0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาและไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดี

“น่ารักจริงๆ ”

ซินเหยายิ้มออกมาก่อนที่จะถอยห่างออกไป

พูชิได้โบกมือให้กับหลินเทียนพร้อมกับพูดว่า

“น้องชายมานั่งก่อนสิ ไม่คิดเลยว่าจะกลับมาที่นี่ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบพร้อมทั้งเดินไปนั่ง

“กลับมาได้ไม่นานเดี๋ยวก็ต้องไปต่อแล้วถึงได้กลับมาเยี่ยมคนอื่นๆก่อน ”

เขาได้ตอบกลับไป

“ก็คือว่าคิดได้ ดีที่พี่สาวไม่ได้รักเจ้าเสียเปล่า ”

ซินเหยาพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียน

“…….”

หลังจากที่ไม่ได้พบกันหลายเดือนนั้นเขาคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเริ่มพัฒนาขึ้นถึงได้พูดได้อย่างเป็นกันเองมากขึ้น

“เอาล่ะน้องชายเองก็สร้างเรื่องที่เมืองหลวงไว้ไม่เบาเลยหนิ ”

ตระกูลซินนั้นเป็นตระกูลพ่อค้าอันดับ 1 ของเมืองหลวงดังนั้นถึงได้มีเส้นสายที่ดีมากๆและทุกอย่างที่หลินเทียนได้ลงมือทำไปพวกเขาก็รู้มาจากซินเชิงหยุนก่อนแล้ว , หลังจากที่พวกเขาได้ยินเรื่อง บุกชิงตัวประกัน บุกไปราชวังและฆ่าล้าง 3 ตระกูลใหญ่แล้วก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกัน

“ก็งั้นๆแหละ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“นี่ยังเรียกว่างั้นๆอีก ? น้องชายนี่อวดดีจริงๆ ”

ซินเหยาได้กรอกตาของนาง

หลินเทียนแสดงสีหน้าที่อึดอัดออกมาพลางคิดว่าตัวเองอวดดีอย่างไร

“อ่อใช่ เอานี่มาคืนเจ้าด้วย ”

เขาได้หยิบเอาตราสีเงินออกมาส่งคืนให้ซินเหยาเพราะว่าตอนนี้มันไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว

“เป็นไง ? ได้ประโยชน์ดีไหม ? ”

ซินเหยาถามออกมาด้วยรอยยิ้ม

“ดีมาก ”

หลินเทียนตอบกลับ

ตอนที่เขาไปถึงที่เมืองหลวงนั้นก็พบว่าที่แท้ซินเหยาก็เป็นคุณหนูของตระกูลพ่อค้าอันดับที่ 1 ของเมืองหลวงและสามารถเอื้อประโยชน์ในเรื่องตำหนักรวมสมบัติให้เขาได้มากมาย

“งั้นรึ ? แล้วคิดหรือยังว่าจะขอบคุณพี่สาวอย่างไรดีล่ะ ? ”

ซินเหยากระพริบตาปริบๆ

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“แน่นอน”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้หยิบเอาแหวนมิติส่งให้นางพลางพูดว่า

“ภายในนั้นมีเคล็ดวิชาบ่มเพาะ ทักษะ ยาทิพย์ตั้งแต่เขตแดนหล่อหลอมร่างกายไปจนถึงเขตแดนผู้รอบรู้ซึ่งตระกูลของเจ้าเองก็เป็นตระกูลพ่อค้าดังนั้นเมื่อได้สิ่งเหล่านี้ไปแล้วก็จะทำให้ตระกูลของเจ้าไม่ด้อยไปกว่าตระกูลผู้บ่มเพาะเลย คิดว่าของขวัญพวกนี้เป็นไง ? ”

ซินเหยาได้แต่ผงะไปพร้อมทั้งแสดงสีหน้าที่สุภาพออกมา

หลังจากที่นางรับแหวนมิติไปแล้วก็ได้ถ่ายพลังลงไปเพื่อดูของที่บรรจุอยู่ภายในก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาอีกครั้ง

“เพลงกระบี่สายนุ้งของตระกูลเหล็งแถมยังมีทักษะอื่นอีก ”

ดวงตาของนางเปล่งประกายออกมาทันที

พูชิที่อยู่ข้างๆเองก็ได้มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปพลางพูดว่า

“น้องชาย นี่……..มันล้ำค่าเกินไป ”

หลินเทียนส่ายศีรษะของเขาพร้อมกับพูดว่า

“ไม่ถือว่าเป็นอะไรหรอก ”

