0 Views

ทานข้าวด้วยนะค๊าบ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนได้จ้องมองไปยังชายหนุ่มทั้ง 5 คนที่อยู่ด้านหน้าของเขาด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน

ซูเฟิงในตอนนี้มีสีหน้าตกต่ำลงอย่างมาพร้อมทั้งจ้องมองไปยังหัวโจกของอีกฝ่ายพลางพูดว่า

“โจวหยาง สหายหลินเพิ่งเข้าเป็นศิษย์วันนี้ อย่าให้มันมากเกินไปนะ ! ”

“มากเกินไป ? ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องปกตินะ ”

โจวหยางได้ยักไหล่ของเขา

ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆเองก็ได้แสดงสีหน้าที่สุดจะทนออกมาพลางพูดว่า

“ซู อย่ามายุ่ง ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้หันมองไปทางหลินเทียนพร้องกับพูดต่อว่า

“ไอ้หนู ส่งยาทิพย์มาซะดีๆไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน หากว่าปล่อยให้พวกข้ารอนานก็จะมีบทลงโทษนะ ”

“เจ้า ! ”

สีหน้าของซูเฟิงได้ตกต่ำลงหนักกว่าเก่า

หลินเทียนได้หันหน้ามองไปทางซูเฟิงพร้อมกับถามออกมาว่า

“นี่เรื่องอะไรกัน ? ”

ซูเฟิงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบว่า

“มักจะมีคนปล้นทรัพยากรบ่มเพาะจากศิษย์นิกายคนอื่นๆอยู่บ่อยๆและทั้ง 5 คนนี้แหละที่ชอบทำเรื่องแบบนี้ ”

“แล้วทางนิกายไม่ว่าอะไร ? ”

หลินเทียนได้ขมวดคิ้วของเขา

“ตราบใดที่ไม่ตีกันจนตายหรือว่าพิการก็ไม่ว่าอะไร ”

ซูเฟิงได้ถอนหายใจออกมา

หลินเทียนได้แต่ผงะไปพร้อมกับระลึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเฒ่าขี้เมาและตระหนักได้ทันทีว่าที่นิกายนี้มันป่าเถื่อนกว่าที่อื่น

“ก็จริงนั่นแหละ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“พอได้แล้ว ! ”

ชายหนุ่มชุดเหลืองได้พูดออกมาพร้อมกับก้าวเท้าออกเข้ามา

ซูเฟิงได้แต่แสดงสีหน้าที่หมดหนทางออกมาพร้อมกับพูดว่า

“สหายหลิน ให้ยาทิพย์กับพวกเขาไปก่อน พวกเขาแข็งแกร่งมากๆโดยเฉพาะโจวหยางที่อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 8 , เราไม่ใช่คู่มือของเขาและข้าเองก็ยังพอมีอาหารปี่กู่เหลืออยู่น่าจะพอผ่านเดือนนี้ไปได้ ครั้งหน้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน ”

ภายในนิกายนี้ไม่มีอาหารให้กินดังนั้นต้องคอยประทังชีวิตเอากับอาหารปี่กู่นี้

“เฮ้ซูเฟิง ครั้งนี้ถือว่าเจ้ารู้เรื่องแล้วกัน”

ชายหนุ่มชุดเหลืองได้เดินไปทางหลินเทียนแล้วพูดต่อว่า

“เจ้าหนูรีบๆส่งมันมา หากว่าเจ้ามีมารยาทดีครั้งหน้าเราก็จะไถเอาจากเจ้าแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ”

ชายคนนั้นได้ยิ้มออกมาอย่างน่าหงุดหงิด

หลินเทียนยังคงแสดงสีหน้าที่ไม่แยแสออกมาพลางยกมือจับข้อมือของอีกฝ่ายโดยทันที

“กร๊อบ ! ”

เสียงแตกหักได้ดังขึ้นขณะที่ข้อมือของชายชุดเหลืองได้หักลงทันที

ชายชุดเหลืองได้แต่ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนที่จะมองไปทางหลินเทียนด้วยท่าทางโกรธจัดพลางพูดว่า

“เจ้ากล้า……..”

“โครม ! ”

หลินเทียนยกเท้าเตะอัดใส่และส่งผลให้ร่างของเขาลอยเคว้งออกไปไกลกว่า 15 เมตร

ผู้คนทั้งหลายได้แต่มองด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก

“สหายหลิน นี่…….”

