0 Views

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ชายชราผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้สามารถสัมผัสได้ถึงระดับพลังของหลินเทียนว่ามันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อวานดังนั้นถึงได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ตกต่ำลงว่า

“เป็นเจ้าขี้เมานั่นเรอะที่ช่วยเจ้า ? ”

หลังจากที่คิดถึงเรื่องของชายขี้เมาแล้วสีหน้าของเขาก็ยิ่งตกต่ำลง

หลินเทียนยังคงจ้องมองไปทางจูหวูเต๋าโดยไม่ได้หันหน้ามองชายชราด้วยซ้ำ

“เอานางคืนข้ามา ! ”

เขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

สีหน้าของชายชราได้ตกต่ำลงทันที , นี่ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะมันกล้าที่จะเมินเขา ?

จูหวูเต๋าได้พูดออกมาว่า

“กล้าบุกเข้ามาที่นี่แล้วเจ้าคิดว่ามีสิทธิ์อะไรมาตั้งเงื่อนไขกับข้า ? ”

หลินเทียนยังคงจ้องมองพร้อมทั้งปลดปล่อยจิตสังหารที่รุนแรงออกมาพลางก้าวเดินออกไปด้านหน้าโดยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อ

“บังอาจ ! ”

“หยุด ! ”

หนึ่งในผู้คนได้ส่งเสียงออกมา

ทหารโดยรอยเองก็ต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปหลังจากที่มองไปยังร่างของหลินเทียนที่กำลังเดินเข้ามา แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาจะนั่งรอความตายอยู่เฉยๆไม่ได้

ดังนั้นหนึ่งในพวกเขาถึงได้ส่งเสียงออกมา

หลินเทียนไม่ได้ให้ความสนใจกับมันเล็กน้อยพร้อมทั้งฟาดฟันกระบี่ออกไปตรงหน้า

“แกร๊ง ! ”

คลื่นกระบี่สายฟ้าได้ถูกส่งออกไปเป็นสายฝนโดยรอบ

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้แล้วทหารธรรมดาๆจะไปป้องกันได้อย่างไร ?

“พุฟฟ !”

“พุฟ !”

“พุฟฟฟฟ ! ”

ในตอนนี้ชีวิตดูไร้ค่าไปเลย , หลินเทียนยังคงก้าวเดินออกไปขณะที่แต่ละก้าวของเขาได้เก็บเกี่ยวชีวิตของผู้คนไปมากมาย

“ถอยกลับมา ! ”

จูหวูเต๋าได้ออกคำสั่งออกไปอย่างดัง

เมื่อได้ยินคำสั่งของจูหวูเต๋าแล้วเหล่าทหารเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาก่อนที่จะรีบถอยกลับโดยไม่กล้าขัดคำสั่งแต่ตอนนี้หลังจากที่มองไปยังหลินเทียนที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับแรงกดดันที่เข้มข้นนั้นได้แต่ทำให้พวกเขาหวาดผวาไปทันที

จูหวูเต๋ายังคงจ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดว่า

“คิดว่าอยากจะบุกเข้ามาในราชวังของข้าก็บุกได้งั้นรึ ? ”

หลินเทียนยังคงนิ่งเงียบขณะที่ฟาดฟันคลื่นกระบี่ออกไปโดยรอบพร้อมทั้งก้าวเดินเข้าหาจูหวูเต๋าเรื่อยๆ

สีหน้าของจูหวูเต๋าเองก็ตกต่ำลงไม่ต่างจากชายชราในทันที ตอนนี้เขาเป็นจักรพรรดิ ! แต่หลินเทียนกลับกล้าที่จะไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาโดยก้าวเดินเข้ามาและไม่แม้แต่จะสนใจคำพูดของเขาซึ่งมันทำให้สายตาของเขาเย็นยะเยือกไปทันที

“เหอะ ! ”

เขาได้ส่งเสียงแสยะพร้อมทั้งเรียกเอาตราหยกออกมาก่อนที่จะถ่ายพลังฉีลงไป

ตอนนี้เองที่ข่ายอาคมได้ปรากฏขึ้นมาเหนือพื้นตรงหน้าหลินเทียน

หลินเทียนได้หยุดเท้าลงก่อนที่จะพบว่ารอบข้างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยภาพมายา , เขาที่อยู่ตรงใจกลางต้องรับการโจมตีของสัตว์อสูร คลื่นกระบี่และอื่นๆอีกมากมายแถมพื้นที่โดยรอบยังเหมือนปิดกั้นโดยพลังที่แข็งแกร่งบางอย่าง

