0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

จูยี่ได้แต่แสดงสีหน้าที่กระวนกระวายแต่หลังจากที่ฟังคำพูดของจูหยุนเชิงแล้วเขาก็สงบลง

“ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้แน่นอน ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

จูยี่ได้แต่แสดงรอยยิ้มฝืนๆออกมาและไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะยื่นเงื่อนไขแบบนี้ให้กับบรรพบุรุษของเขา

หลินเทียนได้แตะไหล่ของเขาก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินจากไป

เรื่องความวุ่นวานภายในราชวังได้จบลงขณะที่เขาได้โค้งคำนับให้กับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 คนจากสมาคมเพื่อแสดงความซาบซึ้งก่อนที่จะเดินไปทางจี่หยู

“ผู้อาวุโส ”

เขาได้แสดงความเคารพให้กับหญิงงามพร้อมทั้งมองไปทางจี่หยู

จี่หยูได้แต่กระพริบตาปริบๆพร้อมทั้งรู้สึกดีใจที่หลินเทียนถึงขั้นบุกมาที่นี่เบื่อช่วยนาง

“เรากลับกัน ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“อื้ม ”

จี่หยูพยักหน้าของนาง

สาวงามที่อยู่ข้างๆนางเองก็ได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมทั้งพยักหน้าให้กับเขา

“พี่สาวหยู จะไปที่คฤหาสน์ของตระกูลข้าก่อน ? ”

จี่หยูได้มองไปทางหญิงงาม

“แน่นอน ”

หลังจากนั้นนางก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“หลังจากนี้ให้เรียกข้าว่าอาจารย์ ”

จี่หยูได้แต่ผงะไปก่อนที่จะกระพริบตาวิ้งๆ นางไม่ใช่คนโง่แต่ก็ยังรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก

“เดินไปกัน ข้าจะเล่าให้ฟังทีหลัง ”

สาวงามได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้ก้าวเดินนำไปก่อนและเว้นช่องว่างให้กับหลินเทียนและจี่หยูสองคน

หลินเทียนได้มองไปทางสาวงามพร้อมกับหันหน้าไปทางจี่หยูแล้วถามออกมาด้วยเสียงกระซิบว่า

“เจ้าไปรู้จักนางตั้งแต่ตอนไหนกัน ? ”

“เอิ่ม ประมาณ 5 ปีที่แล้ว ”

จี่หยูได้ตอบกลับไป

หลินเทียนได้พูดต่อว่า

“ไม่ต้องบอกก็เดาได้เลยว่านางมาจากนิกายที่แข็งแกร่งแต่เจ้ากลับได้พบนางตั้งแต่เมื่อ 5 ปัที่แล้วแถมดูจากท่าทีของนางแล้วเจ้ามีความสำคัญกับนางมากๆ แสดงว่าเจ้านี่เป็นคนที่ทางนิกายเพ่งเล็งก่อนเจ้าเจียงเหลินเหวินนั่นอีกน่ะสิ ”

หลินเทียนได้พูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“แต่นิสัยทำตัวไม่โดดเด่นก็เข้ากับเจ้าดีจริงๆ ”

จี่หยูได้ส่ายศีรษะของนางพร้อมกับพูดว่า

“ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งและสถานะของพี่สาวหยู , เมื่อ 5 ปีก่อนเราเที่ยวเล่นด้วยกันและหลังจากนั้นพี่สาวก็ได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชากระบี่ให้ข้าและตอนนั้นข้าเองก็มีอายุเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้นถึงไม่รู้ว่ามันมีมูลค่าขนาดไหน เคล็ดวิชานั้นแข็งแกร่งมากๆ”

“วิชากระบี่ ? พวกกระบี่ที่กลีบดอกบัวที่เจ้าเคยสำแดงออกมา ? ”

หลินเทียนได้ถามออกไป

“อื้ม ”

จี่หยูได้พยักหน้าตอบ

หลินเทียนได้ทำความเข้าใจทันทีพร้อมทั้งอุทานออกมาว่า

“มิน่าล่ะ ”

ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเห็นนางสำแดงคลื่นกระบี่นั้นออกมาก็เคยคิดว่ามันแปลกๆเพราะว่ามันดูลึกลับเป็นอย่างมาก จนถึงตอนนี้เขาได้เข้าใจแล้วว่ามันเป็นเพราะนางบ่มเพาะด้วยเคล็ดวิชาสืบทอดของนิกายที่ผู้เชี่ยวชาญให้ไว้ !

