0 Views

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

หลังจากที่ออกมาจากตำหนักผู้ดูแลนั้นหลินเทียนก็ได้เดินตามแผนที่ของเฒ่าขี้เมาจนไปถึงพื้นที่กว้างๆและตรงหน้ามีป้ายตัวอักษรใหญ่สลักตัวอักษรที่ดูทรงพลังเอาไว้ว่า………ตำหนักผลาญฟ้า !

หลินเทียนได้ก้าวเดินเข้าไปพร้อมทั้งส่งตราประจำตัวให้กับผู้อาวุโส

“ศิษย์ต้องการแลกเปลี่ยนทักษะอาวุธเหินฟ้า ”

เขาได้พูดออกมา

ผู้อาวุโสที่ดูแลเองก็ได้กวาดตามองไปทางหลินเทียนพลางขมวดคิ้วแล้วพูดว่า

“ทักษะอาวุธเหินฟ้า ? ”

แน่นอนว่าเขาคิดแบบเดียวกับพูอันดังนั้นถึงได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ขอรับ ”

หลินเทียนพยักหน้าตอบ

ผู้อาวุโสคนนี้เองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อพร้อมทั้งตอบว่า

“รอสักครู่ ”

หลังจากนั้นผู้อาวุโสได้เดินขึ้นไปยังชั้นที่ 2 ก่อนที่จะหยิบเอาตำราหนา 5 ซ.ม.กลับมาส่งให้เขาแล้วพูดว่า

“นี่คือทักษะอาวุธเหินฟ้า จำไว้ว่าอีกสองเดือนให้เอากลับมาคืนด้วยเข้าใจไหม ? ”

“เข้าใจแล้ว ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

ผู้อาวุโสเองก็ได้ตัดแต้มความสำเร็จของหลินเทียนไปก่อนที่จะส่งตราประจำตัวคืนให้

………..

หลินเทียนได้เดินจากสถานที่แห่งนั้นออกไปทางหุบเหวแห่งหนึ่ง

หุบเหวผนึกอสูร !

มันเป็นเพราะว่านิกายนั้นถูกสร้างอยู่เหนือภูเขาที่สูงกว่า 240 เมตรดังนั้นการจะลงไปยังหุบเหวผนึกเบื้องล่างก็ต้องไต่เชือกที่ทอดยาวลงไปและหากจะกลับขึ้นมาก็ต้องไต่กลับขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรรุกรานมายังสำนัก

แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่ฝึกฝนทักษะอาวุธเหินฟ้าก็สามารถเหาะเข้าไปได้เลย

หลินเทียนได้มองลงไปก่อนที่จะพบกับศิษย์นิกายหลายคนที่กำลังไต่ขึ้นลง เขาไม่ลังเลพร้อมทั้งกระโดดลงไปอย่างรวดเร็วและเมื่อจะถึงพื้นแล้วก็ได้คว้าเชือกที่อยู่ใกล้ๆเอาไว้เพื่อแตะพื้นอย่างราบเรียบ

“เป็นการเคลื่อนไหวที่สุดยอดมาก นั่นมันใครกันน่ะ ดูหน้าไม่คุ้นเลย ”

หลายๆคนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

“ไม่รู้ ? เขาเป็นศิษย์ใหม่ชื่อว่าหลินเทียนและเป็นคนที่เอาชนะหลุยจี่ฮุยไปเมื่อวานไงล่ะ !”

“อะไรนะ ? หลุยจี่ฮุย ? ศิษย์ตำหนักนอกลำดับที่ 1 ?! ”

“ใช่ !”

ทันใดนั้นเองที่สีหน้าของผู้คนรอบข้างก็กลายเป็นตกตะลึงอย่างมาก

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้เดินลึกเข้าไปภายในป่า , ที่เขามาที่นี่เขาไม่ได้ต้องการต่อสู้กับสัตว์อสูรทว่าอยากจะหาสถานที่เงียบๆไว้ฝึกฝนทักษะอาวุธเหินฟ้านี้

แม้ว่าที่นี่จะถูกเรียกว่าหุบเหวแต่มันกลับเป็นป่ากว้างที่อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายอสูรอันเข้มข้น ,ระหว่างที่เดินเข้าป่าลึกไปเขาก็กวาดสายตามองออกไปรอบทิศทางอย่างระมัดระวัง

