0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงอย่างมากพร้อมทั้งโห่ร้องออกมาว่า

“ท่านเป็นจ้าวนิกายพิณใต้พิภพ ?!! ”

ตอนที่อยู่ที่ลานราชวังนั้นหลายๆคนอาจจะไม่รู้ถึงบทสนทนาของสาวงามและชายวัยกลางคนชุดเหลืองแต่เขาก็พอจะเข้าใจได้ว่านางต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากนิกายที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอนแต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นถึงจ้าวนิกายพิณใต้พิภพที่เป็น 1 ใน 4 นิกายที่ใหญ่ที่สุด ! เบื้องหลังขนาดนี้มันใหญ่โตไม่ธรรมดาเลย ! หลังจากที่คิดถึงจุดนี้แล้วเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าทำไมก่อนหน้านี้เฒ่าขี้เมาถึงได้บอกเขาว่าเบื้องหลังของจี่หยูนั้นใหญ่ไม่ธรรมดาแต่ที่แท้นางก็เป็นคนที่จ้าวนิกายพิณใต้พิภพให้ความสำคัญไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน

จี่หยูได้แต่มองไปทางสาวงามด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

“พี่สาวหยู ท่านเป็นจ้าวนิกายพิณใต้พิภพ ? ”

จี่หยูได้ถามออกมาด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ

สาวงามเองก็ได้ยิ้มตอบพร้อมกับพูดว่า

“มีความสุขไหมล่ะที่จ้าวนิกายพิณใต้พิภพเป็นเพื่อนเล่นเจ้าอยู่หลายเดือน ? ”

จี่หยูเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาโดยทันที

“แต่ก็ต้องขอบคุณเจ้านะไม่งั้นระดับพลังของข้าก็คงไม่พัฒนาขึ้น ”

สาวงามได้พูดออกมา

“นั่นก็ดี ! ”

จี่หยูได้แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาที่ตัวเองรั้งจ้าวนิกายไว้เป็นเพื่อนเล่นตอนเด็กอย่างบังคับ , มันเป็นเพราะว่าจี่หยวนฉานมักจะอยู่แต่ในสนามรบถึงได้ทำให้นางรู้สึกเบื่อถึงได้ให้สาวงามเล่นเป็นเพื่อนกว่า 3 เดือนเต็ม

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วหลินเทียนอดฉีกยิ้มออกมาไม่ได้

หลังจากที่คิดแล้วมันเป็นเรื่องที่ฟังดูน่าสนใจมากๆและคิดไปถึงสีหน้าของสาวงามคนนี้ในตอนนั้นโดยทันที

“อ่อใช่ผู้อาวุโส แล้วผู้มีศิษย์ตัวหลักคืออะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“ข้าจะนำนางกลับไปบ่มเพาะพลังที่นิกายพิณใต้พิภพเพื่อจะได้เป็นจ้าวนิกายคนต่อไป ”

สาวงามได้หันไปทางจี่หยูพร้อมพูดต่อว่า

“ไม่มีศักยภาพของใครที่โดดเด่นไปกว่านางอีกแล้วและข้าเชื่อว่าตำแหน่งจ้าวนิกายคนต่อไปแทบจะเป็นของนาง 100% เลยด้วยซ้ำ ”

หลินเทียนได้แต่มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปก่อนที่จะโล่งใจในทันที ให้พูดตามตรงแล้วศักยภาพของจี่หยูนั้นน่าทึ่งมากๆและเขายังจำได้ถึงตอนที่นางแสร้งทำเป็นคนธรรมดาครั้งที่นำเขาเที่ยวในย่านพื้นที่ชนบทได้ดี ต่อให้เป็นเขาในตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้

“ไปที่นิกาย………”

จี่หยูได้แต่มองไปทางสาวงามด้วยสีหน้าที่ลังเล

สาวงามได้แต่แตะศีรษะของจี่หยูพร้อมทั้งพูดว่า

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก มีข้าอยู่ทั้งคนแถมนิกายพิณใต้พิภพของเราเองก็ยังรับเพียงแค่สตรีเท่านั้น หยูเอ๋อน่ารักแบบนี้ทุกคนต้องชอบอย่างแน่นอน ”

“แต่….”

