0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

กระดาษนั้นไม่ได้ใหญ่มากแถมเขายังพบว่ามันเป็นภาพร่างแผนที่รอบๆทั้งนิกายนี้ที่เฒ่าขี้เมาได้เขียนอธิบายจุดต่างๆเอาไว้หมดแล้ว

“ลานฝึก ตำหนักผู้อาวุโส ตำหนักผู้จัดการ ตำหนักยาทิพย์ ตำหนักผลาญฟ้า”

หลินเทียนได้อ่านคร่าวๆ

เรื่องลานฝึก ตำหนักผู้อาวุโส ตำหนักผู้จัดการและตำหนักยาทิพย์นั้นไม่จำเป็นต้องพูดเพราะเขาเข้าใจอยู่ก่อนแล้วแต่ตำหนักผลาญฟ้านี้จากคำอธิบายของมันบ่งบอกว่ามันเป็นสถานที่คล้ายๆกับตำหนักสรรพยุทธ์ของสำนักจิ่วหยางที่มีไว้สำหรับเก็บเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะต่างๆซึ่งดูแลโดยผู้อาวุโส

หลังจากนั้นเขาก็ได้มองไปยังพื้นที่บ่มเพาะ

หลินเทียนได้กวาดมองไปพร้อมพบกับ 5 สถานที่

หุบเหวผนึกอสูร หอคอยจักรวาล ป่ามายา หุบเหววิญญาณมังกรและน้ำตกสวรรค์

“มีสถานที่บ่มเพาะถึง 5 ที่เลยงั้นรึ ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

เมื่อจ้องมองไปยังสถานที่เหล่านี้แล้วเขาก็ได้มองไปคำอธิบายต่างๆที่เฒ่าขี้เมาเขียนทิ้งเอาไว้ให้

หุบเหวผนึกอสูรนั้นเป็นป่าพื้นที่กว้างที่ล้อมรอบนิกายเอาไว้ซึ่งภายในอุดมไปด้วยสัตว์อสูรและสมุนไพรมากมายซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานที่บ่มเพาะหลักของศิษย์ทุกคน

หอคอยจักรวาลนั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกของนิกายซึ่งมันเป็นคอหอย 9 ชั้นที่ทางนิกายได้เชิญปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมมาช่วยวางข่ายอาคมที่แข็งแกร่งเอาไว้เพื่อให้ศิษย์สามารถขัดเกลาจิตสัมผัสของตัวเอง

ป่ามายานั้นเป็นพื้นที่ลวงตาขนาดใหญ่ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างสัตว์อสูรเท่านั้นแต่มันยังสามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญที่สามารถใช้ทักษะออกมาได้เพื่อใช้พัฒนาฝีมือของศิษย์นิกาย

หุบเหววิญญาณมังกรนั้นตั้งอยู่ทางตะวันตกของนิกายซึ่งเป็นสถานที่คล้ายๆกับถ้ำพลังฉีของสำนักเป่ยหยานแต่ความหนาแน่นของมันล้ำหน้าไปไกลกว่ามากแถมยังมีพื้นที่กว้างกว่าหนึ่งกิโลเมตร

น้ำตกสวรรค์นั้นขึ้นอยู่ทางตอนเหนือของนิกายซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า 90 เมตร , น้ำของมันเย็นยะเยือกถึงขั้นที่ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะก็ยังไม่สามารถทนได้, ที่สำคัญกว่านั้นคือในสถานที่แห่งนี้มีข่ายอาคมแรงโน้มถ่วงถูกวางเอาไว้ดังนั้นหากก้าวเข้าไปก็ต้องเผชิญหน้ากับแรงโน้มถ่วงระดับต่ำสุดคือ 5 เท่าซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ไว้ขัดเกลาร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น

ทั้ง 5 สถานที่นี้มีเพียงหอคอยจักรวาลเท่านั้นที่มีไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ส่วนที่อื่นๆไม่มีข้อจำกัดอะไร

“สมแล้วที่ได้ชื่อว่านิกาย , สถานที่บ่มเพาะยังไม่จำกัดเวลาด้วย ! ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

ต้องรู้ก่อนนะว่า ไม่ว่าจะเป็นสำนักเป่ยหยานหรือสำนักจิ่วหยางก็ล้วนมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากรบ่มเพาะเหล่านี้และโดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีการจำกัดเวลาเพราะการทำงานของมันต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากแต่ที่นิกายนี้กลับไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาแต่มีเพียงหอคอยจักรวาลเท่านั้นที่จำกัดด้านระดับพลังเพราะหากว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้เข้าไปก็ไม่ได้รับประโยชน์อันใด

หลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้กวาดตามองไปทั่วๆ เท่าที่เขารู้ในตอนนี้คือนิกายนี้มีผู้อาวุโสระดับสูงอยู่หนึ่งคน จ้าวนิกายหนึ่งคน ผู้อาวุโส 4 คนที่รู้จักซึ่งผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือผู้อาวุโสสูงสุดและรองลงมาก็จะเป็นเขตแดนผู้รอบรู้อย่างผู้อาวุโสที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องประจำวันของทางนิกาย

“ศิษย์นิกายแบ่งออกเป็นศิษย์ ตำหนักนอก ตำหนักใน และแกนหลัก ”

หลินเทียนได้พูดอยู่กับตัวเอง

ศิษย์ทั้งนิกายมีอยู่ประมาณ 500 คนและส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นศิษย์ตำหนักนอกซึ่งไม่มีการจำกัดจำนวน ศิษย์ตำหนักในนั้นถูกจำกัดจำนวนไว้ที่ 30 คน ส่วนศิษย์แกนหลักนั้นถูกจำกัดไว้แค่ 4 คนเท่านั้น การที่จะเป็นศิษย์ตำหนักในได้นั้นต้องตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้เสียก่อนไม่งั้นก็ไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วม

อย่างไรก็ตามเฒ่าขี้เมาก็ได้เขียนอธิบายเงื่อนไขการเลื่อนระดับไปยังศิษย์ตำหนักในและศิษย์แกนหลักไว้หมดแล้วแถมมันยังเป็นเงื่อนไขง่ายๆ , อย่างแรกคือต้องอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้เสียก่อนและหลังจากนั้นก็ต้องเอาชนะศิษย์ตำหนักนั้นๆและหากว่าชนะก็จะได้ตำแหน่งของคู่ต่อสู้แต่หากว่าแพ้ก็จะยังเป็นศิษย์ตำหนักนอกเหมือนเดิมและไม่สามารถท้าประลองใครได้ในเวลาครึ่งปีหลังจากการประลอง

ศิษย์ตำหนักในนั้นตะได้รับอาหารปี่กู่เดือนละ 30 ชิ้น นาปรับสมดุลหยวน 30 เม็ด ยารวมวิญญาณ 10 เม็ด ซึ่งมันมากพอที่จะทำให้ศิษย์ตำหนักนอกอิจฉาตาร้อน , แม้ว่าอาหารปี่กู่จะไม่ถือว่ามีค่าอะไรนักแต่ยาปรับสมดุลหยวนนั้นมีมูลค่าสูงส่วนยารวมวิญญาณนั้นมีมูลค่าสูงยิ่งกว่า

“ระบบคล้ายๆกับสำนักเป่ยหยานไม่มีผิด ”

หลินเทียนได้พูดอยู่กับตัวเองพร้อมทั้งมองไปยังเงื่อนไขเพื่อเลื่อนเป็นศิษย์แกนหลักที่มีอยู่ 2 ข้อ , ข้อแรกต้องมีแต้มความสำเร็จมากพอซึ่งแต้มนี้ได้มาจากการบริจาคเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะ แก่นอสูร ยาทิพย์ให้กับทางนิกายเพื่อแลกเป็นแต้มความสำเร็จ

เมื่อแต้มไปถึงระดับนึงแล้วและอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ก็จะสามารถท้าประลองกับศิษย์แกนหลักคนใดก็ได้และหากว่าชนะก็จะได้ตำแหน่งของคู่ต่อสู้ไปส่วนหากว่าพ่ายแพ้ก็จะกลับไปอยู่ตำแหน่งก่อนหน้านั้นและไม่สามารถท้าประลองใครได้อีกในระยะเวลาครึ่งปีหลังจากนั้น อีกอย่างคือมีเพียงศิษย์ตำหนักในเท่านั้นทีมีคุณสมบัติพอจะท้าประลองกับศิษย์แกนหลัก

หากเทียบศิษย์แกนหลักกับศิษย์ตำหนักในแล้วทางศิษย์แกนหลักนั้นได้รับยามากกว่าแถมยังได้รับการเสี้ยมสอนจากผู้อาวุโสโดยตรงซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งจ้าวนิกายคนต่อไปก็จะเลือกมาจากศิษย์แกนหลักทั้ง 4 คนนี้