ของเหล่านี้เขาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แต่หากให้มันกับซินเหยาแล้วมันจะช่วยนางได้มาก เขาคิดว่าหากได้ของสิ่งนี้ไปแล้วตำแหน่งผู้นำตระกูลซินคนต่อไปต้องเป็นของนางอย่างแน่นอนแถมหลังจากนี้ตระกูลซินก็จะขึ้นเป็นหนึ่งในตระกูลผู้บ่มเพาะที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวงจะทำให้ความปลอดภัยต่อหลินซี่มีมากขึ้นและเขาเชื่อดีว่านางจะต้องช่วยดูแลน้องสาวเขาอย่างแน่นอน

“พี่ไม่รู้ว่าจะพูดขอบคุณอย่างไรดี”

ซินเหยาถอยหายใจออกมา

ของนี้มันล้ำค่ามากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ด้วยซ้ำ

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่รึ ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ซินเหยาเองก็ได้จ้องมองไปทางหลินเทียนก่อนที่จะยิ้มออกมาด้วยใบหน้าที่น่าหลงใหลพลางพูดต่อว่า

“งั้นพี่สาวเสียมารยาทล่ะนะ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้เก็บเอาแหวนมิติไป , นางเป็นคนฉลาดดังนั้นถึงได้รู้ดีว่าของเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขานักหลังจากที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง

“อ่อใช่ ได้ยินว่าเจ้าได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาของนิกายหนึ่ง ? ”

พูชิได้ถามออกมา

หลินเทียนพยักหน้าตอบพร้อมกับพูดว่า

“ใช่แล้ว หลังจากนี้อีกไม่นานก็ต้องเดินทางไปจากจักรวรรดินี้เพื่อบ่มเพาะพลังที่นิกายแล้ว การกลับมาครั้งนี้เพื่อมาบอกลาเฉยๆ ”

สำหรับเขาแล้วการที่พูชิจะรู้เรื่องนี้ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะถึงอย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงรู้กันหมดแล้ว พูชิที่เป็นคนของตระกูลซินนั้นก็ต้องรู้อย่างแน่นอน

“น้องชายนี่สุดยอดไปเลยนะ อายุ 16 ปีแต่กลับประสบความสำเร็จมาได้ขนาดนี้ ”

พูชิถอนหายใจออกมา

“พูก็ชมเกินไป”

หลินเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

เขาได้ใช้เวลาอยู่ที่นี่กว่า 4 ชั่วโมงก่อนที่จะบอกลาคนเหล่านี้ไป

“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ข้าจะดูแลน้องสาวเจ้าให้เอง ตั้งใจบ่มเพาะล่ะ ”

ซินเหยาได้พูดออกมา

ณ ตอนนี้นางพูดออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจังอย่างมาก

“ขอบคุณ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบก่อนที่จะเดินจากไป

หลังจากที่กลับจากตำหนักแลกสมบัติแล้วเขาก็ได้เข้าไปยังสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมของเมืองนี้เพื่อพบกับเก้อเจิ้ง , เขาได้ให้แบบแปลนข่ายอาคมลมกระโชกให้เป็นของขวัญจนทำให้อีกฝ่ายตกตะลึงถึงขั้นแทบขอฝากตัวเป็นศิษย์ของหลินเทียน , หลังจากที่ผ่านใช้เวลากันไปได้กว่า 2 ชั่วโมงแล้วหลินเทียนก็ได้เดินจากที่แห่งนี้เพื่อกลับไปยังสำนักจิ่วหยาง

“ราชวง ตระกูลซิน สำนักจิ่วหยาง สมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคม , หลินซี่น่าจะเติบโตได้ดี ”

หลินเทียนพูดกับตัวเอง

ก่อนที่จะจากไปนั้นเขาจำเป็นต้องวางรากฐานเอาไว้ให้หลินซี่เสียก่อน

เมื่อกลับไปถึงสำนักจิ่วหยางแล้วเขาก็ได้เดินเข้าไปทางที่พักของมู่ชิง

“ท่านพี่ ! ”

หลินซี่ที่เพิ่งเล่นกับซูชูวเองก็รีบวิ่งมากอดหลินเทียนอย่างรวดเร็ว

“ฮิ ”

หลินเทียนยิ้มตอบพร้อมทั้งลูบศีรษะของนางอย่างเอ็นดู

เด็กน้อยคนนี้สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

“ทิ้งข้าไว้กลางแดดเชียวนะ ”

ซูชูวได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่อิจฉา

หลินเทียนได้แต่หัวเราะออกมาด้วยท่าทางที่สนใจ

หลังจากนั้นในช่วงสองวันเขาได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับหลินซี่โดยการออกไปไหนมาไหนด้วยกันพร้อมๆกับซูชูว , พวกเขาไปซื้อของ เดินเล่น จับสัตว์ เก็บผลไม้นอกเมืองและเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน

วันนี้หลินเทียนเตรียมตัวที่จะออกเดินทางในช่วงเช้า

เหมือนกับครั้งก่อนที่มู่ชิง ฉีดง ซูชูว ซินเหยา พูชิ เก้อเจิ้งและคนอื่นๆมาส่งเขาออกเดินทาง

“ไม่ต้องเป็นห่วงล่ะ มีข้าดูแลหลินซี่อยู่ ”

ซูชูวพูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าให้กับนางด้วยสายตาที่ซาบซึ้ง

เขาได้ย่อตัวลงพร้อมทั้งลูบศีรษะของหลินซี่พลางพูดออกมาเชิงขอโทษว่า

“ซี่เอ๋อ ดูแลตัวเองดีๆนะ ”

“ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง ซี่เอ๋อโตขึ้นแล้ว ”

หลินซี่ได้พยักหน้าของนางอย่างจริงจัง

หลินเทียนได้แต่อมยิ้มออกมา , อายุแค่ 9 ขวบมันโตที่ไหนกันล่ะ

เขาได้ยืนขึ้นพร้อมกับมองไปยังมู่ชิงและคนอื่นๆที่พยักหน้าให้กับเขา

“ลาก่อนทุกคน ขอฝากดูแลน้องสาวข้าด้วย ”

เขาได้พูดออกมา

“ไม่ต้องเป็นห่วง ”

“มีเราอยู่รับรองว่าไม่มีใครรังแกนางแน่นอน ”

“ตั้งใจบ่มเพาะเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง”

มู่ชิงและคนอื่นๆได้พูดออกมา

หลินเทียนพยักหน้าของเขาก่อนที่จะกระโดดขึ้นม้าเร็วพร้อมทั้งมองไปยังหลินซี่และซูชูวก่อนที่จะออกเดินทางไป

ฝุ่นตลบไปทั่วขณะที่ร่างของเขาได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว

“ชีวิตนี้ได้รู้จักเด็กหนุ่มแบบนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว ”

เก้อเจิ้งถอนหายใจออกมา

หลินซี่ยังคงจ้องมองไปทางที่หลินเทียนได้จากไปแต่ไม่ได้ร้องไห้ออกมาเหมือนครั้งก่อน

“ซี่เอ๋อ เรากลับกันเถอะ ”

ซูชูวได้พูดออกมา

“อื้อ ”

หลินซี่พยักหน้าตอบอย่างชาญฉลาด

ซูชูวจูงมือนางกลับไปทางสำนักจิ่วหยางโดยทันที

………………

หลินเทียนได้ใช้เวลา 4 วันในการเดินทางกลับมาที่เมืองหลวง

เมื่อถึงตอนที่เขาเดินทางมาถึงนั้นทำให้หลายๆคนรอบข้างต่างแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกัน มีแม้กระทั่งการเปิดทางให้เขาเดินเหมือนว่าหลินเทียนนั้นเป็นปีศาจร้ายที่ไม่มีใครกล้าล่วงเกินเลยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าเขาไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้พร้อมทั้งเดินทางไปยังคฤหาสน์แม่ทัพอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่เข้าไปแล้วเขาก็ได้พบกับสาวงามที่กำลังฝึกสอนเจตจำนงแห่งกระบี่ให้กับจี่หยู

“ดูเหมือนว่ากำลังจะตัดผ่านเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 แล้วสิ”

หลินเทียนได้มองไปทางจี่หยูพร้อมกับพูดอยู่ภายในใจ

แน่นอนว่าสาวงามตระหนักถึงการมาของหลินเทียนแต่ก็ยังคงไม่สนใจและฝึกสอนจี่หยูต่อไป

“เจ้ากลับมาแล้ว ? ”

จี่หยูได้เดินมาทักทายด้วยสีหน้าที่มีความสุขอย่างมาก

พริบตาเดียวนั้นเองที่การฝึกได้จบลง

สาวงามได้แต่แสดงสีหน้าที่หมดหนทางออกมาพร้อมทั้งมองไปทางหลินเทียนด้วยท่าทางไม่พอใจเหมือนเขาเป็นต้นเหตุให้การฝึกจบลงกลางคัน

หลินเทียนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่หมดหนทางออกมาเช่นกัน , นี่มันใช่ความผิดเขาที่ไหนกัน

“เป็นไง ? จัดการแล้ว ? ”

จี่หยูถามออกมา

“อื้ม ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่คิดถึงเรื่องเมืองเฟิงเจียนแล้วเขาก็ใช้เวลาไปกว่าหลายวัน

“ก็ดี ”

จี่หยูได้อมยิ้มออกมา

ช่วงเย็นวันนั้นหลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จแล้วหลินเทียนก็ได้กลับเข้าไปบ่มเพาะอยู่ภายในห้องของตัวเองและพบว่าเฒ่าขี้เมาได้เดินเข้าห้องของเขามาพร้อมๆกับกลิ่นคาวเหล้า

“เฮ้ สวัสดี !”