จี่หยูได้หันมองไปทางหลินเทียน

สาวงามเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่หมดหนทางออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก เขาเองก็จะไปบ่มเพาะที่นิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าเหมือนกัน ”

จี่หยูแสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาทันทีพร้อมกับถามออกมาว่า

“จริงงั้นรึ ? ”

“อื้ม เพิ่งได้อาจารย์มาน่ะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“ดี !”

จี่หยูร่าเริงขึ้นทันทีก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่กังวลออกมาพลางส่ายศีรษะแล้วพูดว่า

“แต่ก็ยังไม่ได้ ครอบครัวข้าเหลือเพียงท่านปู่อยู่คนเดียวแล้ว หากว่าข้าไปท่านปู่ต้องเหงามมากๆ ”

หลินเทียนเองก็ได้ผงะไปพร้อมๆกับสาวงาม

“เด็กน้อย เจ้าโตแล้วและต้องเลือกเส้นทางของตัวเอง ข้าว่าปู่ของเจ้าต้องมีความสุขกับเส้นทางที่ก้าวหน้าของเจ้าอย่างแน่นอน ”

สาวงามได้พูดออกมา

หลินเทียนเองก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยพร้อมทั้งพูดว่า

“ท่านแม่ทัพต้องปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน ”

ยืนนั้นเป็นคืนที่ยาวนานอย่างมาก สาวงามได้อธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนิกายออกมาและทำให้หลินเทียนและจี่หยูนั้นมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ผ่านช่วงค่ำไปแล้วสาวงามก็ยังไม่ไปไหนแต่พักอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์นี้เพราะนางต้องนำจี่หยูกลับไปด้วย

………..

เมืองหลวง , บ้านหลักตระกูลเจียง

“ระยำ ! ”

เสียงคำรามอย่างดังได้ถูกส่งออกมา

ผู้นำตระกูลเจียงเกือบจะเป็นบ้าไปหลังจากที่ได้รับข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นในลานราชวัง , เจียงเหลินเหวินถูกสังหาร ! หลังจากที่คิดถึงเรื่องตระกูลเขาที่ใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงเจียงเหลินเหวินเพื่อก้าวหน้าขึ้นแต่ตอนนี้ทั้งหมดกลับสลายกลายเป็นฝุ่นในพริบตา

“ท่านผู้นำตระกูล แล้วเราจะทำอย่างไร ? เจ้าหลินเทียนนั่นได้รับการสนับสนุนจากทั้งสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมและผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภา ”

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมา

ผู้นำตระกูลเจียงเองก็ได้แต่แข็งค้างไป จะให้ทำอะไร ? ไปล้างแค้นหลินเทียน ? เป็นไปไม่ได้ ! มันเป็นความคิดตลกๆชัดๆ ! ต่อให้แห่กันไปอาจจะฆ่าเขตแดนผู้รอบรู้ได้แต่แล้วผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาที่อยู่เบื้องหลังอีกล่ะ ? ตระกูลเขาจะไปทำอะไรได้ ?

ณ ตอนนี้ตระกูลของเขาได้แต่รู้สึกโกรธและเกลียด

เกือบจะในเวลาเดียวกันนี้เองที่ตระกูลเหล็งและตระกูลต๊วนนั้นรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก , ตอนนี้ความรู้สึกของพวกเขาผสมกันระหว่างตกตะลึงและหวาดกลัวเพราะก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะทั้งหมดที่ส่งออกไปถูกสังหารจนเหี้ยนแต่ตอนนี้หลินเทียนกลับมีสมาคมและผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาหนุนหลัง นี่พวกเขาไปยั่วยุตัวตนระดับนั้นเข้าให้ !

