0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนนั้นรู้ดีอยู่เต็มอกว่า แม้เขาจะอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้แล้วแต่การเอาชนะซัวชางนั้นไม่มีหวังเลยแม้แต่น้อยเพราะถึงอย่างไรก็ตามระดับพลังของพวกเขายังอยู่ห่างกันหลายระดับแต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ต้องสู้ในตอนนี้ แม้ว่าเขาจะไม่สามารถสังหารอีกฝ่ายได้แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้มันเสียหน้า !

“แกร๊ง ! ”

คลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงได้พุ่งออกไปรอบทิศทาง

อากาศได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาขณะที่ซัวชางหลบการโจมตีนี้

ณ ตอนนี้เองที่หลินเทียนได้พุ่งเข้าประชิดร่างของเขาอย่างรวดเร็ว

“ตาย ! ”

การโจมตีด้วยคลื่นกระบี่ครั้งต่อไปได้ถูกส่งลงมาจากฟากฟ้า

การโจมตีของทั้งสองได้ปะทะกันก่อนที่จะทำให้สีหน้าของซัวชางเปลี่ยนไปทันที

“ระยำ ! ”

เขาได้แต่ส่งเสียงคำรรามออกมาด้วยความโกรธพร้อมทั้งส่งการโจมตีที่รุนแรงกว่าเก่าออกไปอีกครั้ง

ซัวชางนั้นเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 5 ที่แข็งแกร่งดังนั้นการโจมตีของเขาถึงได้น่ากลัวยิ่งนัก

“โครม ! ”

คลื่นกระบี่ทั้งสองได้ปะทะกันก่อนที่จะก่อเกิดพายุที่รุนแรงกวาดไปรอบพื้นที่

สีหน้าของหลินเทียนในตอนนี้เย็นชาอย่างมากขณะที่ปลดปล่อยจิตสัมผัสออกไปโดยรอบเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายแล้วส่งการโจมตีออกไปในจุดอ่อน

“แกร๊ง ! ”

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง !”

เสียงการปะทะกันได้ถูกส่งออกมาอย่างดังขณะที่คลื่นกระบี่อันรุนแรงของหลินเทียนไล่ต้อนซัวชางกลับไปหลายก้าว

“นี่……”

“หลินเทียนคนนั้นสามารถไล่ต้อนซัวชางได้ถึงขนาดนี้เลยงั้นรึ ! ”

“ผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดโดยแท้ ! ”

ศิษย์หลายคนได้ออกความคิดเห็นตามๆกัน

“พอได้แล้ว ! ”

ซัวชางส่งเสียงคำรามออกมาอย่างดังด้วยสีหน้าที่หม่นหมองลงกว่าเดิมมาก

โครม ! หน้าผากของซังชางได้เปล่งแสงสว่างที่เจิดจ้าออกมาพร้อมทั้งห่อหุ้มกระบี่ในมือเอาไว้ด้วยกลิ่นอายที่รุนแรง

“นี่มัน !? ”

“ทักษะกระบี่ 7 วิถีระดับสุดท้าย ?! ”

“ถึงขั้นใช้ท่วงท่านี้เลยงั้นรึ ! ”

หลายๆคนได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก

หลายๆคนต่างพากันก้าวถอยออกไปเพราะกลัวว่าจะได้รับลูกหลงจากคลื่นกระบี่ที่ร้ายกาจนี้

นัยน์ตาของหลินเทียนได้แต่หดเล็กลงพร้อมทั้งสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามโดยทันที

การโจมตีนี้ร้ายกาจมาก !

“แกร๊ง ! ”

เขากำกระบี่เอาไว้แน่นขณะที่สำแดงทักษะกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงออกมาถึงขีดสุดพลางห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ด้วยคลื่นสายฟ้าและเปลวไฟ

ทันใดนั้นเองที่คลื่นเจตจำนงแห่งกระบี่ที่ปลดปล่อยออกมาก่อให้เกิดเป็นคลื่นลมพายุโดยทันที

“ซัวชาง พอได้แล้ว ! ”

ตอนนี้เองที่มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

ชายชราที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลได้พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เจ้าของร่างนี้คือพูอันนั่นเอง

เมื่อเห็นการปรากฏตัวของพูอันแล้วดวงตาของหลินเทียนก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกไม่แยแสและยังคงตั้งท่าเช่นเดิม

ซัวชางในตอนนี้มีสีหน้าที่ดูไม่ดีอย่างมากพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เย็นชาว่า

“พูอัน ! เจ้ากล้ามาขวางข้างั้นรึ ! ถอยออกไป ! ”