“ข่ายอาคมสังหาร ? ”

ชายชราได้ผงะไป

จูหวูเต๋าได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดุร้ายว่า

“ข่ายอาคมสังหารที่ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 6 วางไว้ ”

“แล้วไง ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส

การโจมตีมากมายได้พุ่งเข้ามาทางเขาซึ่งแม้จะเป็นแบบนั้นแต่ในตอนนี้สีหน้าของเขาก็ยังคงราบเรียบเช่นเคย กระบี่ในมือของเขาได้กวัดแกว่งออกไปขณะที่ภาพมายาทั้งหลายพังทลายและสลายเป็นผุยผงไป

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นสัตว์อสูรและผู้เชี่ยวชาญก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

“เปล่าประโยชน์ ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ก็รอดยาก ! ”

จูหวูเต๋าได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ

เสียงคำรามของสัตว์อสูรได้ถูกส่งออกมาขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเองก็ต่างส่งคลื่นกระบี่ออกมาไม่หยุดซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสร้างบาดแผลให้กับเขาจริงๆได้ , มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ

หลินเทียนได้หลบเลี่ยงคลื่นกระบี่เหล่านั้นพร้อมทั้งฟาดฟันไปยังสัตว์อสูร

ณ ตอนนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้วิ่งออกมาจากที่ห่างไกลนั่นคือ จูยี่

“ท่านพี่ ได้โปรดไว้ชีวิตเขาสักครั้ง ได้โปรดหยุดการทำงานของข่ายอาคมด้วย ”

จูยี่ได้ขอร้องออกมา

จูยี่ได้รับการรายงานจากคนรับใช้มาว่าหลินเทียนได้บุกมาที่นี่คนเดียวดังนั้นสีหน้าของเขาถึงได้เปลี่ยนไปอย่างมาก เขารู้ดีว่าภายในสถานที่แห่งนี้มีข่ายอาคมที่น่ากลัววางเอาไว้ซึ่งมันเป็นอะไรที่เกินกว่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะจะรุกล้ำเข้ามาได้ , ขนาดผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ยังเอาตัวรอดได้ยาก !

จูหวูเต๋าได้เหลือบไปมองพร้อมกับตะโกนออกมาว่า

“กลับไปซะ ! ”

“ท่านพี่ ข้าขอร้อง ได้โปรด ! ”

จูยี่ได้พูดออกมา

เขาที่เป็นองค์ชายนั้นแทบไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่น้อยและมีเพียงหลินเทียนเท่านั้นที่เป็นเพื่อนของเขาดังนั้นเขาถึงไม่อยากให้หลินเทียนต้องตายลงที่นี่

เจียงเหลินเหวินได้มองไปทางจูยี่พร้อมกับพูดว่า

“ก็บอกให้ไสหัวไปไง ! ”

เขาได้เหวี่ยงมือขวาของเขาก่อนที่จะส่งคลื่นกระบี่เข้าใส่ร่างของจู่ยี่

หลายเดือนที่ผ่านมานี้จูยี่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ตอนปลายดังนั้นจะไปสามารถต้านทานคลื่นกระบี่ที่น่ากลัวของเจียงเหลินเหวินได้อย่างไรกัน , ร่างของเขาได้ลอยเคว้งออกไปไกลขณะที่กระอักเลือดอยู่กลางอากาศ

“องค์ชาย 9 !!! ”

คนใช้ชราที่อยู่ห่างออกไปรีบวิ่งเข้าไปพยุงร่างของจูยี่เอาไว้

จูหวูเต๋าไม่ได้หันไปมองทางจูยี่เลยด้วยซ้ำ สายตาของเขายังคงจดจ่ออยู่ที่หลินเทียนเช่นเคยแถมเขาไม่สนใจเรื่องการกระทำของเจียงเหลินเหวินด้วยแม้แต่น้อย , แม้ว่าพวกเขาจะเป็นพี่น้องกันก็จริงแต่หากคิดดูดีๆแล้วก็เป็นเพียงพี่น้องครึ่งเดียวไม่ใช่พี่น้องแท้ๆสายเลือดเดียวกันถึงไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขนาดนั้น สำหรับจูหวูเต๋าแล้วสถานะของจู่ยี่นั้นต่ำกว่าเจียงเหลินเหวินเยอะ