……………..

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนและจี่หยูยังคงอยู่ด้วยกันกับจี่หยวนฉานภายในคฤหาสน์แม่ทัพส่วนสาวงามนั้นจะสามารถพบนางได้แค่ช่วงเย็นเท่านั้น

ไม่นานก็ผ่านไปกว่า 3 วัน

วันนี้เป็นวันที่จูหยุนเชิง จูเจียนฉี จูชิงจี่และจูปิงเหลาได้ออกมาขอโทษทางคนทั้งหมดในคฤหาสน์แม่ทัพและจี่หยวนฉานด้วยตัวเอง หลังจากนั้นม้าเร็วก็ได้นำข่าวนี้ไปส่งให้กับทั่วทั้งเมืองอย่างรวดเร็ว

“จักรพรรดิโง่เขลาองค์ก่อนได้สร้างเรื่องกบฏขึ้นมา ทางจักรวรรดิได้ทำการขอขมาจี่หยวนฉานแล้วและตั้งให้ท่านแม่ทัพขึ้นเป็นผู้พิทักษ์ของจักรวรรดิซึ่งจะได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าจักรพรรดิองค์ก่อนๆทุกประการ มีอำนาจสามารถสั่งลงโทษจักรพรรดิองค์ปัจจุบันได้และจะได้รับความเคารพจากราชวงตลอดไป ! ”

เสียงป่าวประกาศเหล่านี้ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองหลวงโดยทันที

“ท่านแม่ทัพไม่ได้รับความยุติธรรมจริงๆด้วย !”

“ข้าบอกแล้วว่าท่านแม่ทัพจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไรกัน ”

“แหวะ ! ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่พูดแบบนี้ ? ”

“เจ้าเองก็ไม่ได้พูด !”

“นี่……..”

หลายๆคนพร้อมใจกันแสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาและมีหลายๆคนที่ต่างพากันรู้สึกละอายไปตามๆกัน

และตอนนี้เองที่พวกเขาระลึกถึงแผ่นหลังของเด็กหนุ่มในวันนั้นที่เผชิญหน้ากับจักรพรรดิองค์ใหม่ด้วยตัวคนเดียวเพื่อชิงตัวจี่หยวนฉานไป

“ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากเจ้าหนูนั่นแน่นอน ”

หลายๆคนได้พึมพำออกมา

ถึงอย่างไรก็ตามเรื่องเหล่านี้ทำให้ทั้งเมืองฮือฮาและครึกครื้นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ยามที่จี่หยานฉานถูกกดขี่นั้นไม่มีใครเห็นหัวออกมาปกป้องทั้งๆที่รู้ว่าไม่ได้รับความยุติธรรมและตอนนี้หลังจากที่จี่หยวนฉานทวงความเป็นธรรมกลับมาได้แล้วก็ทำให้คนเหล่านี้มีความสุขอย่างมาก

พริบตาเดียวก็ได้ผ่านไปอีก 2 วัน

วันนี้เป็นวันที่ทางราชวังได้ประกาศข่าวออกไปอีกครั้งว่าจะตั้งจูยี่ขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป

“องค์ชาย 9 ? ”

“เหมือนได้ยินมาว่าเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่ายนะ ”

“เป็นองค์ชายที่เด็กที่สุด ? ทำไมถึงได้ให้เขาขึ้นครองราชย์ ? แปลกๆแหะ ”

หลายๆคนได้แต่รู้สึกประหลาดใจไปตามๆกัน

แน่นอนว่าพวกเจาต่างสงสัยแต่ท้ายที่สุดแล้วใครจะขึ้นครองราชย์ก็ช่างเพราะมันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อคนธรรมดาอยู่แล้ว