“ทั้งสองคน , กลับไปแล้วค่อยไปแอบกระซิบกันเอง ”

เสียงหนึ่งได้ดังขึ้นจากด้านหน้า

จี่หยูได้แต่ต้องมองไปทางสาวงามพร้อมกับแลบลิ้นให้กับหลินเทียนแล้ววิ่งไปอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้แต่ชะงักไปและไม่คิดเลยว่านางจะแสดงท่าทางแบบนี้ออกมาด้วยแต่มันดูแล้วน่ารักจริงๆ

“ศิษย์รัก คนรักของเจ้านี่มันขุมสมบัติชัดๆ เบื้องหลังของนางนี่ใหญ่สุดๆไปเลย”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมา

หลินเทียนได้แต่ผงะไปพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“ลงมาพูดกันด้านล่างได้ไหม ? ”

“ทำไม ? ไปหาเหล้าให้อาจารย์หน่อยเร็ว ”

หลังจากที่พูดจบแล้วร่างของเขาก็ได้หายไปในพริบตา

หลินเทียนได้แต่ส่ายศีรษะของเขาเพราะเขารู้ดีว่าอาจารย์คนนี้มีนิสัยอย่างไรดังนั้นถึงได้ก้าวเดินออกไปโดยไม่สนใจอะไรนัก

ไม่นานเขาก็เดินหายไปจากด้านหน้าราชวัง

“เราเองก็ไปกันเถอะ หลังจากนี้ยังมีเรื่องอื่นให้ทำอีก ”

“เรื่องสามตระกูลนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรดังนั้นคงไม่จำเป็นให้ท่านจ้าวสมาคมออกหน้าด้วยตัวเอง ”

“ไม่คิดเลยนะว่าอาจารย์ของน้องชายคนนั้นจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภาที่มาจากนิกาย ”

ชินเฟิงและคนอื่นๆได้พูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วทั้ง 3 คนต่างพากันมุ่งหน้ากลับออกไปโดยทันที

เมื่อจ้องมองไปยังทั้ง 4 คนที่เดินจากไปแล้วเหล่าบรรพบุรุษทั้ง 4 คนที่เหลืออยู่เองก็ได้แต่ถอนหายใจออกมายาวๆ

เมื่อมองออกไปแล้วทั้งลานกว้างลามไปถึงห้องโถงด้านในล้วนถูกย้อมไว้ด้วยทะเลเลือด

“ทำไมจักรวรรดิของเราถึงได้เผชิญหน้ากับหายนะแบบนี้ ! ”

จูเจียงฉีได้แต่กัดฟันของเขา

สีหน้าของจูปิงเหลาและจูชิงจี่เองก็น่าเกลียดเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้

ทั้งหมดนี้พวกเขาได้แต่ต้องโทษตัวเองเท่านั้น

จูหยุนเชิงได้มองไปทางจูยี่พร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วล่ะนะ หวังว่าเจ้าจะดูแลจักรวรรดิอย่างดี ”

………

ด้านหน้าคฤหาสน์แม่ทัพ , จี่หยวนฉานกำลังนั่งอยู่ด้านหน้าเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างพลางจ้องมองไปด้านหน้า

ณ ตอนนี้มีร่าง 3 ร่างปรากฏตัวขึ้นในระยะสายตาของเขา หลินเทียน , จี่หยูและสาวงาม

เขารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

“หยูเอ๋อ ”

จี่หยูเองก็ได้แต่ร้องไห้ออกมาพร้อมทั้งวิ่งเข้าไปกอดเขาด้วยท่าทางตื่นเต้น

“ท่านปู่ ! ”

จี่หยวนฉานได้สำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าเพราะกลัวว่านางจะได้รับบาดเจ็บ , นี่เป็นหลานสาวคนที่เขารักมากที่สุดและเป็นเพียงครอบครัวเพียงคนเดียวที่เขาเหลืออยู่

“ข้าไม่เป็นอะไร ”

จี่หยูได้ตอบกลับไป

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ดีแล้วล่ะ ! ”

จี่หยวนฉานรีบพูดออกมาพร้อมทั้งมองไปทางหลินเทียนและสาวงามพลางพูดออกมาว่า

“น้องชายหลินขอบคุณมาก ! แม่นางหยู ขอบคุณจริงๆที่รีบไปช่วยจี่ยหยูเอาไว้ ! บุญคุณครั้งนี้ข้าจะจดจำไปตลอดชีวิต ”

หลินเทียนรีบส่ายศีรษะของเขาพร้อมกับพูดว่า

“ผู้อาวุโสก็สุภาพเกินไป ”

สาวงามได้พยักหน้าตอบและไม่ได้พูดอะไรออกมา

ทั้ง 4 คนรีบเดินเข้าไปภายในขณะที่หลินเทียนกวาดตามองไปรอบๆและพบว่าร่างไร้วิญญาณทั้งหมดได้หายไป , หลังจากที่ไตร่ตรองเขาก็ตระหนักได้ว่าช่วงกลางคืนวันนั้นจี่หยวนฉานน่าจะเป็นคนขุดหลุมฝังร่างของพวกเขาทั้งหมด

“ผู้อาวุโส ข้าชำระแค้นของพวกเขาให้แล้ว ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ร่างกายของจี่หยวนฉานอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปขณะที่ถามออกมาว่า

“จะ…….เจ้าสังหารจักรพรรดิองค์ใหม่ ? ”

“เจ้านั่นมันสมควรโดนแล้ว !”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

ร่างกายของจี่หยวนฉานได้สั่นยิ่งกว่าเดิมขณะที่ร้องไห้ออกมาพลางพูดว่า

“ขอบคุณ ..! ขอบคุณ..!”

