0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนได้มองออกไปพร้อมกับพบคนรู้จักที่กำลังยืนอยู่ห่างออกไปอย่างโจวหยาง

โจวหยางในตอนนี้จ้องมองมาทางเขาด้วยสีหน้าที่เย็นชาเป็นอย่างมาก

หลินเทียนได้มองเขาด้วยหางตาก่อนที่จะเดินจากไปอย่างไม่แยแส

“ระยำ ! ”

โจวหยางที่จ้องมองไปทางแผ่นหลังของหลินเทียนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ดุร้ายและโหดเหี้ยมออกมา

ภายในเมืองนั้นค่อนข้างเก่าแก่และผุพัง , หลังจากที่ก้าวเข้าพื้นที่ไปได้ไม่นานก็ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของเหล่าสัตว์อสูร

“โฮ๊ก ! ”

เสียงคำรามของสัตว์อสูรได้ถูกส่งออกมาขณะที่ผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งกระโจนเข้าใส่หลินเทียนอย่างไร้ความปราณี

หลินเทียนกวาดตามองไปรอบๆก่อนที่จะพบว่าสัตว์อสูรและผู้เชี่ยวชาญนั้นแข็งแกร่งมากๆ อย่างน้อยๆสัตว์อสูรก็อยู่ในระดับที่ 5 ส่วนผู้เชี่ยวชาญอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 5 ดังนั้นการที่พวกมันกระโจนเข้ามาพร้อมๆกันก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

อย่างไรก็ตามนี่มันสำหรับผู้เชี่ยวชาญธรรมดาๆเท่านั้นแต่สำหรับหลินเทียนแล้วต่างออกไป

“โครม !”

“โครม !”

“โครม !”

เขาเหวี่ยงหมัดทลายฟ้าออกไปหลายครั้งเพื่อสังหารสัตว์อสูรและผู้เชี่ยวชาญที่กำลังกระโจนเข้ามา

“นั่นมันใครกันน่ะ ? คนเดียวรับมือเป็นสิบๆเลยงั้นรึ ?”

“นั่นดูเหมือนจะเป็นศิษย์ใหม่นะ ”

“นี่…….แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ”

หลายๆคนได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน

หลินเทียนยังคงเดินเข้าไปภายในเมืองร้างนี้และหลังจากเดินเข้าไปได้ไม่นานก็สามารถได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรอย่างดังถูกส่งออกมา , ร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำทมิฬ ดวงตาสีแดงก่ำพร้อมกับกลิ่นอายอสูรที่เข้มข้นจนทำให้สายลมขดตัวเป็นเกลียว

“สัตว์อสูรระดับ 8 ! ”

หลินเทียนได้ผงะไป

เขาไม่ลังเลเลยที่จะพุ่งถอยหลังกลับไป

สัตว์อสูรระดับ 8 นั้นมีเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 4 เลยทีเดียว ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ยังไม่ใช่คู่มือของมันอยู่ดี

หลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้ฝึกฝนอยู่ภายในป่ามายานี้อยู่กว่า 2 ชั่วโมงซึ่งเขาสังหารสัตว์อสูรระดับ 6 ไปหลายสิบตัว ระดับ 5 นั้นไม่ต้องพูดถึงส่วนระดับ 8 ก็พบบ้างเป็นครั้งคราวแถมยังเคยได้พบกับระดับ 9 มาแล้วด้วยครั้งหนึ่งซึ่งอดไม่ได้เลยที่จะทำให้ขนลุกสู้

“ดูเหมือนว่าต้องรีบตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปให้เร็วที่สุดแล้วสิ ”

หลินเทียนได้พูดอยู่กับตัวเอง

และหลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงหลินเทียนก็ได้เดินออกมาจากป่ามายาพร้อมทั้งก้าวไปยังสถานที่บ่มเพาะอื่นๆ

อย่างไรก็ตามตอนนี้เองที่มีร่างๆหนึ่งขวางทางของเขาเอาไว้อย่างโจวหยาง

“พี่ชายหลุย นั่นแหละมัน ! ”

โจวหยางได้ชี้ไปทางหลินเทียนขณะที่กัดฟันแน่น

ชายหนุ่มอายุประมาณ 20 ปีข้างๆโจวหยางเองก็ได้จ้องมองไปทางหลินเทียนโดยทันที

“นี่มัน……..หลุยจี่ฮุย ! ”

“ศิษย์ตำหนักนอกลำดับที่ 1 ! ”

“เขามาที่นี่ได้ไงกัน ? ไม่ใช่ว่าเก็บตัวบ่มเพาะอยู่ ? ”

“ข้าเห็นศิษย์ใหม่อยู่ทางนั้นด้วย คงไม่ใช่ว่ามาเพราะเขาหรอกนะ !”

