0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ตอนนี้ชูซวนจากนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้า ชายหนุ่มจากนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้และชายหนุ่มชุดดำที่ต่างอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้กำลังขวางทางหลินเทียนเอาไว้เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่กล้าพอ

“คุณรู้ไหมว่านายน้อยมู่นั้นเป็นหลานชายแท้ๆของผู้อาวุโสนิกายร้อยหลอมของเราดังนั้นแค่ยื่นมือเข้าช่วยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ? ”

ชายหนุ่มชุดดำได้เอ่ยปากออกมา

“สหายหลินเองก็เป็นศิษย์นิกายเหมือนกันดังนั้นช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องที่ควรจะทำ ก่อนหน้านี้เจ้าเองก็ช่วยคนของนิกายพิณใต้พิภพไปไม่ใช่หรือไง ? ”

ชูซวนได้พูดออกมา

ชายหนุ่มจากนิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้เองก็ได้พูดต่อว่า

“เลือดหยดเดียวไม่เห็นเสียหายอะไรเลย ? ”

สีหน้าของหลินเทียนก็ยังคงราบเรียบขณะที่ไม่มีท่าทีสนใจเลยแม้แต่น้อย

คนสภาพจิตผิดปกติอย่างมู่เฮ่ากวงนั้นมันเป็นพวกที่โหดเหี้ยมและไร้ความปราณีจึงทำให้เขารู้สึกรังเกียจอย่างมากและเขาพูดได้เต็มปากเลยว่าหลังจากที่เขาช่วยมันแล้วมันต้องแว้งกลับมากัดเขาโดยการสั่งให้ทุกคนสังหารเขาอย่างแน่นอนและอีกอย่างหากว่าเขาช่วยอีกฝ่ายไปก็จะเป็นการนำหายนะไปสู่คนอื่นๆในอนาคต

“ข้าให้เวลาพวกเจ้าสามลมหายใจเพื่อไสหัวไปให้พ้นจากสายตาของข้าไม่งั้นข้าไม่รับประกันว่าพวกเจ้าจะได้มีชีวิตรอดรึไม่ ”

เขาได้พูดออกมา

คำพูดเหล่านี้ทำให้ผู้คนโดยรอบต่างสูดหายใจเข้าลึกไปตามๆกันโดยทันที

ศิษย์ของนิกายพิณใต้พิภพเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน ชายคนนี้จะแข็งแกร่งอะไรขนาดนี้ !

“สหายหลิน อวดดีเกินไปไม่ใช่เรื่องที่ดีนะ ”

ศิษย์นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ได้พูดออกมา

“สาม”

หลินเทียนพูดออกมา

“เจ้า………”

ศิษย์นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ได้แต่มีสีหน้าตกต่ำพลางคิดว่านี่มันบ้าบอเกินไปแล้ว

“สอง”

“นี่คุณคิด………..”

“หนึ่ง , พอได้แล้ว ”

แกร๊ง ! คลื่นกระบี่อันรุนแรงได้ถูกกวาดออกไปโดยรอบทิศทาง

ชายหนุ่มชุดดำและคนอื่นๆต่างมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปพร้อมทั้งตั้งรับด้วยอาวุธของตนเอง

“โครม !”

“โครม !”

“โครม ! ”

คลื่นกระบี่อันรุนแรงได้ส่งให้พวกเขาทั้งสามคนลอยเคว้งออกไปไกลโดยทันที

ผู้คนโดยรอบที่กำลังมองไปยังภาพเหล่านี้เองก็ได้แต่มีดวงตาเบิกกว้างไปตามๆกันเพราะว่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ทั้งสามคนกลับถูกซัดจนกระเด็นออกไปไกลโดยคลื่นกระบี่นี่ต้องเป็นการโจมตีที่รุนแรงขนาดไหนกัน ? หลายๆคนได้แต่สั่นสะท้านไปเพราะก่อนหน้านี้การกระทำที่พวกเขาคิดจะเปิดฉากโจมตีหลินเทียนเพื่อประจบมู่เฮ่ากวงนั้นไม่ถือว่าเป็นการรนหาที่ตาย ?

