0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คลื่นกระบี่อันรุนแรงได้พุ่งลงมาทางหลินเทียนอย่างรวดเร็วจนทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปโดยทันที

“โครม ! ”

กลิ่นอายของคลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงได้ทะลักออกมารุนแรงขึ้นกว่าเก่า

ณ ตอนนี้เองที่ร่างๆหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของเขาก่อนที่จะเหวี่ยงฝ่ามือเข้าปะทะกับการโจมตีของซัวชางจนสลายหายไป

“ผู้ดูแลชาง ข้าว่าการกระทำของเจ้ามันไม่เหมาะเท่าไหร่นะ ๆ”

ร่างๆนั้นได้ส่งเสียงออกมา

หลินเทียนได้จ้องมองไปทางร่างๆนั้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนๆไป

เขาพอจะจำได้ว่าเจ้าของร่างนี้มีชื่อว่าพูอันและเป็น 1 ใน 3 ผู้อาวุโสฝ่ายดูแลที่พบกันเมื่อวันก่อน

“พูอัน เจ้ายุ่งเรื่องคนอื่นเพียงเพราะศิษย์ตำหนักนอกธรรมดาๆ ? แปลกจริงๆ ”

ซัวชางได้พูดออกมาอย่างเย็นชา

“วันนี้ข้าอารมณ์ดีถึงได้ยื่นมือเข้าช่วยแต่ข้ารู้สึกว่าศิษย์ที่เจ้าแนะนำมาก็ยังเป็นศิษย์ตำหนักนอกอยู่เช่นกันหนิ ”

พูอันได้พูดออกมา

“อีกไม่นานเขาก็ได้เป็นศิษย์ตำหนักในแล้ว ”

ซัวชางตอบกลับอย่างภาคภูมิ

“ดูเหมือนเจ้าจะมั่นใจจริงๆเลยนะ ”

พูอันได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ซัวชางได้แต่แสยะออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะพยุงร่างของหลุยจี่ฮุยที่ได้รับบาดเจ็บกลับไปโดยไม่พูดอะไรต่อ

หลุยจี่ฮุยได้หันหน้ากลับมาจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่ดุร้าย

หลินเทียนก็ยังคงแสดงสายตาที่เย็นยะเยือกกลับไปพลางก้าวเดินออกไป

ณ ตอนนี้เองที่พูอันได้ขวางเขาเอาไว้พลางพูดว่า

“เจ้าหนู พอได้แล้ว เจ้าคิดว่าจะสามารถจัดการกับซัวชางได้ ? ”

หลินเทียนได้หยุดเท้าลงขณะที่กำกระบี่เอาไว้แน่น

ตอนนี้เองที่ร่างของซัวชางและหลุยจี่ฮุยได้จางหายไปจากระยะสายตาของเขา

“นี่มันไม่ละเมิดกฎไปหน่อย ? ”

เวทีเป็นตายนั้นมีกฎเขียนเอาไว้หมดแล้วว่าห้ามมีผู้แทรกแซงทว่าตอนนี้ซัวชางกลับยื่นมือเข้ามาแทรกแซงการต่อสู้ของพวกเขาแถมยังพาตัวหลุยจี่ฮุยกลับไปอีกทว่าพูอันเองก็ไม่ได้ว่าอะไรอีกฝ่ายเหมือนว่ามันเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ

พูอันได้ขมวดคิ้วของเขาพร้อมกับถอนหายใจออกมาว่า

“นิกายมันเป็นสถานที่ๆพูดกันด้วยความแข็งแกร่งเท่านั้น ความแข็งแกร่งคือกฎ ”

หลินเทียนได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาว่า

“งั้นในเมื่อความแข็งแกร่งคือกฎแล้วจะตั้งกฎไว้ทำไม ? หรือว่าทางนิกายชอบตบหน้าตัวเอง ? ”

“เจ้าพูดอะไรนะ ! ”

พูอันได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

หลินเทียนเก็บกระบี่ของเขากลับไปก่อนที่จะมองไปทางอีกฝ่ายด้วยอารมณ์ที่กลับเป็นปกติพลางโค้งคำนับแล้วพูดว่า

“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่ยื่นมือเข้าช่วยเมื่อครู่ ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดต่อว่า

“แต่จากคำพูดของท่านแล้วหลังจากที่ข้าแข็งแกร่งขึ้นก็สามารถสังหารหลุยจี่ฮุยที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ? หรือแม้แต่สังหารซัวชางด้วยก็ตาม ? ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วสีหน้าของพูอันก็ตกต่ำลงทันทีพลางพูดว่า

“อย่าทำแบบนั้นน่าจะดีกว่า”

“ทำไม ? ”