“นี่…..”

หลายๆคนได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันทีเพราะพวกเขาต่างหวั่นเกรงต่อหลุยจี่ฮุยนี้

หลุยจี่ฮุยยังคงจ้องมองไปทางหลินเทียนอย่างไร้อารมณ์พลางพูดออกมาว่า

“เป็นเจ้ารึที่ปล้นของๆข้า ”

ก่อนหน้านี้เขาเก็บตัวบ่มเพาะอยู่ถึงได้ไปหาโจวหยางเพื่อให้ไปปล้นยารวมวิญญาณและยาปรับสมดุลหยวนจากคนอื่นซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ก็ยังใช้ได้ดีดังนั้นถึงรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

หลินเทียนได้กวาดตามองเขาอย่างไม่แยแสพร้อมทั้งก้าวเดินต่อไปยังหุบเขาวิญญาณมังกร , ตอนนี้เขาอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 แล้วแต่หากต้องการพัฒนาจุดชีพจรเทวะอย่างแท้จริงก็จำเป็นต้องใช้พลังฉีเป็นจำนวนมาก อย่างแรกคือเขาต้องตัดผ่านไปให้ถึงตอนปลายแล้วค่อยดูดกลืนจุดชีพจรเทวะทั้ง 9 เพื่อก่อทะเลความรู้

หลังจากที่เห็นว่าหลินเทียนไม่ให้ความสนใจเขาแล้วสีหน้าของหลุยจี่ฮุยก็หม่นหมองลงโดยทันที

พริบตานั้นเองที่เขาได้พุ่งออกไปขวางทางหลินเทียนเอาไว้

“ข้าถามเจ้าอยู่นะ ! ไม่ได้ยินหรือไง ! ”

หลุยจี่ฮุยได้ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างเย็นชา

“โทษที ข้าเข้าใจเฉพาะภาษาคนดังนั้นหมาที่ดีก็ไม่ควรจะขวางทางคนอื่น ไสหัวไปไกลๆ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างราบเรียบ

ด้านนอกป่ามายานั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายดังนั้นหลังจากที่พวกเขาได้ยินประโยคนี้ก็ถึงกับผงะไปทันที

“เจ้านี่กล้าด่าหลุยจี่ฮุยว่าเป็นหมางั้นรึ !? ”

“อีกฝ่ายเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้เลยนะ ! ”

“รนหาที่ตายชัดๆ ! ”

หลายๆคนได้แต่ส่ายศีรษะของเขา

พูดกับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้แบบนั้นแล้วมันไม่ถือว่ากำลังหาเรื่องใส่ตัว ?

สีหน้าของหลุยจี่ฮุยได้ตกต่ำลงทันทีขณะที่แสดงแววตาที่เย็นชาออกมาพลางเหวี่ยงมือเข้าใส่หลินเทียน

ฝ่ามือนี้ไม่ออมแรงเลยแม้แต่น้อย มันถึงขั้นทำให้อากาศโดยรอบบิดตัวทันที

หลินเทียนได้ยื่นมือออกไปจับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้

นัยน์ตาของหลุยจี่ฮุยหดเล็กลงด้วยสายตาที่ตกตะลึงไปทันที

“เหี้ยมดีหนิ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

หลุยจี่ฮุยได้สะบัดมือของเขาก่อนที่จะปลดปล่อยพลังฉีอันรุนแรงออกมาพลางพูดวา

“ดูเหมือนว่าจะประเมินเจ้าต่ำไปหน่อยนะ ”

ผู้คนโดยรอบต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาตามๆกันและไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะรับการโจมตีจากผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้เอาไว้ได้

“ก่อนหน้านี้หากเป็นศิษย์ธรรมดาโดนไปก็เกรงว่าน่าจะพิการทันที นี่เจ้าไม่กลัวบทลงโทษของนิกายเลยรึไง ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ก่อนหน้านี้แม้ฝ่ามือของหลุยจี่ฮุยอาจดูธรรมดาๆแต่มันแฝงไปด้วยพลังฉีที่รุนแรงดังนั้นหากว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะธรรมดาๆรับไปก็คงจะไม่สามารถป้องกันได้และกลายเป็นคนบ้าไปทันที , หากว่าหนักกว่านั้นหน่อยก็อาจจะตายคาที่เลยก็เป็นไปได้

