0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนได้ผงะไปก่อนที่จะพยักหน้าตอบรับให้กับชินเฟิง

หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินตามชินเฟิงขึ้นไปในห้องที่ชั้น 2 ของตัวตำหนัก

“ท่านจ้าวสมาคม เขามาแล้ว ”

ชินเฟิงได้เคาะประตูพร้อมกับพูดออกมา

ประตูได้เปิดออกโดยทันที

“เข้าไปสิ ”

ชินเฟิงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป

แม้ว่าหลินเทียนจะรู้สึกประหลาดใจแต่ก็ยังเก็บอาการไว้พร้อมทั้งก้าวเท้าเข้าไป

ด้านในนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายซึ่งตรงกลางห้องนั้นมีชายอายุเท่าๆกับชินเฟิงกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้

เมื่อเขามองไปยังหลินเทียนแล้วก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“นั่งสิ ”

“ยินดีที่ได้รู้จักผู้อาวุโส ”

หลินเทียนแสดงความเคารพออกมาพร้อมทั้งนั่งลง

“เจ้าหนูนี่ดูมีมารยาทดีจริงๆนะ ”

ชายชราได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“ข้ามีชื่อว่าดิ่งเชียนเหลินและเจ้าเองก็น่าจะรู้ถึงสถานะของข้าดีแล้วว่าเป็นจ้าวสมาคมของที่นี่ ข้าอยากจะสอบถามชื่ออันทรงเกียรติของอาจารย์เจ้าหน่อยน่ะ”

หลินเทียนเองก็ได้ผงะไปและไม่คิดเลยว่าเขาจะถามคำถามนี้ออกมา ?

อย่างไรก็ตามเมื่อไตร่ตรองดูแล้วก็ไม่ได้แปลกอะไร

“ต้องขออภัยผู้อาวุโสด้วยจริงๆเพราะว่าท่านอาจารย์ไม่ได้ทิ้งชื่อไว้ให้ข้า หลังจากที่ท่านถ่ายทอดเทคนิคให้ข้าแล้วก็หายตัวไปและบอกว่าหลังจากที่ข้าตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ได้เมื่อไหร่จะกลับมาหา ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เขาผ่านเรื่องราวแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วดังนั้นถึงได้จัดการได้อย่างง่ายดาย

ดิ่งเชียนเหลิงเองก็ได้แต่ผงะไปพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ดูเหมือนว่าเงื่อนไขของอาจารย์เจ้านี่จะสูงจริงๆเลยนะ ”

“ท่านผู้อาวุโสเรียกข้ามาเพื่อสอบถามเรื่องนี้ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“ก็แต่ถามเฉยๆน่ะ ”

หลังจากที่เขาส่ายศีรษะแล้วเขามองไปทางหลินเทียนพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้าเป็นคนที่ข้าเห็นว่ามีพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเลย ข้าว่าอีกสักพักเจ้าก็น่าจะไปบ่มเพาะที่นิกายต่อและข้าเองก็อยากจะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมให้เจ้าเข้าใจก่อนเพราะหลังจากนี้คงจะเจอกันได้ยากมากๆ ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ท่านผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ ”

“ด้วยศักยภาพของเจ้าแล้วข้าคิดว่าอีกไม่นานเจ้าต้องได้ก้าวข้ามไปยังสวรรค์ชั้นที่ 2 หรือสูงกว่านั้นอย่างแน่นอน ตอนนี้ข้าคิดว่าทางสมาคมปรมาจารย์ข่ายอาคมของสวรรค์ชั้นอื่นกำลังคิดการใหญ่และพยายามเอาชนะใจของปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมที่แข็งแกร่งดังนั้นหากว่าเจ้าพบคนแบบนั้นในอนาคตที่คิดจะนำตัวเจ้าไปยังสถานที่ๆไม่รู้จักก็อย่าตามไปเด็ดขาด ”

หลินเทียนได้ผงะไป นี่ดิ่งเชียนเหลิงรู้เรื่องของสวรรค์ชั้นอื่นด้วย ?