หลินเทียนที่อยู่ในข่ายอาคมเองก็ยังคงเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรและคลื่นกระบี่มากมาย

สายตาของเขาได้มองผ่านจูหวูเต๋าไปทางเจียงเหลินเหวินพร้อมทั้งพูดว่า

“อีกเดี๋ยวข้าจะตัดแขนขวาของเจ้า ”

เขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก

เจียงเหลินเหวินเองก็จ้องมองกลับไปยังหลินเทียนด้วยสายตาที่ชั่วร้ายกว่าเก่า

จูหวูเต๋าได้แต่ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้าไม่มีโอกาสหรอก ! ”

หลังจากนั้นสัตว์อสูรและคลื่นกระบี่ที่รายล้อมหลินเทียนอยู่ก็เริ่มรุนแรงขึ้นกว่าเก่าจนทำให้หัวใจของผู้คนถึงกับตื่นตระหนก

ประกายตาของหลินเทียนได้เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกพร้อมทั้งยกมือซ้ายขึ้นมาแล้วเหวี่ยงลำแสงสีเงินออกไป

“คิดว่าของแบบนี้จะสามารถจัดการข้าได้จริงๆ ? ”

เขาได้จ้องมองไปทางจูหวูเต๋าพร้อมกับถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

ขณะที่พูดจบแล้วแสงสีเงินได้เปล่งประกายออกมามากกว่าเก่า , ณ ตอนนี้เคล็ดวิชาหนึ่งวิญญาณสวรรค์ได้หมุนวนถึงขีดสุดถึงขั้นทำให้คนธรรมดาที่ไม่ได้มีพลังวิญญาณรู้สึกตกตะลึง

“เจ้า ?! ”

จูหวูเต๋ามีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันที

เขาที่เป็นถึงลำดับที่ 2 ของตารางสายลมและหมู่เมฆนั้นรู้ดีว่านี่คือพลังอะไร มันเป็นของปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมแถมพลังวิญญาณขนาดนี้มันมากกว่าปรมาจารย์ระดับ 4 บางคนด้วยซ้ำ

สีหน้าของหลินเทียนยังคงเคร่งขรึมขณะที่เหวี่ยงมือซ้ายเพื่อส่งลำแสงสีเงินออกไป

ตอนนี้ข่ายอาคมรอบตัวเขาเริ่มบิดตัวก่อนที่จะเข้าสู่สภาวะปั่นป่วน , หลายเดือนมานี้ระดับความสามารถด้านข่ายอาคมของเขาตัดผ่านไประดับ 4 แล้วดังนั้นมันเพียงพอสำหรับสั่งการข่ายอาคมประเภทนี้ได้

ข่ายอาคมเริ่มหม่นหมองลงก่อนที่จิตสังหารจะสลายไปในไม่กี่ลมหายใจ

หลินเทียนได้ก้าวออกไปพร้อมทั้งฟาดฟันกระบี่ออกไปตรงหน้า

“อวดดีนักนะ ! ”

ชายชราได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาพร้อมทั้งส่งฝ่ามือเข้าใส่คลื่นกระบี่ของหลินเทียน , ครั้งนี้ชายชราได้ฉวยโอกาสเพื่อสังหารหลินเทียนอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้หยุดยิ่งพร้อมทั้งจ้องมองออกไปอย่างไม่แยแส

วินาทีหลังจากนั้นมีร่างๆหนึ่งได้พุ่งออกมาจากด้านหลังของเขาก่อนที่จะส่งฝ่ามือเข้าปะทะกับชายชรา

“ใครกัน ! ”

ชายชราได้ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างดังพร้อมทั้งมองไปยังชายตรงหน้า

“ผู้อาวุโสจิน ! ”

จูหวูเต๋าได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันที

ผู้อาวุโสของสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมของเมืองหลวง เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 4ที่จูหวูเต๋ารู้จักเป็นอย่างดี

ผู้อาวุโสจินเองก็ยังคงขวางทางชายชราเอาไว้พร้อมกับพูดว่า

“หลินเทียนไม่ใช่คนที่เจ้าจะแตะต้องได้ ”

สีหน้าของชายชราได้หม่นหมองลงทันที

จูหวูเต๋าในตอนนี้เองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน เขาได้แต่จ้องมองไปยังผู้อาวุโสจินพร้อมกับพูดออกมาว่า