หลุยจี่ฮุยได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ราบเรียบว่า

“เจ้ามันเป็นศิษย์ใหม่เท่านั้นแต่ข้าเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ที่เป็นลำดับที่ 1 ของศิษย์ตำหนักนอกซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวกะทิของนิกาย เจ้าคิดว่าทางนิกายจะให้ความสำคัญกับใครมากกว่า ? ในอีกความหมายหนึ่งคือต่อให้ข้าลงมือสังหารเจ้าลงตรงนี้เจ้าคิดว่านิกายจะทำอะไรกับหัวกะทิเพื่อศิษย์ใหม่ ? ”

นัยน์ตาของหลินเทียนได้เป็นประกายเย็นชาออกมาโดยทันที

หลังจากนั้นเขาก็ได้ระลึกถึงคำพูดของเฒ่าขี้เมาขึ้นมา , แม้ว่านิกายมันจะแข็งแกร่งแต่ก็ป่าเถื่อนและโหดร้ายมากๆ อย่างน้อยๆทางสำนักจิ่วหยางและเป่ยหยานก็ไม่มีศิษย์คนไหนกล้าหนักมือกับศิษย์ร่วมสำนักแต่มีเพียงเจียงเหลินเหวินที่มีสถานะต่างออกไปถึงกล้าลงมือสังหาร , จากความมั่นใจที่หลุยจี่ฮุยแสดงออกมาแล้วถ้าอีกฝ่ายสังหารเขาได้ก็ดูเหมือนว่าทางนิกายก็คงไม่เอาความอะไรจริงๆ

“งั้นหมายความว่าแม้ทางนิกายจะมีกฎข้อบังคับว่าห้ามศิษย์สังหารกันเองแต่หากว่าเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งมากๆที่ทำเรื่องแบบนี้ก็จะทำเป็นมองไม่เห็นแทน ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลุยจี่ฮุยได้ตอบกลับด้วยท่าทางราบเรียบว่า

“แล้วไง ? ”

“ก่อนหน้านี้มีเรื่องแบบนี้ด้วย ? ”

หลินเทียนได้มองไปยังศิษย์คนอื่นๆที่อยู่ใกล้ๆ

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาของหลินเทียนแล้วพวกเขาก็ได้แต่ก้มหัว , แน่นอนว่ามันเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อน

หลินเทียนเข้าใจได้ทันทีพร้อมทั้งแสยะยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว

“ให้พูดง่ายๆคือในนิกายนี้ไม่มีกฎอะไรด้วยซ้ำ มีเพียงกฎแห่งป่าใหญ่ที่ผู้แข็งแกร่งเอาชีวิตรอดและกำจัดจุดอื่นออกไป หมัดใครใหญ่ที่สุดก็คนนั้นก็มีอำนาจมากที่สุดและต่อให้ลงมือสังหารศิษย์ร่วมสำนักก็ไม่มีปัญหาอะไร ”

การพูดของเขาเหมือนจะพูดกับตัวเอง ,เหมือนจะถามคนรอบข้าง

ศิษย์โดยรอบที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้เองแม้จะมีสีหน้าเปลี่ยนไปแต่ก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไรมากนัก

“เป็นแบบนั้นจริงๆสินะ ”

หลินเทียนได้แสยะยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่สบายอารมณ์โดยทันที

หลุยจี่ฮุยได้ก้าวเดินออกมาพร้อมทั้งพูดอย่างเคร่งขรึมว่า

“ดูเหมือนว่าจะทำความเข้าใจได้เร็วดีหนิแต่น่าเสียดายที่มันสายเกินไปแล้ว ”

ณ ตอนนี้เองที่อีกฝ่ายได้ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาพร้อมกับแรงกดดันที่รุนแรงของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้จนทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับใจสั่น

สำหรับหลินเทียนแล้วเขายังคงไม่สนใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย

เขาได้จ้องมองไปยังร่างของหลุยจี่ฮุยพร้อมกับพูดออกมาด้วยสีหน้าสบายอารมณ์พลางปลดปล่อยจิตสังหารที่รุนแรงยิ่งกว่าออกมาว่า

“งั้นในอีกความหมายหนึ่งคือต่อให้ข้าฆ่าเจ้าได้ก็ไม่มีใครว่าอะไร ? ใช่ไหม ? ”

จิตสังหารที่เย็นยะเยือกของหลินเทียนนั้นถึงกับทำให้ผู้คนรอบข้างมีสีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดและอดสั่นสะท้านไปไม่ได้

แม้แต่หลุยจี่ฮุยในตอนนี้เองก็ยังมีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันที

จิตสังหารนี้มันเข้มข้นมาก !