“โฮ๊ก ! ”

หลังจากนั้นไม่นานเสียงอสูรคำรามก็ได้ดังขึ้นก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่ร่างของหลินเทียนโดยทันที

มันเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 ซึ่งกำลังคิดว่าหลินเทียนนั้นเป็นเหยื่อของตัวเอง

หลินเทียนได้กวาดตามองเล็กน้อยก่อนที่จะเคลื่อนที่หลบออกไปพร้อมทั้งพุ่งตัวออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วเพราะว่าสัตว์อสูรตัวนี้มันอ่อนแอเกินไปและเขาก็ไม่อยากจะสนใจมันนัก

หลังจากที่ผ่านไปได้อีกประมาณ 30 นาทีเขาก็ได้พบกับสถานที่โล่งกว้าง

“ที่นี่แหละเหมาะมาก”

เขาพูดอยู่กับตัวเอง

เมื่อมาถึงแล้วเขาก็ได้หยิบเอาทักษะอาวุธเหินฟ้าออกมาพร้อมทั้งเริ่มทำความเข้าใจเกี่ยวกับมัน

“ถ่ายเทพลังฉีลงไปในอาวุธผ่านขาทั้งสองข้างเพื่อให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนและพยายามควบคุมมันด้วยจิตสัมผัสจะสามารถทำให้มันรับน้ำหนักได้ถึงจุดหนึ่ง , หลังจากนั้นก็ให้ใช่จิตสัมผัสเพื่อควบคุมการถ่ายเทพลังฉีอีกครั้งเพื่อสามารถกำหนดทิศทางของมัน”

หลินเทียนได้อ่านคำอธิบายของมัน

หลังจากที่นิ่งไปพักหนึ่งเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมถึงต้องอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ก่อนเท่านั้นถึงจะฝึกได้ มันเป็นเพราะว่าหลายๆขั้นตอนนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาจิตสัมผัสดังนั้นจึงสามารถเรียกได้ว่ามันถือเป็นหัวใจหลักของทักษะนี้เลยด้วยซ้ำ !

หลินเทียนได้อ่านต่อไปก่อนที่จะพบว่ายิ่งระดับอาวุธสูงเท่าไหร่ก็จะสามารถควบคุมได้ราบรื่นขึ้นซึ่งเขาเองก็เข้าใจได้ทันทีเพราะว่ายิ่งอาวธมีระดับสูงเท่าไหร่ก็สามารถช่วยถ่ายเทพลังฉีได้ราบรื่นขึ้นดังนั้นจึงไม่ต่างไปจากการใช้ทักษะอาวุธเหินฟ้านี้

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้หยิบเอากระบี่ของเขาออกมาพร้อมทั้งเริ่มการฝึกตามตำรา

“ขั้นแรกต้องถ่ายเทพลังฉีลงไปในอาวุธผ่านขาทั้งสอง ”

หลังนั้นที่พยายามดูแล้วเขาก็พบว่าการถ่ายเทพลังฉีลงไปยังอาวุธผ่านขานี่ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

อย่างไรก็ตามเขาได้ฝึกทักษะหมัดทลายฟ้าและหมัดสังหารมาก่อนซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนอาศัยความสามารถในการถ่ายเทพลังฉีดังนั้นแม้มันอาจจะดูยากแต่ก็ไม่ได้ถือว่ายากเกินความพยายามของเขา

ณ ตอนนี้หลินเทียนเริ่มการหมุนวนพลังของตัวเองก่อนที่จะส่งพลังออกไป

ไม่นานเขาก็รู้สึกว่าเท้าตัวเองอุ่นขึ้นและรู้ได้พลังฉีกำลังไหลออกจากเท้าของเขาดังนั้นถึงได้ทำจิตใจให้สงบพร้อมทั้งเริ่มควบคุมพลังฉีให้ไหลเข้าไปในกระบี่ที่เท้าของเขา

“ฟึ้บบ ! ”

ทันใดนั้นเองที่กระบี่ใต้เท้าของเขาได้ส่งเสียงออกมาคล้ายๆกับเสียงใบไม้ร่วงลงสู่พื้น