ณ ตอนนี้มีเสียงคำรามอย่างดังถูกส่งออกมาอีกครั้งหลังจากที่ศพคลั่งได้เริ่มเคลื่อนไหว

“ระยำ ! ”

พวกเขาได้แต่ส่งเสียงออกมา

พริบตานี้ก็มีหลายคนได้รับการโจมตีจากกรงเล็บอันแหลมคมของศพคลั่งเพราะว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังให้ความสนใจอยู่กับหลินเทียน

โครม ! คลื่นกระบี่มากมายได้พุ่งออกมาและตอนนี้เองที่หลายๆคนเริ่มร่นถอยออกไปจากห้องนี้เพราะความหวาดกลัวต่อศพคลั่งที่อยู่ด้านใน

“อ๊าก ! ”

เสียงโอดครวญอย่างดังถูกส่งออกมาไม่หยุด

มู่เฮ่ากวงได้แต่มีสีหน้าบิดเบี้ยวก่อนที่จะเริ่มกลายสภาพเป็นเหมือนกับชายหนุ่มชุดเหลืองคนก่อนหน้านี้

“นายน้อยมู่ ! ”

ชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆมู่เฮ่ากวงเองก็ได้แต่มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก

ตอนนี้ภายในดวงตาของมู่เฮ่ากวงนั้นปรากฏเส้นเลือดสีแดงก่ำน้ำลายย้อยพร้อมทั้งหันหน้ากลับไปกัดคอชายหนุ่มคนที่อยู่ข้างๆ , ชายหนุ่มคนนี้ได้แต่โห่ร้องออกมาก่อนที่จะใช้มือกุมลำคอของตัวเองที่เลือดไหลพรากเอาไว้

ชายหนุ่มชุดดำได้พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

สาวงามทั้งสามคนเองก็ได้แต่สั่นสะท้านไปกับภาพอันป่าเถื่อนเบื้องหน้า

หลินเทียนได้กวาดตามองเล็กน้อยพร้อมกับตระหนักได้ว่ามันหมดทางเยียวยามู่เฮ่ากวงแล้วในตอนนี้

“ตุ๊ม ! ”

ทันใดนั้นเองที่มีเสียงกลองดังขึ้นขณะที่โลงศพสีเขียวทั้งหลายเกิดการสั่นไหว

ขณะนี้เองที่มีกรงเล็บความยาวเท่าตะเกียบอันแหลมคมสีดำได้ผุดออกมาจากโลงเหล่านี้ก่อนที่โลงศพทั้งหมดกว่าสิบโลงจะระเบิดออกและมีร่างของศพคลั่งกระโดดออกมา

ศพคลั่งส่งเสียงคำรามออกมาก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนไหวโดยทันที

สำหรับผู้คนแล้วสิ่งเหล่านี้ถือเป็นหายนะชัดๆ

“!!! ”

พริบตาเดียวก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้นเพราะมีหลายคนที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ

ในวินาทีนี้เองที่ชูซวน ศิษย์นิกายเจ็ดตำหนักรอบรู้ต่างแสดงสีหน้าที่หวาดหวั่นออกมาส่วนชายหนุ่มชุดดำเองก็ได้แต่สับสนหลังจากที่เห็นว่ามู่เฮ่ากวงกลายสภาพไป

ศพคลั่งได้ส่งเสียงคำรามออกมาพร้อมทั้งพุ่งเข้าไปในทิศทางหลินเทียน

หลินเทียนได้ยกมือขึ้นพร้อมทั้งฟาดฟันเพื่อส่งคลื่นกระบี่สายฟ้ามรกตออกไปปะทะจนทำให้ร่างของมันลอยเคว้งออกไปไกล

“แข็งแกร่งจริงๆ ”

สาวงามทั้งสามคนได้แต่มีสีหน้าเปลี่ยนไปเพราะการโจมตีของคลื่นกระบี่ที่ดูสบายๆเหล่านี้กลับแฝงไปด้วยพลังที่น่ากลัว

“ตามหลังข้ามา ไปกันได้แล้ว ”

หลินเทียนได้หันไปพูดกับสาวงามทั้งสามคน

ภายในนี้มีทางเชื่อมต่อไปยังหลายๆจุดดังนั้นหลังจากที่เขากวาดตามองแล้วก็เดินไปยังเส้นทางหนึ่ง

สาวงามทั้งสามคนเองก็ไม่ลังเลเลยที่จะเดินตามหลังเขาไปอย่างรวดเร็ว

ศพคลั่งที่อยู่ภายในห้องได้แต่ส่งเสียงคำรามออกมาพร้อมทั้งพากันกระโจนเข้าใส่หลินเทียนแต่น่าเสียดายที่พวกมันทั้งหมดถูกส่งลอยเคว้งออกไปไกล

ไม่นานหลินเทียนก็ได้เดินนำทางสาวงามทั้งสามคนออกไปจากห้องแห่งนี้

“สหายหลิน ข้ามีชื่อว่าซูชิง ขอบคุณสำหรับเรื่องก่อนหน้านี้มากๆ ”

สาวงามที่ได้รับพิษมาก่อนหน้านี้ได้พูดขอบคุณ

“ข้ามีชื่อว่าฉีเค้อ ”

“ส่วนข้าจี่เยวี่ย”