“คิดจะทำอะไรน่ะ ! ”

เสียงคำรามอย่างดังได้ถูกส่งออกมา

ชายวัยกลางคน 2 คนได้เดินเข้ามาซึ่งพวกเขาเป็นผู้ดูแลของสำนักที่อยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้

หลุยจี่ฮุยได้จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดว่า

“ดูเหมือนว่าโชคเจ้ายังดีอยู่นะ ”

ด้วยความที่เขาเป็นลำดับที่ 1 ของศิษย์ตำหนักนอกดังนั้นถึงแทบจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้และกล้าแม้กระทั่งสังหารศิษย์ร่วมนิกายแต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงต้องไว้หน้าผู้ดูแลที่กำลังเดินเข้ามา

หลังจากที่พูดจบแล้วหลุยจี่ฮุยก็ได้หันหลังแล้วเดินจากไป

“แกร๊ง ! ”

ตอนนี้เองที่คลื่นกระบี่ได้ฟาดฟันไปที่พื้นด้านหน้าของหลุยจี่ฮุย

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมว่า

“คิดว่าอยากจะไปก็ไปได้ง่ายๆงั้นรึ ? ”

ผู้คนรอบข้างต่างแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปออกมาทันที

“เจ้านี่มันอะไรกัน ? อุส่ารอดมาได้อย่างยากลำบากแล้วทำไมถึงยังไปยั่วยุอยู่อีก ! ”

“นี่มัน……..”

หลายๆคนได้แต่ส่ายศีรษะไปตามๆกัน

หลุยจี่ฮุยได้หยุดเท้าลงพร้อมทั้งจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่เย็นยะเยือกพลางปลดปล่อยแรงกดดันออกมาอีกครั้ง

หลินเทียนก็ยังคงจ้องมองไปทางเขาด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมเช่นเคย

ชายวัยกลางคนทั้งสองได้เดินเข้ามากวาดตามองไปยังหลินเทียนและหลุยจี่ฮุยก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เจ้าคิดจะทำอะไร ! ”

หลินเทียนได้จ้องมองไปยังหลุยจี่ฮุยพร้อมกับก้าวเดินออกไปโดยไม่ให้ความสนใจผู้ดูแลทั้งสองพลางพูดว่า

“ที่นิกายนี้มีเวทีเป็นตายอยู่ซึ่งไม่มีใครสามารถแทรกแซงได้ หลุยจี่ฮุย ข้าขอท้าประลองเจ้าในเวทีนั้น เจ้าสนใจไหม ? ”

หลินเทียนนั้นไม่ชอบเป็นฝ่ายเสียเปรียบดังนั้นในเมื่อมีผู้ดูแลของนิกายมาแล้วเขาถึงได้ดึงเอาหลุยจี่ฮุยเข้าสู้เวทีเป็นตาย , ตราบใดที่อยู่บนเวทีแล้วก็จะไม่มีใครแทรกแซงเขาได้อีก

เสียงของเขาเหมือนดั่งสายฟ้าที่ดังก้องอยู่ในหูของศิษย์รอบข้าง

“อะไรนะ ? ”

หลายๆคนได้ผงะไปทันที

พวกเขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าแปลกๆ

“นี่……บ้าไปแล้ว ? ”

“นี่ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะกล้าท้าประลองเขตแดนผู้รอบรู้บนเวทีเป็นตาย ? ”

“นี่มัน……”

หลายๆคนส่ายศีรษะตามๆกัน

ผู้ดูแลทั้งสองเองก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ตกต่ำ

หลุยจี่ฮุยเองก็ได้แต่หัวเราะออกมาและไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำพูดเหล่านี้จากหลินเทียน ‘สนใจไหม ? ’ ใช่แล้ว นี่มันน่าสนใจมากๆ !

“เวทีเป็นตาย ? เจ้าท้าข้า ? ”

หลุยจี่ฮุยได้ถามออกมา

โจวหยางเองก็ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ราบเรียบว่า

“ไอ้โง่ เกิดมาเพิ่งเคยเจอคนโง่ขนาดนี้ ”

ด้วยเขตแดนชีพจรเทวะกลับกล้าท้าเขตแดนผู้รอบรู้นี่มันเป็นการกระทำที่รนหาที่ตายชัดๆ

“หากว่าตกลงก็พยักหน้า ปฏิเสธก็กระดิกหากแล้วไสหัวไปซะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยสีหน้าที่หมดความอดทน

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วสีหน้าของศิษย์โดยรอบเองก็ถึงกับเปลี่ยนไป นี่ศิษย์ใหม่คนนี้มันจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ?!

หลุยจี่ฮุยได้พูดต่อด้วยท่าทางที่หม่นหมองว่า

“ในเมื่อเจ้ารนหาที่เองงั้นข้าจะสนองให้ ! ”