มันเป็นเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกของเขาจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำแดงมันออกมาได้เหมือนหลุยจี่ฮุ่ย เขาทำได้เพียงเหยียบอยู่บนกระบี่ขณะที่พยายามทำให้กระบี่ยกตัวขึ้นตอนที่กำลังแบกน้ำหนักของเขาเอาไว้

“ฟึ้บบ ! ”

เสียงกระบี่ยังคงถูกส่งออกมา

“ดีมาก ”

หลินเทียนส่งเสียงกระซิบออกมา

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มหมุนวนเคล็ดวิชาหนึ่งวิญญาณสวรรค์พร้อมทั้งห่อหุ้มเท้าและกระบี่เอาไว้ด้วยแสงสีเงินก่อนที่จะใช้จิตสัมผัสปรับทิศทางของมัน , ตอนนี้เองที่กระบี่เริ่มลอยตัวขึ้น

“พลังวิญญาณสามารถใช้แทนจิตสัมผัสได้จริงๆด้วย ! ”

ดวงตาของเขาเปล่งประกายออกมาโดยทันที

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มพยายามฝึกต่อไปโดยอัดพลังฉีและพลังวิญญาณเข้าไปในกระบี่เรื่อยๆ

ขั้นตอนเหล่านี้เป็นอยู่กว่า 4 ชั่วโมง

หลังจากที่ผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมงนั้นหลินเทียนก็เริ่มสามารถทำให้กระบี่รับน้ำหนักของเขาไหว

“3 เมตร !”

“6 เมตร !”

“9 เมตร !”

“12 เมตร !”

“15 เมตร !”

จนถึงตอนนี้หลินเทียนได้ลอยตัวขึ้นสูงถึงยอดต้นไม้แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มระดับความสูงไปมากกว่านี้ได้ ตอนนี้คือจุดสูงสุดที่เขาทำได้ในตอนนี้แถมเขายังไม่สามารถควบคุมทิศทางของมันได้

หลังจากที่ตั้งสติแล้วเขาก็เริ่มควบคุมกระบี่ให้ลดระดับกลับลงมาที่พื้น

“สามารถลอยตัวขึ้นไปได้ประมาณ 99 เมตรนี่ก็ถือว่าผ่านขั้นแรกแล้ว ”

หลินเทียนพูดออกมา

มันเป็นเพราะว่ายังไม่ดึกนักดังนั้นหลินเทียนถึงได้หยิบเอาอาหารปี่กู่ออกมาทานก่อนที่จะเริ่มฝึกฝนต่อไป

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกกว่า 4 ชั่วโมง

เหนือพื้นหุบเหวผนึกอสูรไปประมาณ 150 เมตรนั้นมีร่างของหลินเทียนกำลังเหยียบกระบี่อยู่กลางอากาศ , เขาพบว่าระยะสายตาของตัวเองกว้างขึ้นมากแถมยังสามารถมองเห็นสัตว์อสูรที่อยู่ห่างออกไปไกลมากจากจุดนี้พร้อมทั้งพบอสรพิษร้ายที่กำลังขดตัวอยู่เบื้องล่าง

“อยู่บนพื้นกับอยู่บนท้องฟ้านี่มันต่างกันจริงๆ ”

หลินเทียนคิดอยู่ภายในใจ

หลังจากนั้นเขาก็ได้มองออกไปรอบๆโดยรู้สึกแบบนี้

ไม่นานเขาก็ลดระดับกลับลงมาที่พื้น

หลังจากที่ฝึกไปได้หลายชั่วโมงนั้นหลินเทียนก็สามารถเชี่ยวชาญระดับที่ 1 ของทักษะนี้ได้แล้วแถมทักษะอาวุธเหินฟ้านี้ยังกินพลังฉีเป็นอย่างมาก ตอนนี้ต่อให้ใช้พลังทั้งหมดของเขาก็ทำได้เพียงลอยตัวอยู่ในอากาศประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

“ระดับที่ 2 คือการควบคุมทิศทางของมัน ”

หลินเทียนพูดอยู่กับตัวเอง

ตอนนี้เป็นช่วงค่ำขณะที่ดวงจันทร์ขึ้นมาประดับบนฟากฟ้าพร้อมทั้งสะท้อนแสงลงมายังพื้นโลกใบนี้

