0 Views

เปลี่ยนชื่อตัวละครโจวชางเป็นซัวชางนะขอรับ จะกลับไปแก้ตอนอื่นๆให้ภายหลัง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

กลิ่นอายรุนแรงพวยพุ่งออกมาไม่หยุดขณะที่หลินเทียนได้แต่สัมผัสว่าพลังของเขากำลังเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเป็นหลายสิบเท่า , พลังฉีภายในร่างของเขาไหลเวียนด้วยความเร็วแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากเดิม ก่อนหน้านี้หากเขามองไปยังดอกไม้และต้นหญ้านั้นก็จะเห็นได้แต่นั้นแค่ตอนนี้เขากลับสามารถมองเห็นการไหลเวียนของเหลวที่อยู่ภายใน

เขาได้กวาดตาไปโดยรอบขณะที่อยู่ท่ามกลางความมืดแต่ในสมองกลับมีภาพที่ชัดเจนในระยะ 30 เมตรรอบตัวไม่เว้นแม้แต่มดตัวเล็กๆที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ที่พื้น ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ส่งความคิดออกไปก่อนที่จะสามารถมองทะลุร่างกายของตัวเองเข้าไปยังอวัยวะภายใน เลือดและพลังฉีที่ไหลเวียนไปเท่า

“นี่คือเขตแดนผู้รอบรู้ ? นี่คือจิตสัมผัสที่แท้จริง ? ”

เขาได้แต่ผงะไป ที่หน้าผากของเขาก็ยังคงส่องแสงออกมาขณะที่พบว่าความสามารถในการรับรู้ของตัวเองเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่าตัวแถมจิตสัมผัสที่แท้จริงใจตอนนี้ยังกว้างและแข็งแกร่งกว่าจิตสัมผัสจากพลังวิญญาณหลายสิบเท่า ตอนนี้เขาแม้กระทั่งได้ยินเสียงกระพือปีกของแมลงที่อยู่ห่างออกไปกว่า 30 เมตรได้อย่างชัดเจน

หลินเทียนกำหมัดของเขาแน่นพร้อมทั้งสัมผัสได้ว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวเหมือนว่าไม่มีอะไรสามารถทำอะไรเขาได้ หากให้เขาสู้กับหลุยจี่ฮุยอีกครั้งนั้นเขาใช้เพียงแค่การโจมตีเดียวก็สามารถสังหารอีกฝ่ายลงได้แล้ว

เมื่อตั้งสติได้แล้วเขาก็ปรับสภาพอารมณ์กลับเป็นปกติ

“ต้องใช้ยาปรับสมดุลหยวนเพื่อช่วยปรับรากฐานการบ่มเพาะก่อน ”

เขาพูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้นั่งขัดสมาธิลงก่อนที่จะกลืนยาปรับสมดุลหยวนลงไปกว่าสิบเม็ด

…….

พริบตาเดียวเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วถึง 3 วัน

“ผ่านมาเป็นสิบวันแล้วแต่เขายังไม่กลับมาเลย ”

ซูเฟิงในตอนนี้กำลังอยู่ด้านหน้าที่พักของหลินเทียนพร้อมทั้งมองเข้าไปด้านในพรางส่ายศีรษะ ในสิบวันนี้ซูเฟิงจะมาที่นี่วันละครั้งแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของหลินเทียนเลยแม้แต่น้อยและเขายังเผลอคิดไปถึงเรื่องที่ว่าหลินเทียนอาจจะหนีไปแล้วหลังจากที่ลงมือสังหารหลุยจี่ฮุยและเขาอาจจะไม่ได้พบกับหลินเทียนอีก

เขาได้กวาดตามองไปยังที่พักของหลินเทียนอีกครั้งพลางถอนหายใจแล้วหันหลังเดินจากไป

ตำหนักผู้ดูแล ….