เขาที่ผ่านร้อนผ่าวหนาวมามากแต่ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับการกระทำของหลินเทียนที่กล้าบุกไปยังราชวังเพื่อชิงตัวจี่หยูกลับมาแถมยังลงมือสังหารจักรพรรดิองค์ใหม่ว่าอย่างไรดี

คนธรรมดาที่ไหนกล้าลงมือสังหารจักรพรรดิบ้าง ? มีใครกล้า ?

“นั่น…….”

จี่หยวนฉานกังวลว่าหลังจากที่สังหารจักรพรรดิแล้วจะส่งผลให้ทางราชวงโกรธจัดเพราะเขารู้ดีว่าเบื้องหลังของราชวงนั้นมีผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งอยู่

“ไม่ต้องกังวลไปเพราะว่าพวกเขาไม่มีปากมีเสียงอะไร ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นกังวลเรื่องอะไร

จี่หยวนฉานได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาแต่ก็เชื่อในคำพูดของหลินเทียนมากๆพร้อมทั้งสงบสติลง

จี่หยูที่กลับมาถึงคฤหาสน์นั้นมีสีหน้าที่เศร้าสร้อยถึงที่สุด ทุกคนที่อยู่ภายในคฤหาสน์นี้ล้วนถูกสังหารจนหมดและแม้ว่าจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดแต่ก็โตมาด้วยกันดังนั้นถึงมีความสัมพันธ์กัน

“ความตายได้ผ่านไปแล้ว อย่าเศร้าไปเลย ”

หลินเทียนได้ปลอบนาง

หลังจากนั้นไม่นานความมืดก็เข้าปกคลุมท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

“หยูเอ๋อ เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย ”

สาวงามได้พูดออกมา

“อื้ม ”

จี่หยูได้ยืนขึ้นพร้อมทั้งมองไปทางหลินเทียน

สาวงามได้กวาดตามองไปทางหลินเทียนก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่ลังเลอยู่แว๊บหนึ่งก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ในเมื่อเป็นศิษย์ของเฒ่าขี้เมางั้นก็มาด้วยกันเลยแล้วกัน ”

ณ ตอนนี้จี่หยูได้เดินเข้าไปในห้องพร้อมๆกับสาวงามและหลินเทียน

หลังจากที่เข้าไปแล้วจี่หยูรีบเดินไปที่ริมหน้าต่างก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปโดยทันที

“เจ้ามองหาสิ่งนี้ ? ”

เขาได้พลิกฝ่ามือก่อนที่จะเรียกเอาดอกไม้และสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ

ใบหน้าของจี่หยูได้แสดงให้เห็นถึงสีหน้าที่มีความสุขพร้อมทั้งรีบเดินเข้ามาหยิบดอกไม้ไปวางที่เก่าและเมื่อสัมผัสไปยังสมุดแล้วนางก็ได้แข็งค้างไปก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“จะ……เจ้าได้เปิดดูมัน ? ”

หลินเทียนได้แต่ตอบกลับด้วยสีหน้าที่อึดอัดว่า

“ทนไม่ไหวเลยเปิดอ่านน่ะ ”

“งั้น , แสดงว่าเจ้ารู้แล้ว ? ”

จี่หยูได้พูดออกมาด้วยใบหน้าที่แดงขึ้น

หลินเทียนได้แต่เกาหัวพลางตอบกลับไปว่า

“อื้ม ข้ารู้หมดแล้ว ”

ใบหน้าของจี่หยูได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไม่ต่างกับมะเขือเทศขณะที่กำหมัดแน่นพลางถามออกมาว่า

“งั้น , เจ้าคิดว่าไง ? ”

มันเหมือนที่นางได้เขียนเอาไว้ว่านางอยากจะรู้ว่าเขาคิดอย่างไร

หลินเทียนได้ผงะไปและยังคงเกาหัวของเขาพร้อมทั้งตอบกลับไปว่า

“ข้าจะรับผิดชอบเจ้าเอง ”

“จริงๆรึ ? ”