หลินเทียนยังไม่ได้กลับออกไปจากสถานที่แห่งนี้แต่ยังคงนั่งฝึกทักษะต่อไป , ในเมื่อได้ทักษะนี้มาแล้วหากฝึกไม่ถึงจุดๆหนึ่งเขาก็ไม่มีทางกลับไปแน่นอน วันนั้นเขาใช้เวลาอยู่กับการควบคุมทิศทางตลอดทั้งคืนก่อนที่จะสามารถเชี่ยวชาญได้ในตอนเช้า

มันเป็นเพราะว่าทักษะนี้มันต่างจากทักษะอื่นๆเพราะว่าหัวใจหลักของมันคือการควบคุมถึงจำเป็นต้องพัฒนาผ่านการใช้งานซ้ำๆหลายๆครั้ง

“ได้แล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนแล้วค่อยมาฝึกต่อในวันพรุ่งนี้แล้วกัน ”

หลินเทียนพูดอยู่กับตัวเอง

การฝึกหนักตลอด 1 วันเต็มทำให้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้ามากๆ

เมื่อกลับไปถึงนิกายแล้วเขาก็ได้นำตำรากลับไปคืนก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักเพื่อพักผ่อน

เขาใช้เวลาพักผ่อนจนถึงช่วงเที่ยงคืนของวัน

หลินเทียนได้ลุกขึ้นมากลางดึกก่อนที่จะหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อฟื้นฟูพละกำลังกลับไปยังจุดสูงสุดก่อนที่จะเดินกลับออกไปสู่หุบเหวผนึกอสูรเพื่อเริ่มการฝึกอีกครั้ง ทักษะนี้มันจำเป็นต้องฝึกซ้ำๆจนเชี่ยวชาญดังนั้นเขาถึงไม่สามารถอยู่เฉยๆได้

“วิ้สส ! ”

กระบี่ได้ส่งเสียงออกมาก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆลอยขึ้นเหนือพื้นดิน

วันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนที่แสงอาทิตย์จะสาดส่องลงมาในเช้าวันถัดไป

หลินเทียนได้ใช้เวลาฝึกฝนทักษะนี้ไปหลายร้อยครั้งจนเริ่มคุ้นเคยกับมันและตอนนี้เขาสามารถลอยอยู่เหนือพื้นได้กว่า 300 เมตรแถมยังควบคุมทิศทางและความเร็วได้ดีขึ้น ให้พูดง่ายๆคือเขาสามารถควบคุมหัวใจหลักของทักษะนี้ได้แล้ว

“เอาล่ะ ไปฝึกอย่างอื่นจะได้รีบตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปเสียที !”

หลินเทียนพูดอยู่กับตัวเอง

เขาใช้เวลา 3 วันเต็มในการฝึกฝนทักษะอาวุธเหินฟ้านี้ซึ่งถือได้ว่าเป็นพรสวรรค์ที่น่าทึ่งมากๆแต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมแถมยังเคยฝึกทักษะหมัดสังหารและหมัดทลายฟ้ามาก่อนแล้วดังนั้นถึงได้สามารถปรับตัวเข้ากับทักษะนี้ได้อย่างง่ายได้ หากว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้คนอื่นๆก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆก็ประมาณครึ่งเดือนถึงจะสำเร็จมันได้

เขาได้เก็บกระบี่กลับไปก่อนที่จะกวาดตามองไปรอบๆพร้อมทั้งมุ่งหน้ากลับไปทางนิกาย , หลังจากที่เดินไปถึงเชือกแล้วเขาก็ได้ไต่มันขึ้นไปถึงแม้ว่าเขาจะควบคุมทักษะอาวุธเหินฟ้าได้แล้วก็ตามแต่ก็ไม่ได้ใช้มัน

ณ ตอนนี้เองที่เขาได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคย

เขามองกลับไปและพบกับชายหนุ่มหลายคนที่กำลังเดินมาทางนี้ซึ่งหัวโจกของพวกเขานั้นเป็นชายหนุ่มอย่าง หลุยจี่ฮุย !

“บังเอิญจริงๆ ”

หลินเทียนได้แสยะออกมาพร้อมทั้งปล่อยเชือกแล้วกระโดดกลับลงมา