“ศิษย์แกนหลักมีบ้านที่มีบริเวณเป็นของตัวเอง นี่มันหรูหราจริงๆ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากนั้นเขาก็ได้อ่านต่อไปก่อนที่จะพบว่ามีข้อห้ามสังหารหรือทำให้ศิษย์ร่วมนิกายพิการแต่ตราบใดที่อยู่บนเวทีเป็นตายก็จะไม่คำนึงถึงกฎข้อบังคับเหล่านี้และสามารถตัดสินชีวิตของคู่ต่อสู้ได้ตามอำเภอใจ

“เวทีเป็นตาย , น่าสนใจจริงๆ ”

หลินเทียนพูดอยู่กับตัวเอง

หลังจากนั้นเขาก็ได้เก็บกระดาษกลับไปเพราะเขาเริ่มเข้าใจแนวทางของนิกายนี้มากขึ้นแล้ว

จะว่าไปแล้วศิษย์ตำหนักนอกในตอนนี้มีจำนวนอยู่มากกว่า 400 คน ศิษย์ตำหนักใน 30 คน ศิษย์แกนหลัก 4 คน

สรุปแล้วยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งได้รับผลประโยชน์มากขึ้น

หลินเทียนได้มองออกไปพร้อมกับพบว่ามันเป็นช่วงค่ำแล้วดังนั้นถึงได้นั่งบ่มเพาะอย่างเงียบๆ , หลังจากที่ผ่านไปประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆแล้วร่างกายของเขาก็อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด

“พักผ่อนดีกว่า”

เขาได้พูดกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปอาบน้ำแล้วกลับมานอนลงบนเตียง

การเดือนทางตลอดเดือนนั้นทำให้เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากๆ

ไม่นานช่วงค่ำก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนได้ตื่นออกมารับแสงแดงก่อนที่จะเดินออกไปด้านนอก

เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปทดสอบสถานที่บ่มเพาะของนิกายดูเสียหน่อย

“ไปที่ป่ามายาก่อนแล้วกัน”

เขาได้พูดกับตัวเอง

ป่ามายานั้นตั้งอยู่ทางตอนใต้ของนิกายซึ่งหลังจากที่เขาเดินออกมาจากเขตที่พักแล้วก็มุ่งหน้าไปทางนั้นโดยทันที

ระหว่างทางเขาได้พบกับศิษย์มากมายและพวกเขาก็ได้แต่มองมาด้วยสายตาที่ตกตะลึง

“นั่นเขา ? ศิษย์ใหม่คนนั้น ? ”

“ใช่แล้ว ! เขานั่นล่ะ , เมื่อวานนี้โจวหยางและพวกต้องการจะปล้นทรัพยากรบ่มเพาะของเขาแต่กลับถูกสั่งสอนกลับไปพร้อมทั้งยังเสียทรัพยากรบ่มเพาะทั้งหมดของตัวเองด้วย”

“โจวหยางนั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 8 ตอนปลายแล้วนี่แสดงว่าเขาไม่แข็งแกร่งเกินไปหน่อย ? สามารถเอาชนะโจวหยางและพวกของเขาได้หมดเลย ? ”

“ข้าเห็นกับตาตัวเองเลยล่ะ คิดว่าจะเป็นอะไรไปได้อีก ? ”

“นี่……….”

หลายๆคนได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียน

โดยปกติแล้วศิษย์ใหม่ของนิกายมักจะถูกปล้นทรัพยากรบ่มเพาะไปจนหมดอย่างเลี่ยงไม่ได้และอาจถึงขั้นตกอยู่ในสภาพอนาถได้แต่ก็ยังมีศิษย์เก่าที่ถูกปล้นทรัพยากรบ่มเพาะไปจากศิษย์เก่าที่แข็งแกร่งกว่าอยู่บ่อยๆทว่าหลินเทียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่กลับปล้นทรัพยากรบ่มเพาะของโจวหยางและพวกของเขาไปจนหมดถึงได้ทำให้คนรอบข้างได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่ตกตะลึง

“ได้ยินมาว่าโจวหยางและศิษย์ตำหนักนอกลำดับที่ 1 อย่างหลุยจี่ฮุยนั้นสนิทกันไม่ใช่รึ แล้วอีกฝ่ายไม่………..”

“บอกได้เลยว่าหลุยจี่ฮุยต้องพุ่งเป้ามายังศิษย์ใหม่นั่นอย่างแน่นอน ”

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมา

“มั่นใจขนาดนั้นเลย ? ”

“ไร้สาระหน่า , โดยปกติแล้วทรัพยากร 50% ที่โจวหยางปล้นมาได้ก็จะถูกนำไปมอบให้กับหลุยจี่ฮุยและนี่ยังไม่ต้องนับเรื่องที่อีกฝ่ายลงมือทำร้ายโจวหยางเลยนะแต่กลับปล้นเอาทรัพยากรทั้งหมดไปด้วย ในเมื่อหลุยจี่ฮุยไม่ได้ส่วนแบ่งแล้วคิดว่าเขาจะนิ่งดูดาย ? ”

“เจ้าหลุยจี่ฮุยนั้นอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้แล้วและได้ข่าวว่าช่วงนี้กำลังเก็บตัวบ่มเพาะเพื่อไต่ไปเป็นศิษย์ตำหนักในหนิ ! ”

“เจ้าก็น่าจะรู้ถึงความแข็งแกร่งของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ดี เขาสามารถเล่นงามผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะได้ง่ายดายไม่ต่างจากการดื่มน้ำเลยด้วยซ้ำ ”

“งั้นแล้วเจ้าศิษย์ใหม่นั่นจะทำอย่างไรล่ะ…..”

“จะทำอะไรได้ล่ะ ? ชะตาขาดแน่นอน ”

หลายๆคนได้แต่ส่ายศีรษะของพวกเขา

หลินเทียนในตอนนี้เป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 4 ดังนั้นพลังวิญญาณของเขาถึงได้กล้าแกร่งมากๆและแน่นอนว่าเขาสามารถได้ยินบทสนทนาของผู้คนรอบข้างได้อย่างชัดเจน , เขาได้หยุดเท้าลงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรก่อนที่จะก้าวเดินต่อไปทางป่ามายาและเมื่อเดินมาถึงแล้วก็พบกับศิษย์มากมายที่สลับกันเข้าๆออกๆ

มันเป็นพื้นที่เหมือนกับชื่อของมัน ภายในเป็นพื้นที่โล่งกว้างที่ถูกลายล้อมเอาไว้ด้วยต้นไม้มากมายซึ่งไม่มีแม้กระทั่งผู้อาวุโสคอยดูแล , หลินเทียนที่ได้เดินมาถึงจุดนี้ก็ได้ก้าวเดินต่อไปทันที

เมื่อเดินเข้าไปแล้วเขาก็พบว่าสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ภาพตรงหน้าจะกลายเป็นเมืองร้างที่ภายในมีสัตว์อสูรตัวใหญ่เป็นหัวโจกและลูกน้องที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสวมชุดเกราะสีดำทมิฬซึ่งแต่ละคนเองก็กำลังถืออาวุธมีคมเอาไว้ด้วยจิตสังหารที่เข้มข้น

ที่สำคัญที่สุดคือเขาพบว่าภายในนี้ยังมีศิษย์นิกายคนอื่นอยู่ด้วย , เขาได้พบเห็นศิษย์เหล่านี้ในช่วงก่อนที่จะเดินเข้ามาแต่ตอนนี้กลับพบกันในภาพมายาเหล่านี้และเมื่อแผดจิตสัมผัสออกไปแล้วก็พบว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ภาพมายาแต่เป็นศิษย์จริงๆที่เข้ามายังข่ายอาคมนี้

“ในภาพมายาเดียวนี้สามารถใช้พร้อมกันได้ครั้งเดียวกว่า 22 คนเลยงั้นรึ นี่มันมหัศจรรย์จริงๆ ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

ต้องรู้ก่อนนะว่าแม้ภายในสำนักจิ่วหยางและสำนักเป่ยหยานจะมีข่ายอาคมแบบเดียวกันแต่ก็ไม่สามารถพบกับศิษย์คนอื่นภายในภาพมายาเดียวกันได้แบบนี้แถมขนาดของพื้นที่ก็กว้างกว่าหลายเท่าซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันเป็นข่ายอาคมระดับสูงกว่ามาก

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้ขมวดคิ้วของเขาโดยทันทีหลังจากที่สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาที่กำลังจับจ้องมาทางเขา