หลังจากที่มองไปยังสีหน้าของหลินเทียนแล้วเขาเดาความคิดของอีกฝ่ายออกได้ทันทีก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“แน่นอนว่าข้ารู้เรื่องของสวรรค์ชั้นอื่นๆดีเพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็นถึงปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 6 ส่วนเรื่องที่บอกกับเจ้าไปข้าก็รู้มาจากตำราเก่าแก่อีกที ที่ข้าบอกเจ้าเพราะข้าคิดว่าเจ้านั้นเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มากๆและข้าไม่อยากจะให้เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”

หลินเทียนเข้าใจทุกอย่างได้โดยทันที

“ขอขอบคุณที่ท่านชี้แนะ ”

หลินเทียนได้พูดออกไป

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็คิดว่าพูดเรื่องนี้กับเจ้าในตอนนี้มันก็ยังเร็วไปหน่อยเพราะประตูมิติระหว่างสวรรค์ชั้นที่ 1 และ 2 นั้นขัดข้องแถมอาจารย์ของเจ้าเองก็น่าจะพอรู้ด้วยเช่นกัน ”

ดิ่งเชียนเหลินได้พูดออกมา

“ขอขอบคุณท่าน ข้ารู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไปอย่างจริงจัง

ดิ่งเชียนเหลินได้พูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“เรื่องที่ข้าจะพูดก็มีแค่นี้แหละ หากว่าสะดวกมาทานอาหารด้วยกันหน่อยไหม ? ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบเพราะหากเขาปฏิเสธไปมันก็จะดูไม่ดีอย่างมาก

“อื้ม ไปกันเถอะ ”

ดิ่งเชียนเหลินได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

อาหารของทางสมาคมนั้นเป็นอะไรที่เรียบง่ายแต่กลับมีรสชาติดีอย่างมาก

หลินเทียนได้บอกลาหลังจากที่ทานอาหารเสร็จแล้วพร้อมทั้งมุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์แม่ทัพด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน , จากคำพูดของดิ่งเชียนเหลินแล้วดูเหมือนว่าทางสมาคมจากสวรรค์ชั้นอื่นจะวางแผนอะไรไว้จริงๆ ? แล้วมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกัน ?

หลังจากที่คิดแล้วเขาก็ได้แต่ส่ายศีรษะ

“ช่างเถอะ ”

หลังจากที่ก้าวข้ามไปยังสวรรค์ชั้นที่ 2 แล้วค่อยคิด

เมื่อกลับไปถึงที่คฤหาสน์แล้วก็พบกับหญิงสาวที่ยืนคอยอยู่หน้าประตูนั่นก็คือจี่หยู

“เจ้ากลับมาแล้ว ”

เมื่อเห็นว่าหลินเทียนกลับมาแล้วนางรีบเดินไปต้อนรับโดยทันที

นางรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองดีดังนั้นถึงได้รออยู่ที่นี่

“ขอโทษที่ปล่อยให้เจ้าต้องรอนาน”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาเพราะเขาปล่อยให้สาวนางนี้รอเขามาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

“ไม่เป็นไรหรอก ”

จี่หยูได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“อ่อใช่ เจ้าทานอะไรหรือยัง ? ”

“ข้าทานมาจากทางสมาคมแล้ว ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“งั้นก็ดีแล้ว ข้ากังวลว่าเจ้าจะหิว ”

จี่หยูได้ตอบกลับไป

หลินเทียนได้ยิ้มตอบนางด้วยสีหน้าที่มีความสุข

ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงขณะที่หลินเทียนได้พูดคุยกับจี่หยูเล็กน้อยก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยกัน

หลินเทียนนั่งขัดสมาธิลงในห้องขณะที่ท้องฟ้ายังคงมืดมิดลง , เขาหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่ของเขาก่อนที่ร่างกายจะถูกห้อมล้อมไปด้วยแสงสีเงินกว่า 2 ชั่วโมงทว่าตอนนี้เองที่พลังของเขาเริ่มเกิดการปั่นป่วนเหมือนสัตว์อสูรคลั่ง

“บึ้ส ! ”

แสงสีเงินสั่นสะท้านก่อนที่กลิ่นอายกระหายเลือดจะผ่านร่างของเขาไปและอดทำให้เขาสั่นไหวไปไม่ได้

ไม่นานพลังภายในของเขาเริ่มปั่นป่วนยิ่งกว่าเก่า , เลือดเริ่มไหลออกมาจากมุมปากของเขาแถมสภาพร่างกายยังดูยุ่งเหยิงอย่างมาก