พูอันได้หรี่ตาลงพร้อมกับมองออกไปพลางพูดว่า

“ศิษย์ที่ท่านผู้นั้นนำมาต้องไม่ใช่คนที่ไม่มีความกล้าหาญอย่างแน่นอน จะว่าก็ว่าเจ้าหนูนั่นไปทำอะไรอยู่กัน ? คงเป็นไปไม่ได้ที่จะตายในตอนนี้ ”

หลังจากที่ผ่านมากว่าสิบวันนั้นเรื่องการตายของหลุยจี่ฮุยก็ยังคงฮือฮาอยู่เช่นเคยเพราะถึงอย่างไรหลินเทียนก็ยังไม่กลับมาที่นิกายส่วนซัวชางในตอนนี้นั้นกำลังจมอยู่ในความโกรธและจิตสังหารถึงได้ทำให้ในช่วงสิบวันมานี้มีศิษย์หลายคนที่มักพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ

“พูดก็พูดหลินเทียนนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ ”

“ไม่แน่นอน ”

“ศิษย์นิกายมีมาตั้งหลายรุ่นแต่ในหลายร้อยรุ่นนี้มีศิษย์ใหม่คนไหนผิดปกติแบบเขาบ้างกัน ? ”

หลายๆคนต่างพากันส่งเสียงออกมา

หลินเทียนที่เพิ่งเข้านิกายมานั้นกลับปล้นเอาทรัพยากรบ่มเพาะจากโจวหยางและพวกของเขาหลังจากนั้นศิษย์ตำหนักนอกลำดับที่ 1 อย่างหลุยจี่ฮุยก็ตามมาหาเรื่องทว่ากลับเป็นฝ่ายถูกท้าประลองเวทีเป็นตายแทน แม้ว่าหลุยจี่ฮุยจะสามารถรอดชีวิตกลับไปเพราะการช่วยเหลือจากซัวชางแต่กลับถูกดักฆ่าระหว่างทางกลับมาจากหุบเหวผนึกอสูรโดยหลินเทียนแทน นี่มันจะไม่ให้ประหลาดใจได้อย่างไรกัน ?

“กว่าสิบวันมาแล้วแต่เจ้าหลินเทียนนั่นก็ยังไม่กลับมาเลยนะ ”

“ถึงอย่างไรหลุยจี่ฮุยเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ลำดับที่ 1 ของศิษย์ตำหนักนอกที่ถือเป็นหัวกะทิดังนั้นการสังหารเขาก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการลงโทษของนิกายด้วยซ้ำเพราะเพียงแค่ผู้ดูแลซัวชางก็คงไม่ปล่อยเขาไว้แน่ ทางนิกายไม่มีทางเข้ามายุ่งเรื่องผู้ดูแลสังหารศิษย์นิกายอยู่แล้ว ”

หลายๆคนต่างพากันออกความคิดเห็นออกมา

ภายในหุบเหวผนึกอสูรในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยศิษย์นิกายมากมายซึ่งหลายๆคนก็มักจะมาที่นี่เพื่อฝึกฝนอยู่เป็นประจำ

“นี่จะบอกว่าหลินเทียนหนีไปแล้ว ? ”

“ก็มีความเป็นไปได้อยู่นะ ! ถึงอย่างไรการสังหารหลุยจี่ฮุยนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ”

“แน่นอนอยู่แล้ว บางทีเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนักระหว่างต่อสู้กับหลุยจี่ฮุยแล้วตัวเองก็ตกตายลงภายในหุบเหวแห่งนี้แล้วก็ได้ ”

“นี่ก็อาจจะเป็นไปได้ ”

“ถึงอย่างไรก็เถอะ หลังจากนี้คงไม่มีโอกาสได้เจอหลินเทียนอีกแล้ว ”

หลายๆคนพากันส่ายศีรษะของพวกเขา

ณ ตอนนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากป่าลึก

ใบหน้าของชายหนุ่มคนนี้ค่อนข้างเลือนรางเนื่องจากแสงสะท้อนของแสงอาทิตย์

“คนๆนี้หน้าตาคุ้นๆนะ ”

หลายๆคนได้ตระหนักบางอย่างพร้อมทั้งยกมือขึ้นมาบังแดดพลางตั้งใจจ้องมองออกไป

ทันใดนั้นเองที่สีหน้าของคนๆนี้ได้เปลี่ยนไปโดยทันที

คนที่อยู่ข้างๆที่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของคนๆนี้เองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปหลังจากที่มองตามไป

หลังจากนั้นหลายๆคนเองก็ได้แต่มองตามไปด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

“นั่นมัน..หลินเทียน ? ”

“กล้ากลับมาซะด้วย !”