ซูเฟิงได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาและไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน

หลินเทียนได้ก้าวเดินออกไปพลางพูดว่า

“มีการแข่งขันกันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ข้ารังเกียจเรื่องแบบนี้มากๆ เรียกได้ว่ามันก็แค่การที่ผู้แข็งแกร่งรังแกผู้อ่อนแอเท่านั้น ”

ซูเฟิงที่กำลังจ้องมองไปทางหลินเทียนเองก็ได้ผงะไป

โจวหยางและคนอื่นๆที่กำลังจ้องมองไปทางหลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่เย็นชายิ่งกว่าเก่าออกมา

“กล้าลงมือกับพวกเรางั้นรึ ! ”

โจวหยางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ขณะที่พูดจบแล้วทั้ง 3 คนที่อยู่ข้างๆเขาได้กระโจนเข้าใส่หลินเทียนอย่างไม่ปราณี

“เป็นเด็กใหม่ก็หัดทำตัวให้เหมือนเด็กใหม่ซะบ้างแต่กลับกล้าลงมือกับพวกเรางั้นรค ”

ชายร่างผอมได้พูดออกมา

“สหายหลินระวังด้วย เจ้าของเสียงนี้มีความเร็วสูงมากๆ ”

ซูเฟิงได้เตือนออกมา

“สายเกินไปแล้ว ”

ชายผอมแสยะออกมาพร้อมทั้งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของหลินเทียนพลางเหวี่ยงหมัดเข้าใส่อย่างจัง

อย่างไรก็ตามตอนนี้เองที่สีหน้าของเขาได้เปลี่ยนไปหลังจากที่ตระหนักได้ว่ามีฝ่ามือหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาทางเขา

“!!! ”

เสียงตบอย่างดังได้ถูกส่งออกมาขณะที่ร่างของชายผอมจะกระเด็นออกไปไกลพลางกระอักเลือดที่ปะปนฟันออกมา

หลังจากนั้นในเวลาเดียวกันนี้เองที่คนอื่นๆอีก 2 คนก็ได้รับบาดเจ็บจากการตบนี้พร้อมทั้งลอยเคว้งออกไปไกล

โครม โครม ! ร่างของพวกเขาทั้ง 3ได้ตกลงมากระแทกกับพื้นที่อยู่ห่างออกไปพร้อมกับส่งเสียงโอดครวญออกมา

“นี่………”

ซูเฟิงได้แต่แสดงสีหน้าที่หวาดผวาออกมา

ความเร็วของชายร่างผอมนั้นสูงมากๆแถมยังอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 7 ทั้งหมดแต่กลับถูกหลินเทียนตบกลิ้งภายในพริบตา

ศิษย์นิกายหลายคนที่อยู่รอบข้างต่างจ้องมองไปทางพวกเขา

“พวกโจวหยางทั้ง 5 คนกำลังแย่งทรัพยากรบ่มเพาะของศิษย์ใหม่อีกแล้ว”

“อื้ม ? นอกจากโจวหยางแล้วทำไมคนอื่นๆได้รับบาดเจ็บกันหมด ? ”

“นี่…….”

หลายๆคนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาตามๆกัน

พวกเขานั้นเป็นศิษย์ตำหนักนอกซึ่งคุ้นเคยกับโจวหยางและพวกของเขาเป็นอย่างมากแถมยังมีหลายๆคนที่เคยถูกอีกฝ่ายไถทรัพยากรไปด้วยเช่นกันดังนั้นถึงได้ตระหนักดีว่าทั้ง 5 คนนั้นไม่ใช่พวกธรรมดาๆแต่ตอนนี้กลับพบว่า 4 คนในนั้นยกเว้นโจวหยางกำลังได้รับบาดเจ็บถึงได้ทำให้พวกเขาประหลาดใจสุดขีด

โจวหยางได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ตกต่ำลง

“คงคิดก่อนทำแล้วสินะ ”

เขาได้จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง

หลังจากที่พูดจบแล้วแรงกดดันของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 8 ได้ถูกส่งออกมา

สีหน้าของผู้คนโดยรอบถึงกับเปลี่ยนไปอย่างหนัก

พวกเขาได้แต่มองไปทางโจวหยางสลับกับหลินเทียน

“ข้าไม่เคยเห็นคนๆนี้มาก่อนเลย เขาเพิ่งมาใหม่ ? ”

“น่าจะและน่าจะจบแล้ว”

“แล้วทั้ง 4 คนนั้นถูกศิษย์ใหม่กำราบ ? ”

“พวกเขาไม่ได้อ่อนแอเลยนะ !”

“ถึงอย่างไรก็เถอะแต่ตอนนี้มันจบแล้วล่ะ โจวหยางนั้นแข็งแกร่งมากๆติดอันดับ 1 ใน 15 ของศิษย์ตำหนักนอกเลยนะ ! ”

หลายๆคนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

พวกเขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับส่ายศีรษะไปตามๆกัน

“ดูเหมือนว่าศิษย์ใหม่คนนี้ได้พ่ายแพ้อย่างแน่นอน ”

หลายๆคนได้ถอนหายใจออกมา

โจวหยางยังคงจ้องมองออกไปด้วยสีหน้าที่เย็นชาพร้อมกับแรงกดดันที่แผดออกมาได้รุนแรงกว่าต๊วนเหวินโปด้วยซ้ำ แรงกดดันที่ส่งออกมานั้นถึงขั้นทำให้ผู้คนรอบๆต้องล่าถอยออกไป

“โจวหยาง นั่นเจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ ! ”

ซูเฟิงได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป

“ให้บทเรียนกับเจ้าเด็กใหม่นี่ มันจะได้รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรในนิกายนี้ ! ”

โจวหยางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาพุ่งเข้าใส่หลินเทียนโดยทันที

ณ ตอนนี้เองที่มีร่างๆหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา

“เจ้า………….”

โจวหยางได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

เพราะเจ้าของร่างนี้คือหลินเทียนนั่นเอง !

หลินเทียนได้ยื่นมือซ้ายออกไปคว้าลำคอของโจวหยางเอาไว้พร้อมทั้งตบหน้าเขาด้วยมือขวาอย่างจัง

เสียงตบนี้ดังไปทั่วพื้นที่โดยรอบ

“เจ้า…….”

“เพรี้ย ! ”

หลินเทียนยังคงตบต่อไปด้วยสีหน้าที่ไม่แยแส

หลังจากนั้นไม่นานหน้าของอีกฝ่ายได้เปลี่ยนเป็นโชกด้วยเลือดก่อนที่จะตบจนปลิวออกไปไกล

“ตั้งแต่แรกข้าก็คิดอยากจะต่อยเจ้าอยู่นานแล้ว ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ร่างของโจวหยางได้ลอยออกไปไกลขณะที่ส่งเสียงร้องโอดครวญออกมา

“เสียงดังน่ารำคาน ! ”

หลินเทียนได้ยกเท้าขึ้นมาเตะซ้ำไปยังหน้าท้องของโจวหยาง

โครม ! ร่างของอีกฝ่ายลอยเคว้งออกไปไกลก่อนที่จะสลบอยู่กลางป่า

“นี่…..นี่……….”

“เหี้ยมจริงๆ มาจากไหนกัน ? ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ ?! ”

“พระเจ้าช่วย !”

พวกเขาได้แต่จ้องมองออกไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเป็นไข่ห่าน

โจวหยางนั้นแข็งแกร่งมากๆติดอันดับที่ 12 ของศิษย์ตำหนักนอกแต่กลับถูกจัดการลงอย่างง่ายดาย

“นี่เป็นศิษย์ใหม่จริงงั้นรึ ? ”

หลายๆคนได้แต่กลืนน้ำลายลงไป

ชายร่างผอมที่ถูกหลินเทียนตบไปก่อนหน้านี้ได้แต่หันมองไปยังร่างของโจวหยางที่หมดสติไปแล้วพลางแสดงสีหน้าที่หวาดหวั่นออกมา พวกเขาปล้นเอาทรัพยากรบ่มเพาะมาจากศิษย์กว่าร้อยครั้งแต่ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะเตะแผ่นเหล็กเข้าให้แล้วที่ดันไปพบกับศิษย์ใหม่ที่แข็งแกร่งขนาดนี้

พวกเขาได้แต่เดินไปพยุงร่างของโจวหยางเอาไว้แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 8 อย่างโจวหยางยังพ่ายแล้วพวกเขาจะไปทำอะไรได้

“แกร๊ง ! ”

คลื่นกระบี่รุนแรงได้ผ่าลงไปที่พื้นตรงหน้าของพวกเขาจนทำให้ต้องแข็งค้างไป

“คิดอยากจะไปก็ไป ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

หัวใจของทั้ง 4 คนได้แต่สั่นสะท้านขณะที่ชายหนุ่มชุดเหลืองได้จ้องมองไปทางหลิยเทียนพลางถามออกมาว่า

“เจ้า….. เจ้าคิดจะทำอะไร ! ”

“เจ้ามาปล้นทรัพยากรของข้าดังนั้นทิ้งทรัพยากรทั้งหมดเอาไว้ซะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วสีหน้าของพวกเขาถึงกับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้าทำร้ายร่างกายของพวกเราแล้วยังคิดจะปล้นเราอีกงั้นรึ ! อย่าให้มันเกินไปนะ ! ”

ชายร่างผอมได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด

หลินเทียนยังคงแสดงสีหน้าที่ดูถูกออกมาพร้อมทั้งเดินเข้าไปใกล้ชานคนนั้นพลางตบออกไปอย่างจัง

ชายร่างผอมได้แต่สำลักเลือดออกมาขณะที่ปลิวออกไปไกลอีกครั้ง

“เกินไป ? ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติซะอีก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เมื่อได้ยินประโยคนี้แล้วสีหน้าของพวกเขายิ่งน่าเกลียดลงกว่าเดิมเพราะมันเหมือนกับประโยคก่อนหน้านี้ที่โจวหยางพูดไว้ไม่ผิดเพี้ยน

ทั้ง 4 คนได้แต่จ้องไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่โกรธและหวาดกลัว

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่เย็นชาออกมามากกว่าเก่าพร้อมทั้งพูดว่า

“อย่าได้คิดจะทดสอบความอดทนของข้า ”

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเย็นยะเยือกที่หลินเทียนส่งออกมาแล้วพวกเขาก็ได้แต่สั่นระริกเพราะจนถึงตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญที่ตายลงด้วยเงื้อมมือของเขาไมต่ำกว่าหลายพันชีวิตถึงได้ทำให้จิตสังหารของเขาเข้มข้นเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับไหว

ตอนนี้เองที่พวกเขาต่างนำเอาทรัพยากรบ่มเพาะออกมาทั้งหมด

“ช่วยแทนมันด้วยสิ”

หลินเทียนได้มองไปทางโจวหยาง

พวกเขาทั้ง 4 จะกล้าขัดขืนได้อย่างไรกัน , หลังจากนั้นทุกคนต่างนำเอาทรัพยากรบ่มเพาะทั้งหมดของโจวหยางออกมาวางไว้ตรงหน้า

“เท่านี้แหละ ”

ชายชุดเหลืองได้กัดฟันพูดออกมา

หลินเทียนได้ชายตามองเขาแล้วพูดออกมาว่า

“ไสหัวไปไกลๆ ”

ตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาทั้ง 4 คนได้ซีดขาวเป็นกระดาษพร้อมทั้งรีบพยุงร่างของโจวหยางออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่กล้าอยู่ต่อ

ผู้คนโดยรอบต่างแสดงสีหน้าที่สะใจออกมาตามๆกัน

“นี่………..”

“กลายเป็นโจวหยางกับพวกถูกปล้นแทนงั้นรึ ? ”

“โหดสุดๆ !”

หลายๆคนได้แต่แสดงสีหน้าที่โง่งมออกมาตามๆกัน

หลินเทียนได้รับเอาทรัพยากรบ่มเพาะเอาไว้ก่อนที่จะพบว่ามีอาหารปี่กู่อยู่เต็มไปหมด , ยาปรับสมดุลหยวนและยารวมวิญญาณกว่าหลายสิบเม็ด

“สหายซูเอาไปได้เลยตามสบาย ”

เขาได้เดินเข้าไปหาซูเฟิง

ซูเฟิงได้แต่โบกมือพร้อมทั้งพูดว่า

“ไม่เป็นไร ๆ ”

เขาจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจพลางคิดว่าสมแล้วจริงๆที่เป็นศิษย์ของท่านผู้นั้น น่ากลัวจริงๆ !

“อ่อใช่สหายหลิน รีบกลับไปยังที่พักก่อนแล้วกันเพราะข้าเองก็ต้องกลับไปทำหน้าที่เฝ้าทางเข้านิกายต่ออีก 3 วัน”

ซูเฟิงได้พูดออกมา

หลินเทียนได้ผงะไปพร้อมกับพูดว่า

“มันมีเวรของมันด้วย ? ”

ซูเฟิงพยักหน้าตอบพร้อมกับพูดว่า

“หน้าที่นี้เป็นของศิษย์ตำหนักนอกทุกคนและทุกๆ 3 วันก็จะเปลี่ยนกลุ่มใหม่กลุ่มละ 10 คน , 3 คนที่หน้าทางเขาและอีก 7 คนก็กระจายกันไปตามสถานที่ต่างๆ , หลังจากนี้เจ้าจะเข้าใจเอง ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

เมื่อบอกลาซูเฟิงและมองไปยังสีหน้าที่ตกตะลึงของผู้คนโดยรอบแล้วหลินเทียนก็ได้กลับไปยังที่พักของเขาเพื่อเก็บของแล้วหยิบเอากระดาษที่ได้รับจากเฒ่าขี้เมาก่อนหน้านี้ออกมาอ่าน