หลินเทียนได้ถามกลับไป

พูอันเองก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไรดี

เขาได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกับแตะไหล่หลินเทียนพลางพูดว่า

“ถึงอย่างไรก็อย่าทำอะไรเกินเลยแล้วกัน ตั้งใจขยันบ่มเพาะวันนี้ก็ได้ประสบการณ์เกี่ยวกับด้านสภาพจิตใจและอย่างอื่นไปแล้ว ”

หลังจากที่พูดจบแล้วพูอันก็ได้กระโดดลงจากเวทีพร้อมทั้งหายตัวไปอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้แต่มองไปทางพูอันก่อนที่จะหยุดนิ่งไปแล้วมองกลับไปทางที่ซัวชางและหลุยจี่ฮุยหายไปด้วยสายตาที่เย็นชาและกระหายเลือดอย่างมาก ตอนนี้เขาระลึกได้ถึงคำพูดของเฒ่าขี้เมาได้อีกครั้งว่าแม้นิกายจะแข็งแกร่งแต่มันก็ป่าเถื่อนและโหดเหี้ยม

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ตระหนักถึงความหมายของมัน

“ต้องรีบตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ให้เร็วที่สุด ”

เขาได้พูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้กระโดดออกไปจากเวทีอย่างรวดเร็ว

ผู้คนโดยรอบเองก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมทั้งรีบเปิดทางให้เขาอย่างรวดเร็ว , ด้วยระดับเขตแดนชีพจรเทวะแต่กลับเกือบจะสามารถสังหารลำดับที่ 1 จองศิษย์ตำหนักนอกอย่างหลุยจี่ฮุยนั้นถือว่าเป็นคนโหดเหี้ยมที่พวกเขาไม่สามารถล่วงเกินได้ !

หลินเทียนได้แต่ผงะไปพร้อมกับส่ายศีรษะในเวลาเดียวกัน

“หลินเทียนไม่เป็นอะไรใช่ไหม ? ”

ซูเฟิงรีบวิ่งเข้ามา , เขาไม่คิดเลยว่าหลินเทียนนั้นแข็งแกร่งถึงขั้นเอาชนะหลุยจี่ฮุยได้ดังนั้นถึงได้เปลี่ยนจากสหายหลินกลายเป็นหลินเทียนตรงๆ

“ไม่เป็นไร ขอบคุณที่เป็นห่วง ”

หลินเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

พวกเขาเดินออกไปจากพื้นที่เวทีเป็นตายด้วยกัน

“นี่แล้วทักษะขี่กระบี่ที่หลุยจี่ฮุยใช้ก่อนหน้านี้มันอะไรกัน ? ”

เขาได้ถามออกมา

จากที่ได้ยินมารู้สึกว่ามันจะมีชื่อว่าทักษะอาวุธเหินฟ้า

ซูเฟิงได้อธิบายออกมาว่า

“มันเป็นทักษะการบินที่มีชิ่อว่าทักษะอาวุธเหินฟ้าและเป็นของเขตแดนผู้รอบรู้ ”

หลังจากที่พูดถึงทักษะนี้แล้วซูเฟิงก็ได้แสดงสีหน้าที่อิจฉาออกมาพลางพูดต่อว่า

“ตราบใดที่เชี่ยวชาญทักษะนี้ก็จะสามารถเคลื่อนที่อยู่บนท้องฟ้าได้ ”

“แล้วจะได้มาซึ่งทักษะนี้อย่างไร ? ”

หลินเทียนถามต่อ

ซูเฟิงผงะไปพร้อมกับถามกลับว่า

“เจ้าอยากจะฝึกมัน ? ตอนนี้น่าจะยังไม่เหมาะ ”

“ทำไม ? ”

หลินเทียนได้ถามกลับไปด้วยสีหน้าที่สงสัย

ซูเฟิงอธิบายต่อว่า

“มันเป็นทักษะของเขตแดนผู้รอบรู้ซึ่งต่างจากทักษะอื่นๆเพราะว่ามันต้องอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ก่อนถึงจะเริ่มฝึกได้เป็นเพราะมันจำเป็นต้องผสานพลังฉีและจิตสัมผัสเข้าด้วยกันแถมทักษะนี้ยังต้องแลกด้วยแต้มความสำเร็จที่เยอะมากๆซึ่งตอนนี้เจ้ายังอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะแถมแต้มความสำเร็จก็แทบจะเป็นศูนย์ดังนั้นถึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นทักษะนี้ได้หรือต่อให้แลกได้ก็ยังไม่สามารถฝึกฝนได้ ”