หลินเทียนขมวดคิ้วพร้อมทั้งทักทายออกไป

“เรียกอาจารย์ไม่ก็เฒ่าขี้เมาสิ เฮ้อะไร ! ”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมาก่อนที่จะพูดต่อว่า

“เตรียมตัวหรือยัง ? เราจะออกเดินทางกันวันมะรืนนี้และคนรักของเจ้ากับอาจารย์ของนางก็จะเดินทางไปพร้อมกับเราด้วย ”

“ทางเดียวกัน ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

เฒ่าขี้เมาได้ตอบกลับไปว่า

“ระยะทางระหว่างนิกายของเราไม่ถือว่าห่างกันมากนัก ถือว่าทางเดียวกันนั่นแหละ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

“แล้วใช้เวลาประมาณเท่าไหร่กันกว่าจะถึงนิกายของเรา ? ”

เขารู้สึกสงสัยเรื่องนี้มาก

“หากว่าบินไปก็ 10 วันแต่เห็นๆอยู่ว่าระดับพลังของเจ้ามันยังไม่พอดังนั้นเราก็ได้แต่ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน ”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมา

“งั้นก็ถือว่านานเหมือนกัน ”

หลินเทียนได้ผงะไป

เฒ่าขี้เมายิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“แล้วเจ้าคิดว่านิกายมันตั้งอยู่ในสวนหลังบ้านตัวเองหรือไง ? เดินไปก็ถึงแล้ว ? ”

หลินเทียนพยักหน้าพร้อมกับเดินไปนั่งบ่มเพาะพลังต่อที่เตียงนอน

“อื้ม ดีมากๆ ขยันแบบนี้แหละ ”

เฒ่าขี้เมาพูดออกมา

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนได้ตื่นมาทานอาหารพร้อมทั้งออกไปด้านนอกเพื่อพบซินเชิงหยุน

“พี่เขย , ได้ยินมาว่าท่านจะไปบ่มเพาะที่นิกาย ?!”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

“อื้ม ไปพรุ่งนี้เช้า ”

หลินเทียนพยักหน้าตอบพร้อมกับส่งแหวนมิติวงก่อนของเขาที่เป็นของตระกูลโม่ให้กับอีกฝ่ายแล้วพูดว่า

“เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่านี่คือแหวนมิติ ภายในมีข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณและยาทิพย์อยู่มากพอให้เจ้าใช้ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุขอย่างมากว่า

“ขอบคุณพี่เขย ! ”

หลังจากที่รับแหวนมิติมาแล้วเขาได้แต่แสดงสีหน้าที่ตื่นเต้นออกมาไม่หยุด

“หลังจากนี้ก็ตั้งใจบ่มเพาะล่ะ ข้ามอบเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะให้กับพี่สาวเจ้าไปแล้ว ไปขอเอาจากนางแล้วกัน ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“อื้ม พี่เขยไม่ต้องเป็นห่วง ! ”

ซินเชิงหยุนตอบกลับอย่างมั่นใจ

หลินเทียนยิ้มตอบกลับไปก่อนที่จะใช้เวลากับอีกฝ่ายจนถึงช่วงเย็นแล้วกลับมายังคฤหาสน์แม่ทัพ

วันนั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้น , เฒ่าขี้เมาและสาวงามออกมายืนรออยู่ที่ด้านหน้าประตูคฤหาสน์พร้อมกับม้าเร็ว 4 ตัวอยู่ก่อนแล้ว

หลินเทียนที่เดินออกมาจากห้องเองก็ได้พบกับจี่หยูที่เดินออกมาจากอีกทาง

“หยูเอ๋อ ตั้งใจบ่มเพาะกับแม่นางหยูล่ะ ”

จี่หยวนฉานได้พูดออกมา

“ท่านปู่ ไม่มีหยูเอ๋ออยู่ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ ”

จี่หยูพูดออกมาด้วยเสียงกระซิบ

เมื่อต้องห่างจากบ้านเกิดมันทำให้นางเศร้าเล็กน้อย

จี่หยวนฉานได้ลูบศีรษะของนางไว้พร้อมกับพูดปลอบใจว่า

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกเพราะว่าปู่เองก็เป็นผู้บ่มเพาะดังนั้นร่างกายแข็งแรงแน่นอน ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้มองไปทางหลินเทียนพลางพูดว่า

“น้องชาย ขออวยพรให้เส้นทางบ่มเพาะของเจ้าไปได้ไกลยิ่งขึ้นไปอีกนะ ”

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

สำหรับเขาแล้ว เขารู้สึกชื่นชมจี่หยวนฉานเป็นอย่างมาก