ณ ตอนนี้เองที่มีร่างๆหนึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆก่อนที่จะใช้มือแตะไปกลางหลังของหลินเทียน

“ทำจิตใจให้สงบแล้วทิ้งความคิดอื่นไปให้หมด ”

เสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

ร่างๆนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเหล้าและแน่นอนว่าเจ้าของร่างนี้คือเฒ่าขี้เมาถึงได้ทำให้หลินเทียนโล่งอกโดยทันที

เขาได้หลับตาลงก่อนที่จะพยายามหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่อย่างตั้งใจและทำให้พลังภายในสงบลงโดยอาศัยความช่วยเหลือของเฒ่าขี้เมา

หลังจากที่ผ่านไปได้ 2 ชั่วโมงพลังของเขาก็เข้าสู่สภาวะสมดุลโดยสมบูรณ์

จนถึงตอนนี้เองที่เฒ่าขี้เมาได้ถอนมือกลับมา

“รู้สึกอย่างไรบ้าง ? ”

เฒ่าขี้เมาได้ถามออกมา

หลินเทียนได้แต่จ้องมองไปยังเฒ่าขี้เมาพร้อมกับส่ายศีรษะแล้วพูดว่า

“ฆ่าคนมากไปหน่อย ”

ในช่วงหลายวันมานี้เขาบุกเข้าไปยังราชวังรวมถึง 3 ตระกูลใหญ่เพื่อกวาดล้างและมือของเขาก็เปื้อนเลือดของศัตรูไม่น้อยไปกว่าพันชีวิต , ด้วยอายุที่ยังน้อยของเขาแต่สังหารคนไปมากมายขนาดนั้นในเวลาสั้นๆถึงได้ทำให้สภาพจิตใจเริ่มเกิดรอยร้าว

การฆ่ามันไม่ใช่เกมส์

“หากว่ามีอีกจะฆ่าไหม ? ”

เฒ่าขี้เมาได้ถามออกมา

“ฆ่า ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างราบเรียบ

เฒ่าขี้เมาได้จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับถามออกมาด้วยความลังเลว่า

“ทำไม ? ”

“ไม่ทำไม ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างไม่แยแส

“เจ้าหนู เจ้านี่มันหัวรั้นกับข้าไปทำไมกัน ”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมาว่า

“เจ้ามีน้องสาวและเพื่อนแถมเจ้าเองก็ยังต้องไปบ่มเพาะที่นิกายในอีกไม่นานดังนั้นถึงได้จัดการกับภัยคุกคามของพวกเขาทั้งหมดใช่ไหม ? ข้าที่เป็นอาจารย์ของเจ้ารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ! ”

หลินเทียนเองก็ไม่ได้อยากจะตอบอะไรกลับไป

เฒ่าขี้เมาได้นั่งลงพร้อมทั้งกอดคอหลินเทียนเอาไว้พลางพูดต่อว่า

“ไอ้หนู ถึงอย่างไรเราก็เป็นศิษย์อาจารย์กัน เจ้ากังวลอะไรหลังจากนี้ก็ต้องเรียบรู้กับข้า , ข้าอุส่าหาศิษย์รักอย่างเจ้ามาได้ด้วยความยากลำบากแล้วนี่หากเจ้าทิ้งข้า ข้าคงตรอมใจตายพอดี ”

“กลิ่นเหล้าเหม็นเกิน ข้าไม่ชอบ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“โอ้ เจ้าหนูนี่เจ้าเขินงั้นรึ ”

เฒ่าขี้เมาได้หัวเราะออกมา

หลินเทียนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาเพราะไอ้เฒ่าคนนี้มันหน้าไม่อายจริงๆ

เฒ่าขี้เมาที่กำลังกอดคอหลินเทียนเหมือนกับเพื่อนรักกันหลายปีเองก็ได้พูดออกมาว่า

“ไอ้หนู เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงได้เลือกเจ้านักหนา ? พรสวรรค์ ? ความสามารถด้านข่ายอาคม ? ไร้สาระ ! ที่ข้าถูกใจน่ะมันคือนิสัยของเจ้าต่างหาก! เฮ้! คิดดูสิว่าเจ้าทำเพื่อคนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม บุกไปยังราชวังเพื่อช่วยคนรักและฆ่าจักรพรรดิ ฆ่าล้าง 3 ตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงจนมือชุ่มไปด้วยเลือดเพื่อพี่น้องและพ้องเพื่อน คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าทำบ้าง ? อย่างไรก็ตามศิษย์ของข้าคนนี้กล้าโว้ย ! ”