“นี่………”

หลายๆคนต่างผงะไป

แน่นอนว่าเจ้าของร่างที่กำลังเดินออกมานั้นคือหลินเทียน , หลังจากที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปได้แล้วเขาก็ใช้เวลาอยู่หลายๆวันเพื่อปรับรากฐานโดยอาศัยประโยชน์จากยาปรับสมดุลหยวนจนหมดถึงได้ออกมา ตอนนี้ระดับพลังของเขาอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 1 แถมพลังฉีภายในร่างเองก็เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

เขาก้าวเดินออกไปอย่างอ่อนนุ่มก่อนที่จะเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

เมื่อเห็นการมาถึงของหลินเทียนแล้วเหล่าผู้คนต่างพากันเปิดทางให้โดยทันที

สำหรับหลินเทียนแล้วเรื่องแบบนี้มันเป็นปกติแล้วดังนั้นถึงไม่สนใจมากนักพร้อมทั้งจับไปยังเชือกก่อนที่จะไต่กลับขึ้นไปภายใต้การจ้องมองของศิษย์คนอื่นๆ

“นี่กล้ากลับมาด้วยงั้นรึ ! ”

“รนหาที่ตายชัดๆ ! หากว่าเป็นข้าก็คงไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว !”

“แต่กลิ่นอายของเขากลับสงบเหมือนคนธรรมดาเลยนะ !”

“อื้ม ข้าเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน ”

“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้านั่นกัน ? ก่อนหน้านี้ข้าไม่เห็นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแบบนี้เลย ”

หลายๆคนได้ส่งเสียงออกมา

ณ ตอนนี้เองที่หลินเทียนได้ไต่กลับขึ้นไปถึงด้านบนแล้ว

ระหว่างทางเขาก็พบกับศิษย์นิกายมากมายกำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยสีหน้าที่ตกตะลึงแม้ว่าตัวของเขาจะเข้าร่วมกับนิกายมาได้ไม่นานแต่ชื่อเสียงของเขากลับโด่งดังและมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเขา

“เจ้าคนเหี้ยมนั่นกล้ากลับมาด้วยซะงั้น ! ”

“สุดยอด !”

“ไม่ธรรมดาเลย !”

“ข้าว่าทางนิกายต้องไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆแน่นอน ? ”

“ไม่ต้องพูดถึงนิกายก่อนเลย หากว่าซัวชางรู้เรื่องนี้ก็ต้องรีบเบิ่งมาที่นี่อย่างแน่นอน ”

หลายๆคนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

แม้เสียงของพวกเขาจะเบามากๆแต่หลินเทียนที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปแล้วนั้นสามารถได้ยินมันอย่างชัดเจนแต่เขาก็ยังคงไม่รู้สึกสนใจพลางก้าวเดินกลับไปยังที่พักของเขาอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับเข้าไปถึงห้องแล้วเขาก็ได้แต่ผงะไปหลังจากที่พบว่าข้าวของภายในห้องของเขาถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีแถมการที่ไม่ได้กลับมาสิบกว่าวันก็ทำให้ฝุ่นคลุ้งเต็มห้องไปหมด

หลินเทียนได้กวาดตามองสักพักก่อนที่จะเริ่มเก็บกวาดมัน

“หลินเทียน ! ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูห้องด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจ

ชายหนุ่มที่มาที่นี่คือซูเฟิง , หลังจากที่เขารู้ข่าวที่หลินเทียนกลับมานั้นก็ทำให้เขารีบตรงมาที่นี่โดยทันที

เมื่อมองไปยังซูเฟิงแล้วหลินเทียนก็ได้แต่ยิ้มตอบพลางพูดว่า

“ไม่เจอกันนานเลยนะสหาย ”

มารยาทของซูเฟิงนั้นดีมากๆดังนั้นเขาถึงได้โปรดปรานอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

ซูเฟิงได้รับไม้กวาดมาจากมือหลินเทียนพลางกวาดห้องแล้วพูดว่า

“หลังจากที่ผู้ช่วยผู้ดูแลรู้ว่าเจ้าสังหารหลุยจี่ฮุยก็รีบตรงดิ่งตามเข้าไปหาตัวเจ้าแต่หลังจากที่ล้มเหลวถึงได้เอาอารมณ์มาลงกับที่พักของเจ้าแทน …..”

