้เป็นพันๆม้วนเลยด้วยซ้ำและนี่มันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าของสุสานนี้ไปเอาแร่เหล่านี้มาจากไหนกันถึงได้นำมาใช้แทนแหล่งแสงแบบนี้

ไม่นานของทั้งหมดก็ถูกเก็บเกี่ยวไปจนหมด

“สหายหลิน ประตูปิดลงแล้วเราจะทำอย่างไรดี ? ดูเหมือนว่าจะสามารถผลักเข้ามาได้จากภายนอกอย่างเดียวเลยนะ ”

ซูชิงถามออกมา

“สับมันสิ ”

หลินเทียนตอบกลับไปก่อนที่จะฟาดฟันกระบี่ออกไปตรงหน้า , พริบตานี้เองที่ประตูยักษ์ได้ถล่มลงมาจนทำให้สาวงามทั้งสามได้แต่แสดงสีหน้าประหลาดใจไปตามๆกัน สามารถตัดผ่านประตูหนาขนาดนี้ได้นี่มันต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน ?

หลินเทียนหันหน้ากลับไปมองทางโลงศพก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป

ระหว่างทางกลับมันเงียบสงบเป็นอย่างมากและหลังจากนั้นประมาณ 30 นาทีพวกเขาก็ได้เดินออกมาจากจุดโลงศพไกลมากแล้ว

ณ ตอนนี้เองที่มีร่างๆหนึ่งกระโดดออกมา เจ้าของร่างนี้ชโลมไปด้วยเลือดและเมื่อสำรวจดูแล้วก็จะพบว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เคยเจอก่อนหน้านี้

“ได้รับพิษจากแมลงในศพคลั่ง ! ”

หลินเทียนพูดออกมา

เขาคว้ากระบี่ขึ้นมาฟาดฟันออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ร่างๆนั้นจะล้มลงกับพื้นไป

สาวงามทั้งสามที่หันมองไปยังร่างๆนั้นก็พบว่ามีเลือดสีดำเข้มส่งกลิ่นเหม็นเน่าไหลทะลักออกมาถึงได้รีบเดินตามหลังหลินเทียนไปอย่างระมัดระวังเพราะถึงอย่างไรมันอาจะมีผู้ติดเชื้อหรือศพคลั่งโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อ

“นี่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ถูกศพคลั่งสังหารไป ? ”

จี่เยวี่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่ซีดเป็นกระดาษ

“มีความเป็นไปได้สูงมากและข้าคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีคนรอดไปได้น้อยมากๆ ”

หลินเทียนตอบกลับไป

เขาได้ให้พวกนางเดินตามหลังเขาและตัวเองเดินนำทางไปด้านหน้า

ระหว่างทางเขาก็ได้เผชิญหน้าทั้งศพคลั่งและผู้ติดเชื้อซึ่งแต่ละตัวเองก็แข็งแกร่งมากแต่ถึงอย่างไรก็ยังเปราะบางในสายตาของเขา เกือบทุกตัวตกตายลงภายใต้การโจมตีเดียวก่อนที่พวกเขาจะรีบกลับออกมาจากสุสานใต้ดิน

วินาทีที่กลับออกมาได้แล้วสาวงามทั้งสามคนก็ได้แต่สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่

“อากาศด้านนอกมันบริสุทธิ์จริงๆ ”

“ด้านในมันอันตรายเกินไปแล้ว ”

“ครั้งนี้โชคดีที่มีสหายหลินคอยช่วยเอาไว้ไม่งั้นเราได้ตกตายลงด้านในแน่ๆ ”

ทั้งสามคนพูดออกมา

พวกนางได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่ซาบซึ้งมากๆ

หลินเทียนส่ายศีรษะของเขาก่อนที่จะจ้องมองไปยังทางเข้าสุสานเล็กน้อยพลางฟาดฟันออกไปทำลายทางเข้าลงทันที ระหว่างทางกลับมานั้นเขากวาดจิตสัมผัสดูก่อนแล้วว่ามันไม่มีสัญญาณชีวิตเหลืออยู่แล้วและเหลือเพียงผู้ติดเชื้อและศพคลั่งเท่านั้นและหากว่าพวกมันหลุดออกไปจากที่นี่ได้ก็จะเป็นหายนะต่อโลกภายนอกได้เพราะถึงอย่างไรการดแพร่เชื้อแบบนี้มันน่ากลัวมากๆ

“ไปกันเถอะ ”

เขาได้พูดออกมาก่อนที่จะเดินมุ่งหน้าไปยังทางออกจากภูเขาอาทิตย์ลับฟ้าแห่งนี้โดยทันที