พิธีกรรมนั้นเรียบง่ายมากๆแต่มันใหญ่โตเช่นกัน ที่พูดว่าง่ายๆคือมันไม่ได้หรูหราอะไรเหมือนกับองค์ก่อนๆเพราะถึงอย่างไรก็ตามเพิ่งเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแต่ที่มันใหญ่โตก็เพราะว่าจูหยุนเชิงเป็นคนสวมมงกุฎให้กับจูยี่ด้วยตัวเองซึ่งถือว่าเป็นเกียรติที่จักรพรรดิองค์ก่อนๆไม่เคยได้รับ

“สู้ๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมากับจูยี่

แน่นอนว่าเขาต้องมาเข้าร่วมงานของจูยี่อยู่แล้ว

“ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด ”

จูยี่ที่ยังคงเกาหัวอยู่ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าอับอาย

“พยายามสุดความสามารถก็พอแล้ว ทำอะไรตามที่หัวใจบอกแล้วกัน ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“อื้ม ! ”

จูยี่พยักหน้าซ้ำๆ

หลินเทียนได้แตะไหล่ของเขาก่อนที่จะเดินออกไปที่ลานพร้อมๆกับจี่หยู

จูหยุนเชิงและคนอื่นๆเองก็ได้แต่มองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนพลางถอนหายใจออกมา

“แม้ว่าอำนาจของจักรวรรดิจะไม่เคยปราณีใครแต่เพื่อประโยชน์ของจักรวรรดิแล้วก็พร้อมสละทุกสิ่ง แม้ว่าความแค้นจะเริ่มจากชายหนุ่มคนนี้แต่ก็บอกได้ว่าเขามีคุณธรรมมาก เจ้ามีเพื่อนที่ดี ”

จูหยุนเชิงได้ถอยหายใจออกมา

จูยี่ได้ผงะไปพร้อมทั้งมองไปทางจูหยุนเชิง

“รักษามิตรภาพไว้ให้ดีล่ะ ”

จูหยุนเชิงได้พูดออกมา

หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินออกจากห้องโถงและหายไปในทันที

“ดูแลตัวเองด้วยล่ะ ”

จูเจียนฉีได้พูดออกมา

หลังจากนั้นเหล่าบรรพบุรุษคนอื่นๆต่างพากันหายไปจากห้องโถง

จูยี่ได้แต่มองไปยังพวกเขาทั้ง 4 คนพร้อมทั้งแสดงสีหน้าที่แน่วแน่พลางพูดว่า

“แน่นอน ! ”

…………….

หลินเทียนและจี่หยูได้กลับมาที่คฤหาสน์แม่ทัพซึ่งหลังจากที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงลานด้านหน้าก็สัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งกระบี่อันรุนแรงที่กำลังปะทะกันพลางส่งเสียงดังเหมือนเสียงคำรามของสายฟ้าออกมาอย่างน่ากลัว , พวกเขารีบพากันวิ่งไปทางสวนหลังบ้านก่อนที่จะพบกับชายและหญิงกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่ขณะที่ส่งคลื่นกระบี่เข้าใส่กัน

“อาจารย์ !? ”

“เฒ่าขี้เมา ? ”

จี่หยูและหลินเทียนต่างพากันผงะไป

ทั้งสองคือเฒ่าขี้เมาและสาวงามที่กำลังลอยตัวอยู่เหนืออากาขณะที่ส่งคลื่นกระบี่อันรุนแรงเข้าใส่กันจนทำให้แม้แต่หลินเทียนต้องแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

หลังจากที่ผ่านไปได้สิบลมหายใจแล้วแรงกดดันของพวกเขาก็ค่อยๆสลายไป

จนถึงตอนนี้เองที่จี่หยูและหลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่โล่งใจออกมา

“เฒ่าขี้เมา ทำอะไรน่ะ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

เฒ่าขี้เมายักไหล่ของเขาพร้อมตอบกลับว่า

“เปล่าหนิ ทดสอบคลื่นกระบี่กันเท่านั้น ”

“แล้วทำไมไปทดสอบที่อื่นไม่ได้ ? ”