สาวงามที่เหลือได้แนะนำตัวออกมา

หลินเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า

“ไม่ต้องสุภาพไปก็ได้ ข้าและจ้าวนิกายของพวกเจ้าเป็นคนรู้จักกันและอีกอย่างไม่ต้องเรียกกว่าสหาย เรียกชื่อข้าตรงๆไปเลย , ด้วยอายุของข้าแล้วก็ไม่น่าจะห่างกับพวกเจ้านัก ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วสีหน้าของพวกนางต่างเปลี่ยนไปโดยทันที

“เจ้ารู้จักกับท่านจ้าวนิกายของเราด้วย ? ”

ซูชิงได้ถามออกมาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

“เพื่อนที่สำคัญที่สุดของข้าเพิ่งไปเข้าร่วมกับนิกายของเจ้า นางไปพร้อมๆกับจ้าวนิกายของพวกเจ้านั่นแหละ ”

หลินเทียนตอบกลับไป

สาวงามทั้งสามคนได้แต่ผงะไปพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“มากับท่านจ้าวนิกาย ? หรือว่าเพื่อนของเจ้าคือศิษย์น้องจี่หยู ? ”

“เจ้ารู้จักนางด้วย ? แล้วนางเป็นอย่างไรบ้าง ? ”

หลินเทียนได้ถามออกไป

สาวงามทั้งสามคนได้แต่มองไปที่กันและกันก่อนที่จะฝืนยิ้มออกมา

“ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องศิษย์น้องไปหรอกเพราะว่าระหว่างที่เราออกมานี้นางก็น่าจะตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ได้ในอีกไม่นาน ”

“ผู้ชิงตำแหน่งจ้าวนิกายคนอื่นๆที่ทางผู้อาวุโสของนิกายเราฝึกมาล้วนอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้แต่ก็ยังฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะของนิกายได้เพียงระดับ 3 เท่านั้นทว่าศิษย์น้องจี่หยูที่อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะกลับสามารถฝึกฝนไปได้ถึงระดับ 4 แล้ว นี่มันทำให้พวกเราอับอายเป็นอย่างมาก ”

“ท่านจ้าวนิกายมักจะคอยไปไหนมาไหนพร้อมกับศิษย์น้องหรือแม้กระทั่งอยู่ข้างกายตลอดดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก”

สาวงามทั้งสามคนได้พูดออกมา

หลินเทียนได้แต่พยักหน้าพลางคิดว่าสมแล้วที่เป็นจี่หยูที่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา

“ไปกันเถอะ ระมัดระวังด้วยล่ะ ”

เขาได้พูดออกมา

หลังจากที่เดินออกมาจากห้องก่อนหน้านี้แล้วเขาก็เดินผ่านทางแยกแห่งหนึ่งไปขณะที่ถือคบเพลิง

ฉีเค้อได้ถามออกมาว่า

“แล้วนี่ทำไมสหายหลินถึงได้เดินออกมาจากห้องนั้นกัน ? เพราะว่ามันอันตราย ? ”

“ทำไมถึงได้ยังเรียกว่าสหายกัน ”

หลินเทียนได้แต่พูดออกมาด้วยสีหน้าที่หมดหนทาง

“มันเป็นเพราะว่าเจ้าเป็นคนช่วยเราเอาไว้ดังนั้นก็ควรจะเรียกแบบนี้ ”

ฉีเค้อได้ตอบกลับไป

หลินเทียนเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากพร้อมทั้งพูดว่า

“ไม่ใช่เพราะห้องนั้นมันอันตรายหรอก ศพคลั่งพวกนั้นก็ไม่เท่าไหร่แต่เป็นเพราะว่าโลงศพของเจ้าของสุสานไม่ได้อยู่ที่นั่น ไม่น่าจะอยู่รวมกันกับโลงศพที่ดูธรรมดาๆแบบพวกนั้นได้ ”

สาวงามทั้งสามคนได้แต่หมดคำพูดไปเพราะสำหรับพวกนางแล้วศพคลั่งถือเป็นปัญหาอย่างมากทว่าหลินเทียนกลับบอกว่าพวกมันก็ไม่เท่าไหร่

“งั้นแล้วโลงศพของเจ้าของสุสานต้องอยู่ภายในส่วนลึก ? ”

จี่เยวี่ยได้เอ่ยปากออกมา

“ใช่ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

พวกเขาทั้งสี่คนพากันเดินต่อไปเรื่อยๆ

มันเป็นการเดินทางที่ราบรื่นมากๆก่อนที่จะได้พบกับประตูบานใหญ่ในไม่ช้า

“โลงศพของเจ้าของสุสานอยู่หลังประตูนี้ ? ”

สาวงามทั้งสามคนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข

หลินเทียนพยักหน้าตอบเพราะมันมีความเป็นไปได้ที่สูงมากๆ , ไม่นานพวกเขาก็เดินเข้าไปสุดทางก่อนที่จะสั่งให้สาวงามทั้งสามคนอย่าขยับไปไหนแล้วก้าวเดินออกไปผลักประตูบานใหญ่ออก

ขณะที่ประตูได้ถูกเปิดออกนั้นก็พบกับแสงสว่างที่อยู่ภายในก่อนที่จะเห็นภาพของแร่หินขนาดเท่ากับกำปั้นของเด็กทารกกองอยู่เป็นภูเขาซึ่งมันกำลังเปล่งแสงออกมาจนทำให้สว่างไปทั้งห้อง

“แร่เทพแห่งแสง !”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป

เขาหามันมาทั้งวันทั้งคืนแต่ก็ไม่พบทว่าที่นี่กลับมีอยู่เป็นกองภูเขา !