หลังจากที่พูดออกมาแล้วเขาก็ได้ปลดปล่อยแรงกดดันที่รุนแรงยิ่งกว่าเก่าออกมา

ดวงตาของหลินเทียนได้แต่หดเล็กลงพลางคิดว่ามันเป็นการโจมตีที่เป็นปัญหาอย่างมาก

“เจ้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยผู้ดูแลกลับกล้าลงมือกับศิษย์สำนักถึงสองครั้งงั้นรึ ไม่คิดว่ามันเสียหน้าบ้างหรือไง ? ”

พูอันได้พูดออกมา

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วสีหน้าของผู้คนโดยรอบต่างผงะไปทันทีพลางมองไปทางหลินเทียนเพราะว่าพูอันต้องการจะปกป้องหลินเทียนเอาไว้ !

“มันลงมือสังหารศิษย์ร่วมนิกายดังนั้นข้าที่เป็นผู้ดูแลต้องจัดการมัน ! มันไม่เหมาะตรงไหนกัน ? ”

ซัวชางได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

พูอันได้ตอบกลับไปอย่างราบเรียบว่า

“วันนั้นมันเป็นหลุยจี่ฮุยที่หาเรื่องเขาเองแต่กลับถูกท้าประลองเวทีเป็นตายซึ่งทางนิกายเองก็มีกฎอยู่แล้วซึ่งก็เห็นแล้วว่าวันนั้นเป็นวันที่หลุยจี่ฮุยต้องรับกรรมแต่มันเป็นเพราะเจ้าเข้ามาขัดเอาไว้ , การที่เขาลงมือสังหารหลุยจี่ฮุยในหุบเหวผนึกอสูรก็ถือเป็นการสานต่อการประลองก่อนหน้านี้ไงล่ะ ! ”

“ออกมาจากเวทีแล้วยังจะถือว่าเป็นการประลองได้ไงกัน ? มันกล้าสังหารศิษย์ร่วมนิกายแถมยังเป็นลำดับที่ 1 ของศิษย์ตำหนักนอกด้วยซึ่งถือว่าเป็นการสังหารหัวกะทิของนิกายดังนั้นถือว่าเป็นการกระทำของกบฏและข้ามีสิทธิ์ตัดสิน เรื่องนี้ต่อให้ข้านำไปรายงานให้ผู้อาวุโสและท่านจ้าวนิกายก็ต้องตัดสินแบบเดียวกับข้า ต้องประหารมัน ! ”

ซัวชางได้พูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ก้าวออกไปทางหลินเทียนอีกก้าว

พูอันได้แสดงสีหน้าที่ดูถูกออกมาพลางพูดว่า

“หลุยจี่ฮุย ? ลำดับที่ 1 ศิษย์ตำหนักนอก ? ตอนที่แพ้บนเวทีเป็นตายมันก็ไม่ใช่ลำดับที่ 1 แล้ว , เขตแดนผู้รอบรู้ระดับที่ 1 กลับแพ้ให้กับเขตแดนชีพจรเทวะนี่มันยังมีหน้ามาพูดว่าเป็นหัวกะทิของนิกายอีก ? ยิ่งไปกว่านั้นเราเองก็รู้ดีว่าหลุยจี่ฮุยมันไม่ได้มีดีอะไรเลย นี่เจ้ายังกล้าหน้าหนาอยู่อีกงั้นรึ ? ”

ตรงนี้เองที่พูอันได้พูดต่อว่า

“ส่วนเรื่องรายงานผู้อาวุโสและท่านจ้าวนิกายน่ะเจ้าล้อเล่นหรือเปล่า ? หลินเทียนอายุ 16 ปีแต่สามารถสังหารผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 1 ได้ในเขตแดนชีพจรเทวะแถมตอนนี้ยังตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้มาแล้วด้วย ข้าเองก็ไม่อยากจะพูดอะไรที่ไม่น่าฟังหรอกนะแต่เจ้าคิดว่าทางนิกายจะประหารศิษย์ที่มีพรสวรรค์ไร้ที่ติเพื่อขยะที่ตายแล้วอย่างหลุยจี่ฮุยงั้นรึ ? ”

“เจ้า ! ”

ซัวชางได้แต่พูดออกมาด้วยท่าทางที่ตกต่ำโดยทันที

พูอันแสยะออกมาอย่างเย็นชาว่า

“หมดเวลาหน้าไม่อายแล้ว อย่าได้กล้าทำเรื่องแบบนี้อีกเป็นอันขาด ข้าที่เป็นผู้ดูแลของนิกายยังรู้สึกอายแทนเจ้าเลยด้วยซ้ำ ! ข้าจะแนะนำให้นะ อย่าได้คิดว่าเรื่องนี้เหมือนเรื่องอื่นๆเพราะต่อให้เป็นท่านจ้าวนิกายเองยังต้องคิดหนักถ้าจะแตะต้องเขา แล้วนี่เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ! ”

พูอันรู้ดีว่าหลินเทียนมีเบื้องหลังอย่างไร ใครจะกล้าแตะต้องคนที่ท่านผู้นั้นส่งมา ?

“แค่ศิษย์ตำหนักนอกธรรมดาๆแต่ท่านจ้าวนิกายยังต้องคิดก่อนจะแตะต้อง ? อย่าโม้ให้มันมากไปหน่อยเลย ”

ซัวชางพูดออกมา

พูอันได้แสดงสีหน้าที่สบายอารมณ์ออกมาพลางพูดว่า

“ถึงอย่างไรก็จบเรื่องนี้ซะ ข้าจะไปรายงานท่านจ้าวนิกายเองแล้วเราจะได้เห็นกันว่าท่านจะยกโทษให้หรือประหารเขา !”

ซัวชางได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ตกต่ำลงว่า

“หลังจากที่ข้าประหารมันแล้วข้าจะไปรายงานท่านจ้าวนิกายเอง ! ”

“ซัวชาง ! เจ้าอย่าลืมสิว่าข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าหลายระดับ เจ้าคิดว่าตัวเองจะเอาชนะข้าได้ ? ”

พูอันได้พูดออกมา

ทันใดนั้นเองที่สีหน้าของซัวชางได้กลายเป็นน่าเกลียดไปพร้อมทั้งจ้องมองไปทางพูอันโดยทันที

หลังจากนั้นเขาได้หันหน้ากลับไปทางหลินเทียนพลางพูดว่า

“ข้าจะปล่อยให้ข้าหายใจไปอีกสักพัก ! ”

หลินเทียนตอบกลับอย่างเย็นชาว่า

“คิดเหมือนกันเลย ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ชี้กระบี่ไปทางซัวชาง

ผู้คนโดยรอบได้แต่ผงะไปและไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะใจกล้าขนาดนี้

สีหน้าของซัวชางได้แต่ตกต่ำลงกว่าเดิมเหมือนว่าอายุขัยของเขาลดลงไปอีกระดับขณะที่จิตสังหารของเขายังคงทะลักออกมาไม่หยุด , เขาได้แต่กำหมัดแน่นก่อนที่จะโบกแขนเสื้อแล้วเดินจากไปเพราะเขารู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถสังหารหลินเทียนที่พูอันปกป้องอยู่ได้ในตอนนี้และต่อให้รายงานจ้าวนิกายไปจริงๆผลลัพธ์ก็คงเป็นอย่างที่พูอันว่าเอาไว้ ทางนิกายต้องไม่มีทางประหารศิษย์ที่มีพรสวรรค์สำหรับการตายของหลุยจี่ฮุยอยู่แล้ว

พริบตานั้นเขาก็ได้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มทั้งสามคนก็ได้แต่รีบวิ่งตามซัวชางไป

“นี่…….”

ผู้คนโดยรอบได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

ผู้ช่วยผู้ดูแลอย่างซัวชางมาที่นี่ด้วยความโกรธแต่ได้รับบาดเจ็บไปจากการโจมตีของหลินเทียนและหลังจากนั้นก็ยังคงถูกไล่ต้อนต่อโดยพูอันและนี่มันทำให้พวกเขาได้แต่รู้สึกว่ามันประหลาดๆ

“ทุกคนมีอะไรต้องทำก็รีบๆไปทำซะ รีบๆแยกย้ายไปได้แล้ว ”

พูอันพูดออกมา

กลุ่มคนทั้งหลายเริ่มแยกย้ายกันไปเพราะใครจะกล้าขัดสั่งของผู้ดูแลกัน ?

ไม่นานพื้นที่โดยรอบก็กลายเป็นพื้นที่โล่งโดยทันที

หลินเทียนเก็บกระบี่กลับไปพร้อมทั้งเดินเข้าไปหาพูอันเพื่อโค้งคำนับและพูดว่า

“ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากๆที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ”

“ไม่ต้องสุภาพไปหรอก ต่อให้ข้าไม่ช่วยแต่ซัวชางก็คงไม่สามารถสังหารเจ้าได้อยู่ดี ”

พูอันได้โบกมือของเขาพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ไอ้หนู ข้าล่ะประหลาดใจจริงๆที่เจ้าสามารถตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ได้ในเวลาสั้นๆแบบนี้แถมยังอายุ 16 ปี นี่ข้าไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลยนะ ”

“อายุ 17 แล้วขอรับ ”

หลินเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

หากว่านับตามอายุแล้วเขาอายุ 17 ปีมาได้ครึ่งเดือนแล้ว

“ข้าเองก็ยังไม่เคยเห็นเขตแดนผู้รอบรู้ในอายุ 17 ปีอยู่ดี ”

พูอันส่ายศีรษะของเขา

“ถึงอย่างไรก็ขอบคุณท่านมากๆ ”

หลินเทียนพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ซาบซึ้ง

พูอันไม่ได้พูดอะไรต่อพร้อมทั้งแตะไหล่หลินเทียนแล้วเดินจากไป

“หลินเทียน ! ไม่คิดเลยจะว่าเจ้าจะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ ! ”

ซูเฟิงที่อยู่ห่างออกไปได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง

ซูเฟิงนั้นไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปได้แล้วแถมยังสามารถต่อการกับซัวชางได้อีกด้วย

หลินเทียนได้ยิ้มตอบพลางพูดว่า

“ข้าโชคดีและตัดผ่านมาได้ในหุบเหวผนึกอสูรน่ะ ”

“เรื่องแบบนี้มันพึ่งโชคได้อย่างไรกัน ”

ซุเฟิงได้ส่ายศีรษะของเขาพลางพูดว่า

“อ่อใช่ ข้าจะช่วยเจ้าเก็บกวาดห้องแล้วกัน ”

“ได้ ขอรบกวนด้วยนะ ”

หลินเทียนพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ซูเฟิงนั้นเป็นคนที่มีมารยาทดีมากๆและเขาเองก็ไม่สามารถปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่ายได้ลงคอ

ไม่นานพวกเขาก็ช่วยกันเก็บกวาดห้องกันสองคน

ณ ตอนนี้ท้องฟ้าได้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดแล้ว

“เครื่องใช้อื่นๆถูกทำลายหมดแล้วดังนั้นควรไปแจ้งตำหนักผู้ดูแลให้จัดหาอันใหม่มานะ ”

ซูเฟิงออกความเห็น

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบพลางพูดว่า

“อื้ม ขอบคุณที่แนะนำนะ ”

“อื้ม ข้าไปล่ะ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วซูเฟิงก็ได้จากไปโดยทันที

หลินเทียนได้เดินออกไปส่งเขาที่ด้านนอกก่อนที่จะมองไปยังร่างของซูเฟิงที่เดินจากไปแล้วปิดประตูลง

มันเป็นช่วงค่ำแล้วดังนั้นหลินเทียนถึงได้หยิบเอาม้วนอาคมรวมพลังวิญญาณออกมาเพื่อเริ่มการบ่มเพาะอย่างตั้งใจ , หลังจากที่เข้ามาในนิกายนี้แล้วเขาก็ตระหนักได้ถึงสิ่งสำคัญว่าความแข็งแกร่งเท่านั้นคือทุกสิ่ง ความแข็งแกร่งสามารถเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ทั้งหมดได้และหากว่าอ่อนแอก็อาจจะตกตายลงภายใต้คมกระบี่เมื่อไหร่ก็ได้

ดังนั้นเขาต้องพยายามเพื่อแข็งแกร่งขึ้นไปอีก !

“บึ้ส ! ”

แสงสีเงินห้อมล้อมร่างของเขาเอาไว้ขณะที่พลังฉีและพลังจากหมู่ดาวจะถาโถมเข้ามา

หลินเทียนตระหนักได้ว่าหลังจากที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปแล้วความสามารถในการดูดซับพลังฉีในอากาศนั้นเพิ่มมากขึ้นและความสามารถของพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราก่อนหน้านี้ก็หายไปโดยทันที

“เป็นอย่างที่อาจารย์ของจี่หยูพูดเอาไว้เลยว่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ขึ้นไปนั้นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราก็เป็นเพียงขยะเท่านั้น ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่ตั้งสติแล้วเขาก็เริ่มบ่มเพาะอย่างตั้งใจอีกครั้ง

ระหว่างการบ่มเพาะห้ามวอกแวกแม้แต่น้อย !

ไม่นานดวงอาทิตย์ยามเช้าก็ได้สาดแสงลงมา

หลินเทียนไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืนแต่ก็ยังคิดว่าร่างกายของเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง , เขาได้ก้าวเดินออกไปนอกประตูก่อนที่จะยืดเส้นยืดสายอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไปทางทิศทะวันออกของนิกาย , ตอนนี้เขาตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้มาแล้วดังนั้นถึงตั้งใจจะเข้าไปฝึกในหอคอยจักรวาลเพราะมันมีประโยชน์กับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้มากๆ