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไปทันทีเพราะลานด้านหลังนั้นยุ่งเหยิงอย่างมากซึ่งเขาและจี่หยูต้องใช้เวลานานกว่าจะจัดมันเข้าที่

สาวงามได้จ้องมองไปทางเฒ่าขี้เมาพร้อมกับขมวดคิ้วพลางพูดว่า

“ทุกคนคิดว่าเจ้าตกต่ำลงแล้วแต่พวกเขาประมาทเจ้าเกินไป ด้วยระดับพลังปัจจุบันของเจ้าแล้วเกรงว่าคงห่างชั้นกับผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายอาทิตย์ผลาญฟ้าไม่มาก ข้าล่ะสงสัยจริงๆว่าทำไมเทพกระบี่ในอดีตถึงได้ทิ้งตำแหน่งจ้าวนิกายไปกัน ? ”

“เทพกระบี่ ? ”

หลินเทียนได้ผงะไปพร้อมทั้งมองไปทางเฒ่าขี้เมาแล้วพูดว่า

“นี่ตาเฒ่า เจ้าแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยรึ ? ”

เฒ่าขี้เมาได้ตบเขาทันทีพร้อมกับพูดว่า

“พูดเพราะๆกับอาจารย์สุดที่รักหน่อยไม่ได้หรือไง ? ”

หลังจากที่พูดจบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกเหล้าขึ้นมาซด

หลินเทียน

“……..”

“ทำไม ? ถึงอย่างไรเราก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน เล่าสู่กันฟังได้นะ ”

สาวงามได้พูดออกมา

เฒ่าขี้เมาได้ยักไหล่ของเขาพร้อมกับตอบไปว่า

“ตำแหน่งมันมีแต่เรื่องวุ่นวาย คำตอบนี้พอใจไหม ? ”

“กำลังแกล้งข้างั้นรึ ! ”

ท่าทางของสาวงามได้ตกต่ำลงโดยทันที

“เฮ้ เจ้าเป็นถึงจ้าวนิกายพิณใต้พิภพนะ ข้าจะไปกล้าได้ไง ? ”

เฒ่าขี้เมาได้ตอบกลับไป

สาวงามโกรธจัดเป็นอย่างมากก่อนที่จะยกมือเพื่อส่งคลื่นกระบี่ดอกบัวหิมะออกไป

“ศิษย์รัก อาจารย์ไปหาเหล้าก่อนนะ หลังจากนี้ 1 เดือนข้าจะนำเจ้ากลับไปที่นิกาย, จำไว้ด้วยล่ะ ”

เฒ่าขี้เมาได้หันไปทางหลินเทียน

หลินเทียนเห็นเพียงแค่ว่าร่างของเฒ่าขี้เมาได้หายไปในชั่วพริบตาโดยที่ไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายเคลื่อนไหวตอนไหน

มีเพียงสาวงามเท่านั้นที่เหวี่ยงฝ่ามือออกไปทำลายคลื่นกระบี่นั้น

จี่หยูได้มองไปทางสาวงามพร้อมกับพูดว่า

“อาจารย์ นี่……..”

“ไม่มีอะไร ”

สาวงามได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้ก้าวออกไปพร้อมกับถามออกมาว่า

“ผู้อาวุโส ท่านและเฒ่าขี้เมาสนิทกัน ? ”

“ไม่เรียกเขาว่าอาจารย์ ? ”

สาวงามได้ขมวดคิ้วโดยทันที

“เขาบอกให้ข้าเรียกเขาแบบนั้น ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

สาวงามเองก็ได้พยักหน้าตอบพร้อมทั้งพูดว่า

“มันก็เหมาะกับสภาพในปัจจุบันของเขานั่นแหละ ”

“ในปัจจุบัน ? ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมา

“ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ ”

สาวงามได้พูดต่อว่า

“เรื่องรายละเอียดว่างๆก็ลองถามเขาดูแล้วกัน ”