นี่มันทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก

และหลังจากนั้นเองที่สายตาของทุกคนจดจ่อไปยังโลงศพหินสีเขียวที่อยู่ด้านในแถมยังมีร่างของชายคนหนึ่งที่ส่งกลิ่นอายที่น่าเกรงขามออกมา

“นั่นต้องเป็นเจ้าของสุสานอย่างแน่นอน ! ”

สาวงามทั้งสามคนได้พูดออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

ห้องโถงนี้ค่อนข้างใหญ่มากๆและหลังจากที่พวกเขาก้าวเดินเข้ามาแล้วก็มุ่งหน้าไปทางโลงศพหินโดยทันที

ณ ตอนนี้เองที่มีเสียงดังถูกส่งออกมาพร้อมๆกับคลื่นกระบี่ที่พุ่งเข้าไปทางพวกเขาทั้งสี่คน

“หลบไป ! ”

หลินเทียนได้คำรามออกมาทางสาวงามทั้งสามคนก่อนที่จะฟาดฟันกระบี่ออกไปด้านหลัง

แกร๊ง ! , เขารู้สึกเหมือนว่ากระบี่ของตนเพิ่งฟาดไปโดนก้อนเพชรที่แข็งแกร่งถึงขั้นทำให้มือของเขาเกิดอาการชา

ณ ตอนนี้เองที่ประตูห้องได้ปิดลงก่อนที่จะมีศพคลั่งตัวใหญ่ยักษ์ปรากฏออกมาพร้อมดวงตาสีแดงก่ำ ร่างกายปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีแดงที่ให้ความรู้สึกเป็นอันตราย

“สหายหลิน นี่มัน !? ”

สาวงามทั้งสามคนได้แต่สั่นสะท้านไปเพราะว่ากลิ่นอายที่ศพคลั่งปลดปล่อยออกมานั้นน่าสะพรึงกลัวมากๆ มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าศพคลั่งก่อนหน้านี้อย่างมาก

หลินเทียนพยักหน้าเงียบๆก่อนที่จะให้พวกนางล่าถอยกลับไป

ขนาดเขาเองยังรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามจากศพคลั่งเกล็ดสีเลือดนี้เลยด้วยซ้ำ

“มันต้องเป็นผู้ปกป้องสุสานตัวสุดท้ายอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าจะตั้งใจสร้างมันขึ้นมาจริงๆนะ ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

ณ ตอนนี้เองที่ศพคลั่งเกล็ดสีเลือดกระโจนเข้ามาพร้อมกับกรงเล็บอันแหลมคม

หลินเทียนได้แต่ฟาดฟันกระบี่ออกไปอย่างรวดเร็ว

“แกร๊ง ! ”

“แกร๊ง ! ”

“แกร๊ง ! ”

การโจมตีของเขาได้แต่เกิดเป็นสะเก็ดไฟออกมาหลังจากที่ปะทะเข้ากับเกล็ดสีเลือดของอีกฝ่าย

ไม่นานเวลาก็ได้ผ่านไปกว่า 30 นาทีซึ่งหลินเทียนในตอนนี้ได้รับบาดเจ็บจนมีเลือดไหลซิบออกมา

“สหายหลิน ! ”

สาวงามทั้งสามคนในตอนนี้มีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันที

ศพคลั่งนั้นอุดมไปด้วยพิษร้ายซึ่งคมเล็บของมันอาจจะทำให้ถึงตายได้ !

“อย่าเข้ามา ข้าไม่เป็นอะไร ”

หลินเทียนส่งเสียงออกมา

ตั้งแต่ครั้งก่อนที่สัญลักษณ์กระบี่ทำให้ร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในป่าพิษก็แทบจะไม่มีพิษไหนเลยที่ทำอันตรายเขาได้แม้ว่าพิษของศพคลั่งตัวนี้จะร้ายกาจกว่าตัวอื่นๆแต่เขาก็รู้สึกได้เลยว่าวินาทีที่พิษร้ายแล่นเข้าสู่ร่างกายของเขาก็จะถูกสลายไปโดยพลังลึกลับที่แฝงอยู่ภายในเลือดของเขา