“ผู้อาวุโสจิน เขาบุกเข้ามาในราชวังในวันนี้ถือว่ามีโทษประหาร 9 ชั่วโครตดังนั้นมันต้องตาย ! การกระทำของท่านมันหมายความว่าไงกัน ? ”

“ข้าช่วยเขาบุกเข้ามาที่นี่ไงล่ะ ”

ผู้อาวุโสจินได้ตอบกลับไปอย่างไม่แยแส

สีหน้าของจูหวูเต๋าได้เปลี่ยนไปอีกครั้งและไม่คิดเลยว่าผู้อาวุโสจินจะไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย

“นี้เป็นเรื่องของจักรวรรดิเป่ยหยาน การกระทำของท่านไม่กลัวว่าท่านจ้าวสมาคมจะลงโทษ ? ”

ผู้อาวุโสจินได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“นั่นก็เรื่องของข้า องค์เหนือหัวไม่ต้องกังวลหรอก ”

ให้พูดตามตรงแล้วเขาไม่ได้กลัวจูหวูเต๋าเลยแม้แต่น้อย

“ผู้อาวุโสจิน ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่เห็นหัวข้าเลยสินะ ”

เสียงแสยะที่เย็นชาได้ถูกส่งออกมา

ภายในส่วนลึกของราชวังได้มีร่าง 3 ร่างพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งเหวี่ยงเข้าใส่ผู้อาวุโสจินโดยทันที

“เจ้าก็ด้วย ”

ร่างอีกร่างหนึ่งได้พุ่งออกมาจากด้านหลังของหลินเทียนพร้อมกับรับการโจมตีจากร่าง 3 ร่างเอาไว้แล้วพูดว่า

“หลินเทียนเป็นปรมาจารย์รับเชิญของสมาคมเรา จักรพรรดิองค์ใหม่ที่เพิ่งจะครองราชย์กลับกล้าใช้วิธีต่ำช้าและโหดเหี้ยมกับเพื่อนของปรมาจารย์รับเชิญของข้า คิดว่าสมาคมของเราอยากจะรังแกก็รังแกได้งั้นรึ ? ”

ร่างที่พุ่งออกมานั้นคือผู้อาวุโสเนี่ย ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 4 ในชุดคลุมสีฟ้า

“เนี่ยหยุนฟาน ! เจ้าเองก็มาด้วยงั้นรึ ! สมาคมของเจ้าต้องการทำอะไรกันแน่ ! อยากจะเป็นศัตรูกับจักรวรรดิของข้า ? ”

หนึ่งใน 3 ร่างได้พูดออกมา

“จูชิงจี่ เจ้าคิดว่าจักรวรรดิตัวเองยิ่งใหญ่นักหรือไง ? ”

ผู้อาวุโสเนี่ยได้ถามกลับไปด้วยสีหน้าราบเรียบ

ร่างสามร่างนี้มีชื่อว่า จูชิงจี่ จูเจียนฉี จูปิงเหลาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ของจักรวรรดิ พวกเขาทั้งสามคนได้พุ่งเข้าไปยืนข้างจูหวูเต๋าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลอย่างรวดเร็ว

“ท่านบรรพบุรุษที่ 2 ท่านบรรพบุรุษที่ 3 ท่านบรรพบุรุษที่ 4”

จูหวูเต๋าได้โค้งคำนับ

เจียงเหลินเหวินที่อยู่ห่างออกไปเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนที่จะกลับเป็นเหมือนเก่า

จูเจียนฉีได้ก้าวเดินออกไปพร้อมกับพูดอย่างไม่แยแสว่า

“ไม่รู้หรอกนะว่าต้องการอะไรกันแน่แต่การที่มันกล้าบุกเข้ามาในวันนี้ถือเป็นความผิดมหันดังนั้นต่อให้เป็นเจ้าก็ปกป้องมันไม่ได้หรอก ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้เรียกเอากระบี่ออกมาโดยทันที

“งั้นรึ ? ถ้าเพิ่มข้าเข้าไปอีกคนล่ะเป็นไง ? ”

เสียงหนึ่งได้ดังขึ้น

ร่างๆหนึ่งได้ปรากฏขึ้นข้างๆหลินเทียน

สีหน้าของจูเจียนฉีได้ตกต่ำลงทันทีพร้อมกับอุทานออกมาว่า

“ชินเฟิง ! ”