ไม่นานพวกเขาก็ได้เดินออกไปนอกเขตป่า

มันเป็นเวลาบ่ายแล้วแต่ก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนมากมายซึ่งหลินเทียนเองได้แยกทางกับสาวงามทั้งสามคนตรงจุดนี้พลางมองไปยังแผ่นหลังของพวกนางที่กำลังเดินหายไปและมุ่งหน้ากลับไปทางนิกายของเขา

…………

หลังจากนั้นประมาณ 1 วันเขาก็ได้กลับมาถึงนิกายพร้อมทั้งไปรายงานตัวที่ตำหนักผู้ดูแลแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของเขา

“มีวัตถุดิบอย่างแก่นเลือดของหมีโลหิต สมองวิหกแสงจันทร์ หญ้าชะล้างความคิดและแร่เทพแห่งแสงครบแล้ว ”

เขาคิดอยู่ภายในใจ

หลังจากนั้นก็เริ่มพักผ่อนเอาแรงประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มการศึกษาเพื่อสร้างข่ายอาคมตราเทวะ

การสร้างข่ายอาคมระดับ 4 อย่างตราเทวะนั้นยากกว่าข่ายอาคมลมกระโชกเพราะว่าลวดลายทั้งหมดนั้นมีขนาดเล็กมากๆเพราะมันต้องใช้แปะไปที่หน้าผากของตัวเองดังนั้นมันถึงได้ดูยุ่งยากและเขาได้ใช้เวลาอยู่กว่า 2 วันเต็มเพื่อสร้างข่ายอาคมนี้มากว่าสิบม้วน

ในช่วงเช้าตรู่หลินเทียนรีบออกมารับแสงแดดยามเช้าก่อนที่จะยืดเส้นยืดสายแล้วมุ่งหน้าไปทางหอคอยจักรวาล หลังจากที่ก้าวเข้าไปแล้วเขาก็เดินไปนั่งอยู่ที่มุมๆหนึ่งพร้อมทั้งแปะข่ายอาคมตราเทวะขนาดเท่าฝ่ามือไว้ที่หน้าผากของตนเองแล้วเริ่มการบ่มเพาะโดยทันที

“บึ้ส ! ”

พริบตานี้เองที่เขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังสั่งไหวอยู่ในสมองของเขา

หลังจากที่กวาดจิตสัมผัสเข้าไปแล้วเขาก็พบว่ามันมีข่ายอาคมกำลังสั่นไหวอยู่ภายในทะเลความรู้ของตนเองก่อนที่จะเริ่มรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเหมือนทะเลความรู้กำลังเดือดพล่านด้วยความรู้สึกตื่นเต้น

เขาตระหนักได้ว่าความเร็วในการบ่มเพาะจิตสัมผัสของตนนั้นเร็วขึ้นกว่าเก่าถึงสี่เท่า

“มีผลดีจริงๆด้วย ! ”

เขาคิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่ตั้งสติแล้วเขาก็เริ่มทำจิตใจให้ว่างเปล่าก่อนที่จะตั้งใจบ่มเพาะอย่างจริงจังเพื่อรับแรงกดดันจากจักรวาลชั้นที่ 1 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้จิตสัมผัสของเขาพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแถมหน้าผากเองก็เปล่งแสงสว่างไสวกว่าเดิมออกมา

ประมาณ 10 ชั่วโมงหลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้กลับออกมาด้านนอกก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักและพบว่าการบ่มเพาะ 10 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ทำให้เขาพัฒนาไปได้กว่า 2/5 ของเขตแดนผู้รอบรู้ระดับที่ 1

เมื่อคิดตามกระบวนการเหล่านี้แล้วเขาจะสามารถตัดผ่านไปเขตแดนผู้รอบรู้ระดับที่ 2 ได้ภายใน 10 วันอย่างแน่นอน

นี่มันทำให้เขาประหลาดใจถึงขีดสุด

หลังจากที่นิ่งไปสักพักเขาก็สงบสติก่อนที่จะปิดประตูแล้วหยิบเอาตำราทักษะออกมาจากแหวนมิติ

“ทักษะควบคุมอาวุธ ! ”

เขาได้เปิดอ่านอย่างตั้งใจก่อนที่จะตระหนักได้ถึงความน่ากลัวของมันมากยิ่งขึ้น เขาไม่รู้ระดับที่แน่นอนของทักษะนี้แต่พลังของมันน่าหวาดหวั่นมากๆ ไม่เพียงแค่สามารถควบคุมอาวุธได้มากมายแต่ยังสามารถแย่งชิงอาวุธของศัตรูมาเป็นของตนเองได้ด้วย

“นี่มันเป็นทักษะสังหารของแท้เลยจริงๆ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา