0 Views

เมื่อวานผมลืมลงเลยลงเพิ่มให้นะครับ <3

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนและจี่หยูได้บอกลากับจี่หยวนฉานก่อนที่จะขึ้นขี่ม้าเร็วเพื่อออกเดินทางไปพร้อมๆกับเฒ่าขี้เมาและสาวงาม

หลังจากนั้นระยะเวลาครึ่งเดือนก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในช่วงระยะเวลาเหล่านั้นพวกเขาก็ได้หยุดพักเป็นครั้งคราวซึ่งไม่รู้เลยว่าเดินทางมาไกลจากเมืองหลวงแค่ไหนแล้ว

“ยังต้องไปอีกไกลแค่ไหน ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ตอนนี้พวกเขาทั้ง 4 คนยังคงอยู่พักเอาแรงอยู่ภายในป่าเล็กๆ

“เกือบจะถึงแล้ว”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมา

หลินเทียนพยักหน้าของเขาก่อนที่จะนั่งพิงต้นไม้แล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

เดินทางมาตลอดครึ่งเดือนมันทำให้เขาเหนื่อยเป็นอย่างมาก

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็รีบออกเดินทางกันต่ออย่างรวดเร็ว

ไม่นานเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน

วันนี้ด้านหน้าของพวกเขามีภูเขาใหญ่อยู่ซึ่งหากมองออกไปแล้วก็จะพบว่าตามภูเขานั้นมีตำหนักที่ให้ความรู้สึกลึกลับตั้งอยู่เหมือนโลกในฝัน

“ถึงแล้ว ”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมา

หลินเทียนได้มองไปด้านหน้าพร้อมกับสีหน้าที่แข็งค้างไป

สาวงามได้หยุดม้าลงพร้อมทั้งมองไปทางเฒ่าขี้เมาและหลินเทียนก่อนที่จะพูดกับจี่หยูว่า

“นิกายเราก็อยู่ไม่ไกลจากนี้ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้เคลื่อนม้าออกไปหน่อยเพื่อเว้นช่องว่างให้หลินเทียนและจี่หยูได้บอกลากัน

จี่หยูได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ

“สู้ๆล่ะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

จี่หยูได้ยิ้มตอบพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้านี่มันซื่อบื้อจริงๆถึงไม่พูดคำนั้น ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาด้วยความเขินอาย

จี่หยูได้เดินมาข้างๆเขาพร้อมกับพูดว่า

“ข้าเชื่อว่าไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหนก็ไม่มีใครสามารถบดบังเจ้าได้ ”

หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งนางก็ได้ก้าวเท้าเข้าไปกอดเขาอยู่ครู่หนึ่งพลางกระโดดขึ้นหลังม้าไป

“ลาก่อน ”

หลังจากนั้นนางก็ได้บอกลาพร้อมทั้งเคลื่อนม้าไปตามสาวงาม

สาวงามได้มองไปทางหลินเทียนเล็กน้อยก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปพร้อมๆกับจี่หยู

หลินเทียนยังคงมองอออกไปด้วยท่าทางที่ตกต่ำ

“ไม่ต้องมองหรอก ไม่มีแม้แต่เงาแล้ว ”

เสียงของเฒ่าขี้เมาได้ดังขึ้น

หลินเทียนได้เดินมาข้างๆกับเฒ่าขี้เมาพร้อมทั้งก้าวเดินออกไปด้วยกัน

จริงๆแล้วตำหนักที่อยู่ด้านหน้านั้นเห็นได้ชัดมากเจนมากๆ

ตลอดทางเต็มไปด้วยพืชมากมายพร้อมทั้งขันบันใดความชัน 80 องศาทอดยาวขึ้นไปกว่า 300 เมตรแถมด้านบนนั้นยังห้อมล้อมไปด้วยหมู่เมฆมากมายให้ความรู้สึกเหมือนภาพในฝันอย่างมาก

“ด้านบนนั้นคือนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้า? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

เฒ่าขี้เมาได้พยักหน้าพร้อมกับมองออกไป

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาเพราะว่ารสนิยมของที่นี่มันเหมือนกับสถานที่ในจินตนาการอย่างมาก

ณ ตอนนี้เองที่เฒ่าขี้เมาได้เดินมาแตะไหล่ของเขาเอาไว้พร้อมกับพูดว่า

“ไปสิเจ้าหนู ”

หลินเทียนได้ผงะไปพร้อมกับถามออกมาว่า

“ข้าไปคนเดียว ? ”

เฒ่าขี้เมาได้หยิบเอาจดหมายแนะนำออกมาส่งให้เขาพร้อมกับพูดว่า

“เอาจดหมายนี้ไปให้ผู้ดูแลแล้วพวกเขาจะจัดการให้เอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข้อมูลอื่นๆเขียนเอาไว้แล้วด้วยในกระดาษอีกใบ จำไว้ด้วยว่านิกายนั้นแข็งแกร่งก็จริงแต่การแก่งแย่งชิงดีกันก็ยิ่งทรหดมากขึ้นตามไปด้วย ”

“เฮ้ ตาเฒ่า นี่มันหมายความว่าไง ! ”

หลินเทียนได้ขมวดคิ้วของเขา

อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาพูดจบแล้วก็พบว่าร่างของเฒ่าขี้เมาได้หายไปแล้วพร้อมกับเสียงที่ส่งเข้ามาในหูเขาว่า

“ขึ้นไปได้แล้วศิษย์รัก ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะว่าข้าไปหาเหล้าดื่มก่อนแล้วข้าจะกลับมาหาเจ้าทีหลัง ”

หลินเทียนได้แต่มองไปรอบๆและไม่พบร่างของใครอีกเลย

“@#¥%…… ! ”

เขาได้แต่ก่นด่าออกมาเพราะตาเฒ่านี้รับเขามาแล้วทิ้งเขาเอาไว้ !

เมื่ออ่านกระดาษแนะนำและกระดาษอีกใบแล้วหลินเทียนก็ได้แต่เงียบไปก่อนที่จะก้าวเดินออกไป

ไม่นานเขาก็ได้ไปถึงขั้นบันไดหิน

“ใครน่ะ หยุด ! ”

เสียงตะโกนได้ถูกส่งออกมา

ด้านหน้าบันไดหินนั้นมีชายหนุ่มสามคนคอยเฝ้าเอาไว้ทั้งซ้ายขวาและตรงกลาง , ขณะที่เห็นการมาถึงของหลินเทียนแล้วพวกเขาก็ได้ส่งเสียงออกมาทันที

หลินเทียนได้มองไปยังทั้งสามคนก่อนที่จะผงะไปเพราะว่าระดับพลังของพวกเขานั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะ !

เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา , สมแล้วที่เป็นถึงนิกายเพราะขนาดแค่ศิษย์ที่เฝ้าหน้าประตูทางเข้ายังแข็งแกร่งขนาดนี้เลย ?

“สวัสดีสหายทั้งสาม ท่านอาจารย์ของข้าได้ส่งข้ามาที่นี่ ”

หลินเทียนพูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ส่งจดหมายแนะนำของเฒ่าขี้เมาออกไป

เขาเชื่อว่าจดหมายนี้น่าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง

ชายหนุ่มที่อยู่ตรงกลางได้ก้าวเดินออกมาพร้อมกับอ่านจดหมายของเขาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที

“ตามข้ามา ”

เขาได้มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปซึ่งแสดงให้เห็นถึงสีหน้าแปลกๆและประหลาดใจ

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้มอบหน้าที่ดูแลให้กับทั้งสองคนที่เหลือพร้อมทั้งก้าวเดินขึ้นไปด้านบน

แน่นอนว่าหลินเทียนก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปพร้อมทั้งเดินตามชายหนุ่มคนนั้นไป

หลังจากที่ก้าวเดินออกไปแล้วหลินเทียนก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศและอุณหภูมิเริ่มเบาบางลงจนทำให้เขารู้สึกเย็นไปทั่วแผ่นหลัง , ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกวิงเวียงศีรษะขึ้นเพราะว่าขั้นบันไดเหล่านี้มันชันมากๆ

หลินเทียนได้ตั้งสติพร้อมทั้งปรับสภาพจิตใจให้มั่นคง

ชายหนุ่มด้านหน้าที่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของหลินเทียนเองก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ครั้งแรกก็แบบนี้แหละ ข้าเองก็ไม่ต่างกันแต่หลังจากที่ขึ้นๆลงๆบ่อยๆแล้วเดี๋ยวก็ชินเองแหละ ”

หลินเทียนพยักหน้าตอบพร้อมกับพูดว่า

“ขอบคุณที่แนะนำ ”

“ไม่เป็นไรหรอก ”

ชายหนุ่มโบกมือให้กับเขา

ไม่นานหลินเทียนก็ได้เดินขึ้นไปถึงด้านบนสุดและพบกับตำหนักของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าอย่างแท้จริง

เมื่อได้มองดูใกล้ๆแล้วมันทำให้สีหน้าของเขาต้องเปลี่ยนไปทันที

กว้างขวางและอลังการเกินไปแล้ว !

ก่อนหน้านี้ตอนที่เพิ่งเข้าไปในสำนักเป่ยหยานเขาก็รู้สึกคล้ายๆกันและเมื่อมองออกไปยังนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าแล้วก็พบว่าอย่างน้อยๆมันกว้างกว่าสำนักเป่ยหยานเป็นสิบๆเท่า !

เขาได้กวาดตามองไปรอบๆก่อนที่จะพบกับศิษย์ของนิกายมากมายและอายุของพวกเขาก็ประมาณ 18 ปีแต่ต่ำสุดกลับอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 5 !

“สมแล้วที่ได้ชื่อว่านิกาย !”

เขาคิดอยู่ภายในใจ

“ไปกัน ข้าจะนำเจ้าไปยังตำหนักผู้จัดการ ”

ชายหนุ่มได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“รบกวนด้วยนะสหาย”

“ไม่จำเป็นต้องสุภาพหรอก ”

ชายหนุ่มได้ส่ายศีรษะของเขา

หลินเทียนเดินตามหลังชายหนุ่มไปก่อนที่จะเดินไปถึงตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง

เขาได้แต่ผงะไปพร้อมกับมองไปยังป้ายตัวอักษรใหญ่ที่สลักเอาไว้ว่า…….ตำหนักผู้จัดการ

ชายหนุ่มคนนั้นได้อธิบายขณะที่อยู่ระหว่างทางให้เขาฟังว่า

“ตำหนักผู้จัดการนี้จะดูแลเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับศิษย์ภายในนิกายเช่นรางวัลหรือบทลงโทษ ศิษย์ใหม่ล้วนดูแลโดยตำหนักนี้ ”

หลินเทียนพยักหน้าตอบพร้อมทั้งเดินตามชายหนุ่มไป

ด้านในนั้นมีชายชรา 3 คนกำลังนั่งอยู่อย่างสบายใจและหลังจากที่หลินเทียนได้กวาดตามองไปแล้วก็ถึงกับผงะไปเพราะเขาพบว่าทั้ง 3 คนนั้นต่างอยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ด้วยกันทั้งหมดแถมยังแข็งแกร่งกว่าบรรพบุรุษตระกูลเจียงอีกด้วย , อย่างน้อยๆพวกเขาก็อยู่ในเขตแดนผู้รอบรู้ระดับ 3 !

“ท่านผู้อาวุโสฝ่ายดูแล , น้องชายคนนี้มีจดหมายแนะนำของท่านผู้นั้นมาด้วย ”

ชายหนุ่มได้เดินเข้าไป

หลังจากนั้นเขาก็ได้พยักหน้าให้กับหลินเทียน

หลินเทียนเข้าใจความหมายนี้ดีถึงได้ก้าวออกไปพร้อมทั้งยื่นจดหมายแนะนำให้กับผู้อาวุโสตรงหน้า

ชายชราคนนี้ได้กวาดตามองไปก่อนที่ดวงตาของเขาจะหดเล็กลงโดยทันที

ชายชราข้างๆเขาอีก 2 คนเองก็ได้แต่มีสีหน้าเปลี่ยนไปตามๆกัน

ทั้ง 3 คนได้มองไปที่กันและกันก่อนที่จะหยิบเอาตราสีทองส่งให้หลินเทียนแล้วพูดว่า

“นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าถือเป็นศิษย์ของนิกายเรา ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้มองไปทางชายหนุ่มพร้อมกับพูดต่อว่า

“นำเขาไปยังเขตที่พักเพื่อหาที่พักก่อนแล้วกัน ”

“ขอรับ ”

ชายหนุ่มคนนั้นได้ตอบกลับไป

หลินเทียนที่กำลังถือตราสีทองเองก็ได้โค้งคำนับพร้อมทั้งเดินตามชายหนุ่มออกไป

ชายชราทั้ง 3 คนได้แต่มองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนที่กำลังเดินจากไปด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

“ไม่คิดเลยว่าชายคนนั้นจะเอาศิษย์กลับมาที่นี่ด้วย ได้ยินมาว่าเขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเหยียบนิกายเรามากว่าสิบปีแล้ว ไม่คิดเลยว่าอยู่ดีๆก็เอาศิษย์กลับมา , ดูเหมือนว่านิกายเราต้องคึกคักขึ้นอย่างแน่นอน”

“ใครจะไปรู้กันล่ะ ”

“ไปรายงานผู้อาวุโสคนอื่นๆก่อนแล้วกัน”

ทั้ง 3 คนได้พูดออกมา

……….

หลังจากที่เดินออกมาแล้วหลินเทียนก็ได้เดินทางไปถึงป่ากว้างแห่งหนึ่งพร้อมๆกับชายหนุ่ม

เมื่อมองออกไปแล้วจะพบกับที่พักมากมายที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าและแม้มันอาจจะดูธรรมดาแต่กลับอุดมไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติแถมรอบข้างเองก็ยังเงียบสงบพร้อมทั้งพลังฉีที่เข้มข้น

“ที่นี่เป็นที่พักของศิษย์ตำหนักนอกแต่ก็ยังมีบ้านว่างหลายหลังดังนั้นเจ้าเลือกได้ตามสบายเลย อ่อใช่ ข้ามีชื่อว่าซูเฟิง , หลังจากที่เจ้าเลือกที่พักเสร็จแล้วข้าจะนำเจ้าไปยังตำหนักยาทิพย์เพื่อรับทรัพยากรบ่มเพาะรายเดือน ”

ชายหนุ่มได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“ขอรบกวนด้วย ”

หลินเทียนได้แสดงท่าทางซาบซึ้งออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วหลินเทียนก็ได้กวาดตามองไปรอบๆพร้อมกับเลือกที่พักแห่งหนึ่ง

ภายในนั้นเรียบง่ายอย่างมาก มันมีเตียงไม้ โต๊ะไม้ ห้องเล็กๆสองห้องซึ่งดูๆแล้วสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ยิ่งกว่าสำนักจิ่วหยางด้วยซ้ำ

“เส้นทางบ่มเพาะต้องไม่ยึดติดอยู่กับความหรูหรา เรียบง่ายแบบนี้แหละดี ”

ซูเฟิงได้พูดออกมา

หลินเทียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

หลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้เดินไปยังตำหนักยาทิพย์ด้วยกันพร้อมๆกับซูเฟิงและจากคำอธิบายของอีกฝ่ายก็พบว่าแต่ละเดือนนั้นทางศิษย์นิกายจะได้รับยาทิพย์ต่างกันตามระดับชั้นของศิษย์ ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งได้รับทรัพยากรที่สูงขึ้น

หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ได้มาถึงที่หน้าตำหนักยาทิพย์

“ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์ตำหนักนอกดังนั้นจะได้รับอาหารปี่กู่ 30 ชิ้น ยาปรับสมดุลหยวน 5 เม็ด ยารวมวิญญาณ 5 เม็ด , อาหารปี่กู่นั้นมีไว้สำหรับสลายความอยากน้ำและอาหารส่วนยาปรับสมดุลหยวนนั้นช่วยเสริมพลังฉี , สุดท้ายแล้วยารวมวิญญาณนั้นเป็นยาเสริมความแข็งแรก่งซึ่งมีประโยชน์ช่วงก่อสร้างทะเลความรู้ในภายหลัง ”

ซูเฟิงอธิบายออกมา

หลินเทียนทำความเข้าใจอย่างรวดเร็วก่อนที่จะรับยาทิพย์ทั้งหมดของเดือนนี้

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เดินกลับออกมาเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก

“น่าจะคุ้นเคยแล้วนะ หลังจากนี้ก็มาเองล่ะ ”

ซูเฟิงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“อื้ม ขอบคุณเจ้ามาก ”

หลินเทียนแสดงความขอบคุณออกมา

ณ ตอนนี้เองที่มีเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายดังขึ้นขณะที่ชายหนุ่ม 5 คนได้เดินเข้ามาขวางทางพวกเขาเอาไว้

“ซู ข้างๆเจ้าน่ะเด็กใหม่รึ ? เอายาที่เพิ่งไปรับมาให้พวกข้าเร็ว ! ”

หัวโจกของพวกเขาได้ส่งเสียงออกมาด้วยรอยยิ้ม