เขาได้พูดออกมาด้วยกลิ่นเหล้าอันรุนแรงและน้ำเสียงที่ภูมิใจเป็นอย่างมาก

วันนั้นหลินเทียนและเฒ่าขี้เมาพูดคุยกันอยู่นานและเขาเองก็อยากจะถามเรื่องก่อนหน้านี้ของเฒ่าขี้เมามากแต่หลังจากที่คิดดูแล้วก็ปล่อยมันไป จากที่ได้ยินมาจากสาวงามนั้นดูเหมือนว่าเฒ่าขี้เมาจะไม่อยากพูดเรื่องนี้และเขาก็ได้แต่คิดว่าเฒ่าคนนี้ดูจะมีเรื่องราวอยู่เยอะมากๆ

เช้าของอีกวันเฒ่าขี้เมาได้หายตัวไปอีกครั้งพลางบอกว่าไปหาเหล้าดื่มและทิ้งกระดาษข้อความเอาไว้ว่า

“อีก 20 วันหลังจากนี้ข้าจะกลับมานำเจ้าไปจากที่นี่ ข้าว่าในเวลา 20 วันนี้เจ้าน่าจะมีเรื่องให้ทำเยอะดังนั้นรีบๆจัดการให้เรียบร้อยอย่าได้ทิ้งอะไรให้คาใจก่อนที่จะไปเด็ดขาด ”

หลินเทียนเองก็ได้แต่กำกระดาษเอาไว้ก่อนที่จะเปิดประตูออกไป

ตอนนี้ผ่านช่วยฤดูหนาวไปแล้วซึ่งท้องฟ้าที่เคยคงมีหิมะสีขาวโปรยลงมาได้แปรเปลี่ยนเป็นแสงอาทิตย์อันร้อนระอุแทน

หลินเทียนได้เดินไปยังลานคฤหาสน์ก่อนที่จะรับแสงแดดซึ่งช่วยทำให้จิตใจของเขาปลอดโปร่งขึ้นพลางคิดถึงเรื่องสยองก่อนหน้านี้ตอนที่หมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่นั้นเขาเห็นเพียงแค่เลือดมากมายและหากว่าไม่ได้เฒ่าขี้เมาช่วยเอาไว้เขาก็คงจะเป็นบ้าไปหลังจากที่สังหารคนไปมากมายขนาดนั้น

เขาได้ทิ้งเรื่องพวกนี้ไปทันที

“การฆ่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีอยู่แล้วแต่นี่มันเป็นโลกของผู้บ่มเพาะ ”

หลินเทียนได้จ้องมองไปยังกำปั้นของเขา

หลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้แล้วแม้ระดับพลังของเขาจะยังไม่ได้สูงมากแต่โลกของผู้บ่มเพาะมันโหดร้าย

“หลินเทียน ”

เสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

จี่หยูเดินเข้ามาจากอีกทาง

หลินเทียนได้หันหน้ากลับไปพร้อมทั้งจ้องไปทางนางด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน

“ตื่นเช้านะ ”

เขาได้ทักทายออกไป

“เช้าตรงไหนกัน ”

จี่หยูได้ฉีกยิ้มแก้มปริออกมาก่อนที่จะเดินเข้าไปจับแขนเสื้อเขาเอาไว้แล้วพูดว่า

“ไปเดินเล่นกับข้าหน่อยได้ไหม ”

นางเป็นคนที่ฉลาดและรู้ดีว่าหลายวันมานี้หลินเทียนสังหารผู้คนไปมากมายและมันหนักเกินไปสำหรับเด็กอายุ 16 ปีอย่างเขาถึงได้คิดจะนำเขาไปผ่อนคลาย

หลินเทียนได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า

“ได้ ”

“อื้ม เจ้ารอก่อนนะ ข้าไปเตรียมตัวสักครู่ ”

จี่หยูได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาพร้อมกับรีบวิ่งกลับไปห้องของนาง