จี่หยูได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข

“จริงสิ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างจริงจัง

จี่หยูในตอนนี้รู้สึกโล่งอกและเขินอายในเวลาเดียวกัน

“อย่าทำเหมือนข้าเป็นอากาศสิ จะพูดเรื่องรักๆใคร่ๆก็ไปพูดกันแบบลับๆทีหลัง ”

เสียงกระแอมแห้งๆได้ดังขึ้น

จี่หยูได้เงียบไปก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่อับอายออกมา

หลินเทียนเองก็ยังรู้สึกอึดอัดไม่ต่างกัน

“เอาล่ะ ๆ ”

สาวงามได้แต่ส่ายศีรษะของนางก่อนที่จะเดินไปนั่งแล้วพูดว่า

“อ่อใช่ จี่หยู , เจ้าฝึกเคล็ดวิชากระบี่ที่ถ่ายถอดให้ไว้ถึงระดับไหนแล้ว ? มันมีอยู่ทั้งหมด 9 ระดับ ”

“ระดับ 4 ”

จี่หยูได้ตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่อับอายเหมือนเด็กที่เพิ่งทำความผิด

สาวงามเองก็ได้แต่มีสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมทั้งพูดว่า

“ระดับ 4 ? ”

“ก็มันยากเกินไป ”

จี่หยูได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระซิบ

สาวงามได้แต่แสดงรอยยิ้มที่ขมขื่นออกมา มันยากเกินไป ? มันเป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะผสานทักษะและทักษะเคลื่อนไหวเข้าด้วยกันที่เป็นความลับของนิกายพิณใต้พิภพซึ่งมีระดับของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนจักรพรรดินภา การที่จี่หยูสามารถฝึกฝนไปถึงระดับที่ 4 ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 8 ได้นั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของนิกายเลยด้วยซ้ำ

นางได้แต่ส่ายศีรษะซ้ำๆพร้อมกับมองไปทางจี่หยูและหลินเทียนพลางพูดว่า

“เมื่อ 5 ปีก่อนข้าได้ออกมาหาประสบการณ์เพื่อขัดเกลาสภาพจิตใจถึงได้มาที่เมืองหลวงนี้และได้พบกับจี่หยูเข้าโดยบังเอิญ ”

หลังจากนั้นนางก็ได้ยิ้มให้กับจี่หยูพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“เด็กคนนี้เอาแต่รั้งข้าให้มาที่คฤหาสน์นี้และมันทำให้ข้ารู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก ”

“หลังจากนั้นข้าก็ได้พักอยู่ที่นี่กว่า 3 เดือนและในเวลาเหล่านี้ข้าก็กลายเป็นเพื่อนเล่นของนางไปแต่อย่างไรก็ตามข้าบังเอิญพบว่านางมีศักยภาพที่สูงมากและไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงหลายสิบปี ”

“พรสวรรค์ระดับ 9 ดารา ? ”

หลินเทียนได้ถามออกไป

“พรสวรรค์ระดับ 9 ดารา ? ของแบบนั้นทำให้แค่ช่วยบ่มเพาะได้เร็วขึ้นแต่หลังจากที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปแล้วของพวกนี้มันไม่มีค่าอะไรเลยเพราะเขตแดนผู้รอบรู้นั้นมีจิตสัมผัสที่สามารถตรวจสอบการคงอยู่ของพลังฉีได้ ”

สาวงามได้พูดต่อว่า

“ศักยภาพที่ข้าหมายถึงคือความสามารถในการทำความเข้าใจไม่ใช่ของพวกพรสวรรค์อะไรเหล่านั้น ”

สีหน้าของหลินเทียนได้เปลี่ยนไปเช่นกัน ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง

เขาตระหนักได้ทันทีเลยว่านิกายนั้นไม่ธรรมดาๆ ต้องรู้นะว่าพรสวรรค์ระดับ 9 ดารานั้นถือได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดแต่ในสายตาของนิกายแล้วมันกลับไม่มีค่าอะไรเลย

สาวงามได้มองไปทางจี่หยูพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“หยูเอ๋อ เจ้าเองก็น่าจะพอเดาสถานะของข้าได้แต่มันยังไม่หมด ข้าจะสรุปให้ฟังง่ายๆแล้วกัน , เมื่อ 5 ปีก่อนเคล็ดวิชาที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้ามีชื่อว่าเคล็ดวิชากระบี่บัวหิมะซึ่งถือเป็นความลับที่ห้ามถ่ายถอดให้ผู้อื่นและเป็นเคล็ดวิชาสำหรับผู้มีศิษย์เป็นจ้าวนิกายของเราและข้าเองก็คือจ้าวนิกายพิณใต้พิภพคนปัจจุบันและอาจารย์ของเจ้าหลังจากนี้ ”