ซูเฟิงได้พูดออกมา

หลินเทียนพยักหน้าตอบด้วยความเข้าใจ

หลังจากนั้นไม่นานซูเฟิงก็ได้เดินทางกลับไปเฝ้าที่หน้าประตูทางเข้านิกายต่อ

หลินเทียนในตอนนี้ไม่มีอารมณ์อยากจะฝึกต่อแล้วดังนั้นถึงได้บอกลาซูเฟิงแล้วเดินกลับไปทางที่พักคนเดียวขณะที่คิดถึงเรื่องทักษะอาวุธเหินฟ้าอยู่ในสมอง ถ้าไม่ใช่เขตแดนผู้รอบรู้ก็จะไม่สามารถผสานพลังฉีและจิตสัมผัสเข้าด้วยกันได้ดังนั้นทักษะนี้มันน่าสนใจมากๆ

“ไม่รู้ว่าใช้พลังวิญญาณแทนจะสามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้ไหม , น่าจะเป็นไปได้ ”

เขาคิดอยู่ภายในใจ

เขาไม่ได้สนใจเรื่องแต้มความสำเร็จของนิกายมากนักเพราะถึงอย่างไรเขาก็ได้รับเงิน ทักษะ ยาทิพย์และสิ่งของล้ำค่าอื่นๆมาจากการฆ่าล้าง 3 ตระกูลใหญ่มามากมายและมันก็สามารถนำไปแลกเป็นแต้มความสำเร็จได้โดยเฉพาะเงินและทักษะที่ไม่มีความจำเป็นสำหรับเขาเลย

หลังจากนั้นไม่นานหลินเทียนก็ได้กลับไปถึงที่พักก่อนที่จะเริ่มการหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อบ่มเพาะ

………

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนได้ตื่นแต่เช้ามารับแสงแดดพลางคิดว่าการยืดเส้นยืดสายช่วงเช้ามันเป็นช่วงที่ทำให้สมองโปรดโปร่งที่สุดจริงๆและสัมผัสได้ว่ามันส่งผลดีต่อการบ่มเพาะมากๆเพราะมันช่วยให้พลังฉีอยู่ในสภาวะสมดุลที่สุด

หลังจากที่เขาได้ยืดเส้นยืดสายเสร็จแล้วเขาก็ได้กลับเข้าไปอาบน้ำแล้วมุ่งหน้าไปทางตำหนักผู้ดูแล

ไม่นานเขาก็ได้เดินเข้าไปภายในตำหนัก

“อื้ม ? แขกที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ? ”

หลังจากที่เห็นการมาถึงของหลินเทียนแล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

พูอันที่กำลังนั่งอยู่ในมุมๆหนึ่งได้หรี่ตามองไปทางหลินเทียน

“ท่านผู้อาวุโสก็พูดเกินไป”

หลินเทียนตอบกลับด้วยสีหน้าที่หมดหนทาง

พูอันได้ยิ้มตอบพร้อมทั้งถามออกมาว่า

“นี่เจ้าหนูยังติดใจเรื่องเมื่อวานอีกงั้นรึ ? ”

“ไม่ขอรับ ความแข็งแกร่งคือความจริง ในอนาคตค่อยกลับไปฆ่ามัน ”

หลินเทียนตอบกลับไป

พูอันได้แต่ยิ้มออกมาอย่างหมดหนทาง , แล้วนี่ไม่เรียกว่าติดใจ ?

หลังจากที่เงียบไปพักหนึ่งเขาก็ได้ถามออกมาว่า

“แล้วมาที่นี่มีอะไร ? ”

พูอันไม่คิดว่าหลินเทียนจะมาที่นี่เพื่อพูดคุยกับเขาแน่นอนถึงได้ถามออกไป

หลินเทียนพูดออกมาอย่างไม่อ้อมค้อมว่า

“ศิษย์อยากจะเพิ่มแต้มความสำเร็จเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นทักษะอาวุธเหินฟ้า ”

“อาวุธเหินฟ้า ? เจ้าจะแลกมันไปทำไมในตอนนี้ ? ”

พูอันได้ถามออกมาด้วยสีหน้าที่สงสัย

หลินเทียนในตอนนี้อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะซึ่งยังไม่สามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้และมันทำให้เขาสงสัยโดยทันที

“เปล่าหนิ แต่อยากจะแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า ที่นี่น่าจะไม่มีข้อจำกัดด้านนี้ ?”