ซูเฟิงได้พูดออกมา

“ข้าเข้าใจ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

เขาเองก็พอเดาได้ว่าห้องนี้ถูกทำลายด้วยฝีมือใคร

ซูเฟิงได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่เป็นกังวลพลางพูดว่า

“สหาย เจ้าติดต่อท่านผู้นั้นได้ไหม ? ข้าว่าเรื่องในครั้งนี้มันค่อนข้างจะยุ่งยากและหากว่าท่านผู้นั้นไม่ออกหน้าข้าก็คิดว่าเจ้า……”

ซูเฟิงนั้นรู้ถึงเบื้องหลังของหลินเทียนดีเพราะว่าเขาเป็นคนที่ได้อ่านจดหมายแนะนำของเฒ่าขี้เมาและตอนนี้หลินเทียนที่สังหารหัวกะทิของนิกายต้องได้รับการลงโทษหนักจากซัวชางอย่างแน่นอนแต่เขาเชื่อว่าตราบใดที่เฒ่าขี้เมาออกหน้าให้หลินเทียนก็จะปลอดภัย

“ไม่ได้ ”

หลินเทียนได้แต่ส่ายศีรษะของเขาและรู้ถึงความหมายของอีกฝ่ายดี

“นี่…. แล้วงั้นเจ้ากลับมาที่นี่ทำไม ? ทำไมถึงไม่ซ่อนตัวก่อน ? หรือไม่ก็ไม่ต้องกลับมา …….”

ซูเฟิงได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่กระวนกระวายอย่างมาก

แม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแต่ซูเฟิงนั้นคิดว่าหลินเทียนเป็นคนที่ดีมากๆ ไม่เพียงแค่แข็งแกร่งแต่กลับเป็นคนที่มีคุณธรรมซึ่งเมื่อหลินเทียนต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนี้แล้วจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะกระวนกระวายแทนหลินเทียน

หลินเทียนเองก็เข้าใจถึงความเป็นห่วงของอีกฝ่ายและตัวเขาเองก็รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก

“สหายไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับข้าหรอก ”

หลินเทียนได้พูดออกมาก่อนที่วินาทีนี้เองที่ดวงตาของเขาเป็นประกายพลางพูดออกมาขระที่กวาดตามองไปรอบๆว่า

“มีแขกมาแหะ ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้มองไปยังซูเฟิงพร้อมทั้งเดินออกไปด้านนอก

ซูเฟิงที่กำลังแสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาเองก็ได้เดินตามหลินเทียนออกไปก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

ตรงหน้าของเขามีซัวชางและชายหนุ่มอีกหลายคนกำลังเดินเข้ามา

“ซวยล่ะสิ ”

ซูเฟิงได้แต่แสดงสีหน้าที่กระวนกระวายออกมาเพราะแม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการสร้างปัญหาให้กับหลินเทียนแต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะมากันเร็วขนาดนี้

พริบตาเดียวเองที่ซัวชางและคนอื่นๆได้เดินเข้ามาถึง

“ไอ้ระยำตัวน้อย ยังกล้ากลับมาอีกงั้นรึ !”

ซัวชางได้พูดออกมาด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก

เขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยจิตสังหารที่ไม่ได้ปกปิดเลยแม้แต่น้อย

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ราบเรียบออกมาพลางพูดว่า

“พ่อแม่เจ้าไม่ได้สั่งสอนมาบ้างหรือไง ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วเหล่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังซัวชางเองก็ถึงกับผงะไปเพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะมีความกล้าขนาดนี้ !

“รนหาที่ตาย ! ”

ดวงตาของซัวชางเป็นประกายเย็นชาออกมาขณะที่เหวี่ยงฝ่ามือเข้าใส่หลินเทียนอย่างจัง

ฝ่ามือนี้ถึงกับทำให้สายลมส่งเสียงกรีดร้องออกมา

สีหน้าของหลินเทียนยังคงราบเรียบเช่นเคยขณะที่ปล่อยหมัดออกไปปะทะ

“โครม ! ”

หมัดและฝ่ามือได้ปะทะกันก่อนที่จะส่งเสียงดังออกมาเหมือนเสียงกลอง

หลินเทียนและซัวชางยังคงยืนอยู่ที่เดิมซึ่งภาพเหล่านี้มันทำให้ผู้คนโดยรอบต่างแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

“รับการโจมตีของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 5 ได้ ? ”

ซูเฟิงได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก

ชายหนุ่มสามคนที่อยู่ด้านหลังซัวชางเองก็ได้แต่มีหน้าเปลี่ยนสีไปโดยทันที