หลินเทียนได้ถามกลับไป

“แน่นอนว่าไม่มี ”

พูอันส่ายศีรษะของเขา

“งั้นก็ดี ศิษย์อยากจะแลกแต้มความสำเร็จเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นทักษะนี้เลย ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“ได้”

เมื่อเห็นว่าหลินเทียนยังคงดื้อด้านดังนั้นพูอันก็ได้แต่พูดออกมาว่า

“สิ่งของที่ใช้แลกเป็นแต้มความสำเร็จของนิกายเรามีทั้ง เงิน ยาทิพย์ แก่นอสูร ทักษะและอาวุธ เจ้าจะแลกอะไร ? ”

“ไม่ทราบว่าหลักการของเงินนี่แลกอย่างไร ? ”

หลินเทียนถามออกไป

“1 หมื่นเหรียญมีค่าเท่ากับแต้ม 1 แต้ม ”

พูอันได้พูดต่อว่า

“อ่อใช่ ทักษะอาวุธเหินฟ้าที่เจ้าต้องการมันต้องใช้ 2000 แต้มนะ ”

หลินเทียน

“……………”

ในอีกความหมายหนึ่งคือเขาต้องใช้เงิน 20 ล้านเหรียญเพื่อทักษะนี้

นี่มันขูดเลือดจนตายชัดๆ !

“แล้วถ้าเป็นทักษะและยาทิพย์ล่ะคิดอย่างไร ? ”

เขาได้ถามต่อไป

พูอันเองก็ได้อธิบายเงื่อนไขทั้งหมดอออกไปอย่างละเอียดและทำให้หลินเทียนพบว่าไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็เป็นการขูดเลือดกันซึ่งๆหน้าชัดๆ

“นิกายเองก็จำเป็นต้องบริหารด้วยเงินในแต่ละวันนะ เจ้าก็น่าจะเข้าใจจุดนี้ ”

พูอันได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนเองก็ถึงกับหมดคำพูดไปทันที

มือขวาของเขาได้ขยับเล็กน้อยก่อนที่จะเรียกเอาบัตรสีม่วงและทักษะออกมา 10 ชนิดพลางพูดว่า

“นี่เป็นบัตรเงินสดและทักษะเขตแดนชีพจรเทวะ 10 ทักษะน่าจะเพียงพอสำหรับแต้มความสำเร็จ 2 พันแต้ม ”

เขาฆ่าล้างตระกูลผู้บ่มเพาะใหญ่ 3 ตระกูลของเมืองหลวงมาดังนั้นถึงได้เอาสมบัติเหล่านั้นมาแลกในตอนนี้

สายตาของพูอันเองก็ถึงกับผงะไปพลางรับบัตรเงินสดและทักษะเอาไว้ด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

“เจ้าหนุ่มนี่มั่งคั่งจริงๆเลยนะ ! หรือว่ามาจากตระกูลผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่ง ? ”

พูอันได้ถามออกมา

“ฆ่าล้างตระกูลผู้บ่มเพาะไม่กี่ตระกูลแล้วก็ปล้นมาน่ะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไปอย่างไม่แยแส

“เจ้าหนุ่มนี่ชอบเล่นมุขจริงๆเลยนะ ”

เขาไม่เชื่ออยู่แล้วว่าหลินเทียนทำเช่นนั้น หลังจากนั้นเขาก็ได้เอาตราประจำตัวของหลินเทียนออกมาใส่ข้อมูลลงไปแล้วส่งกลับให้หลินเทียนพลางพูดว่า

“เอาล่ะภายในมีแต้มความสำเร็จอยู่ 2พันแต้มแล้ว เจ้าไปที่ตำหนักผลาญฟ้าเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นทักษะอาวุธเหินฟ้าได้เลย ”

“แต่หลังจากที่แลกแล้วแต้มเหล่านั้นก็จะหายไปและหมายความว่าแต้มความสำเร็จของเจ้าจะเหลือศูนย์ดังนั้นข้าแนะนำว่าอย่าเพิ่งเอาไปแลกทักษะอาวุธเหินฟ้าแต่ให้นำไปแลกยาทิพย์หรือทักษะอื่นๆก่อนน่าจะดีกว่าเพราะถึงอย่างไรเจ้าแลกไปตอนนี้ก็ไม่สามารถฝึกมันได้อยู่ดี มันสิ้นเปลืองแต้มเสียเปล่า ”

หลินเทียนพยักหน้าพร้อมกับตอบว่า

“เข้าใจแล้วแต่ช่างมันเถอะ”

“เอาตามที่เจ้าสลายใจแล้วกัน ”

พูอันได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดต่อว่า

“อ่อใช่ เจ้าหนุ่มข้าเล็งเห็นว่าศักยภาพของเจ้าสูงมากๆและในอนาคตต้องได้เป็นศิษย์แกนหลักอย่างแน่นอนดังนั้นก็มาแลกแต้มความสำเร็จบ่อยๆล่ะเพราะว่าศิษย์แกนหลักจำเป็นต้องมีแต้มความสำเร็จอย่างน้อย 1 แสนแต้มก็พอแล้ว ”

หลินเทียน

“…………”

“1 แสน !!!!? ”

เขารีบหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว….