0 Views

สวัสดีครับผม สรุปเป็นเพราะแปะลิ้งโยงแยงมั่วนะครับ ผมก็เพิ่งรู้เลยลงทิ้งไปหมดแล้วครับ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ผู้นำตระกูลเหล็งนั้นโกรธถึงขีดสุดแล้วในตอนนี้ ลูกชายทั้งสองคนของเขาถูกอีกฝ่ายฆ่าตายไม่เหลือ

“ต้องฆ่าไอ้ระยำนั่นให้ได้ ! ”

เมื่อจ้องมองไปยังร่างของเหล็งเฟิงแล้วเขาได้แต่คำรามออกมาด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

“ได้ขอรับท่านผู้นำตระกูล ”

หนึ่งในคนข้างๆเขาได้ตอบรับออกมาพร้อมทั้งเดินออกไป

และในเวลาเดียวกันนี้เองที่มีเสียงคำรามอย่างดังถูกส่งออกมาจากบ้านหลังตระกูลต๊วน , หากเทียบกันแล้วความโกรธและเกลียดชังของผู้นำตระกูลต๊วนในตอนนี้มีมากกว่าผู้นำตระกูลเหล็งด้วยซ้ำเพราะต้องรู้นะว่าต๊วนเหวินโปนั้นอยู่ในลำดับที่ 3 ของตารางสายลมและหมู่เมฆ มันถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลนี้ !

“ไปเรียกผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดมาแล้วออกไปฆ่ามันซะ ! ”

ต๊วนเหวินโปได้คำรามออกมาอย่างดัง

ทันทีนี้เองที่คนของเขาได้ออกไปเรียกรวมผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว

วันนี้มันเป็นวันที่สองตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงต่างโกรธจัดด้วยความเกลียดชังที่มีต่อหลินเทียนและอยากจะกลืนเขาเข้าไปทั้งตัวด้วยซ้ำแต่จนถึงตอนนี้พวกเขาไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นคนที่บังคับให้หลินเทียนทำเช่นนี้โดยการลอบสังหารเขานับครั้งไม่ถ้วน

…………

ที่คฤหาสน์แม่ทัพ , หลินเทียนยังคงนั่งขัดสมาธิขณะที่หมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อดูดกลืนเหล้าของเฒ่าขี้เมาอย่างเต็มกำลัง

พลังฉีที่อัดแน่นนั้นรุนแรงอย่างมากแถมยังร้อนยิ่งกว่าเปลวเพลิงแต่หลังจากที่เขาได้ดูดกลืนคริสตัลเพลิงมาก่อนหน้านี้ก็ทำให้เขามีภูมิต้านท้านพลังงานความร้อนถึงได้สามารถควบคุมมันได้อย่างรวดเร็ว , ในตอนนี้เขาพยายามใช้พลังฉีที่ดูดกลืนจากฤทธิ์เหล้าเพื่อก่อสร้างจุดชีพจรเทวะจุดที่ 9 ของเขา

“บึ้ส ! ”

ร่างของเขาได้ส่องแสงสีเงินออกมาก่อนที่กลิ่นอายของเขาจะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงที่ยังอยู่ก้นหน้าผานั้นเขาได้ก่อจุดชีพจรเทวะจุดที่ 9 ไปกว่าครึ่งแล้วดังนั้นฤทธิ์จากเหล้าที่เฒ่าขี้เมาให้เขามานั้นเพียงพอที่จะสร้างอีกครึ่งที่เหลือถึงได้ทำให้เส้นพลังต่างๆของเขาเชื่อมเข้าหากันอย่างรวดเร็ว

“เลือกจุดสุดท้ายที่หัวใจงั้นรึ เลือกได้ดี ตอนนี้ก็ไม่ต้องรีบร้อน”

เฒ่าขี้เมาได้ส่งเสียงออกมา

ด้วยระดับพลังของเขาแล้วถึงได้สามารถมองทะลุจุดชีพจรเทวะที่หลินเทียนเลือกได้อย่างสบายๆ

แม้ว่าหลินเทียนจะบ่มเพาะอยู่แต่เขาก็สามารถได้ยินเสียงของเฒ่าขี้เมาได้อย่างชัดเจน , จุดชีพจรเทวะจุดสุดท้ายนั้นสำคัญมากๆดังนั้นเขาถึงได้ลดความเร็วลงเพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปได้อย่างราบรื่น

“บึ้ส ! ”

ตอนนี้แสงสีเงินที่ร่างกายเขาเปล่งออกมานั้นเข้มข้นกว่าเก่า

หลังจากที่ผ่านไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วร่างกายของเขาก็ได้ส่งเสียงคำรามออกมาก่อนที่แรงกดดันอันรุนแรงจะระเบิดออกไปทั่วทิศทาง

เฒ่าขี้เมาที่กำลังจ้องไปทางหลินเทียนเองก็ได้แต่พยักหน้าของเขาด้วยสีหน้าที่พึงพอใจ

และหลังจากที่ผ่านไปอีกไม่กี่สิบลมหายใจนั้นหลินเทียนก็ได้ลืมตากลับขึ้นมาก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วกำหมัดของเขา , ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าเดิมมากเหมือนว่าร่างกายของเขากำลังอัดแน่นไปด้วยพลังที่ไร้ขีดจำกัด

“หากว่าวัดกันที่พลังฉีและร่างกายแล้วเจ้ายังไม่สามารถเทียบกับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ตอนต้นได้ ”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมา

“ไม่ต่างกันมาก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เฒ่าขี้เมาเองก็ได้พูดออกมาอย่างมีความสุขว่า

“ไอ้หนูนี่ช่างมั่นใจในตัวเองจริงๆเลยนะ รู้ไหมว่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้น่ะมีจิตสัมผัสนะ ดังนั้นต่อให้เจ้ามีพลังฉีและร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ก็จริงแต่ถ้าสู้จริงๆก็ยังเทียบไม่ได้ ”

“ข้ามีพลังวิญญาณ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เฒ่าขี้เมาเองก็ได้แต่ผงะไปพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ลืมไปเลยแหะว่าเจ้าเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคม ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดต่อว่า

“แสดงว่าก่อนหน้านี้เจ้าอาศัยพลังวิญญาณเพื่อหลบฝ่ามือของเฒ่าคนนั้น ? ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบกลับ

“ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมนี้เป็นตัวตนที่น่ากลัวจริงๆ ”

เฒ่าขี้เมาได้พูดออกมา

หลินเทียนได้มองไปทางจี่หยวนฉานที่นั่งอยู่บนหินเหมือนคนใกล้ตาย

เขาได้เงียบไปพร้อมทั้งก้าวเท้าออกไป

“ท่านผู้อาวุโสอย่าเศร้าไปเลย แค้นครั้งนี้ข้าจะไปชำระกับจูหวูเต๋าเอง ”

เขาได้พูดออกมาขณะที่เดินไปหาจี่หยวนฉาน

จี่หยวนฉานได้แต่ปาดน้ำตาบนใบหน้าแก่ๆพร้อมกับผงะไปหลังจากที่ได้ยินคำพูดของหลินเทียนก่อนที่จะพูดว่า

“น้องชาย เจ้าคิดจะทำอะไร ? ”

หลินเทียนได้หันหน้ากลับไปทางราชวังก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายเย็นยะเยือก

“นางถูกพวกมันจับไป ข้าจะไปเอาตัวนางกลับมา ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

จี่หยวนฉานได้ผงะไปพร้อมกับพูดว่า

“อย่าบุ่มบ่าม เรื่องนี้เราต้องคิดให้รอบคอบ !”

จี่หยวนฉานรู้ดีว่าหลานของตนถูกขังไว้ในราชวังและตัวเขาเองก็แทบทนไม่ไหวแต่เขารู้ดีว่าราชวงนั้นน่ากลัวขนาดไหน ด้วยระดับพลังของหลินเทียนแล้วมันจะเป็นไปได้ไงที่จะต่อกรกับทั้งจักรวรรดิ ? หากว่าบุ่มบ่ามไปที่นั้นก็ไม่ต่างกับไปหาที่ตายชัดๆ

“ข้าไม่อยากจะให้นางต้องรอนาน ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ก้าวเท้าเดินออกไปด้านหน้าคฤหาสน์

“หลินเทียน เจ้า ! ”

จี่หยวนฉานได้รีบพูดออกมาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย

จี่หยวนฉานรีบวิ่งตามหลินเทียนมาพร้อมทั้งพบว่าหลินเทียนกำลังหยุดอยู่กับที่ดังนั้นเขาถึงต้องการจะพูดบางอย่างทว่าหลังจากที่มองตามสายตาของหลินเทียนไปก็พบกับผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งเป็นฝูงกำลังปลดปล่อยแรงกดดันของผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะออกมาแถมหลายๆคนยังเป็นระดับ 8 ด้วย !

“ตระกูลเหล็ง ตระกูลต๊วน ! พวกเจ้า…….”

จี่หยวนฉานได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป

เมื่อเห็นผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองตระกูลแล้วเขาก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

“จี่ , หลินเทียน อยู่ด้วยกันก็ดี จะได้ฆ่าทิ้งพร้อมๆกัน ! ”

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญตระกูลเหล็งได้ส่งเสียงออกมาอย่างดัง

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 8 ตอนปลายซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มของตระกูลเหล็ง

“ไม่ต้องไปไร้สาระกับมันแล้ว ! ”

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลต๊วนเองก็คำรามออกมาเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองตระกูลทีอยู่ที่นี่มีจำนวนต่ำๆก็ประมาณ 80 คนแถมแต่ละคนเองก็อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะดังนั้นแม้พวกเขาจะรู้ว่าหลินเทียนเอาชนะต๊วนเหวินโปและเหล็งเฟิงมาได้แต่พวกเขาก็ไม่ได้กลัว คนเดียวอาจจะแข็งแกร่งแต่หากอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้เชี่ยวชาญเป็นฝูงต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ก็ต้องปวดหัวไม่น้อย

“เจ้า !”

จี่หยวนฉานโกรธจัดและกระวนกระวายเป็นอย่างมากในเวลาเดียวกัน

หลินเทียนนั้นแข็งแกร่งก็จริงแต่หากต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้มากมายขนาดนี้จะมั่นใจแค่ไหนกัน ?

“ผู้อาวุโสกลับเข้าไปในคฤหาสน์ก่อน ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินออกไปด้านนอกเหมือนว่าไม่มีอะไรด้วยซ้ำ

“ฆ่า ! ”

ผู้นำกลุ่มของตระกูลเหล็งได้ตะโกนออกมาอย่างดัง

ทันใดนั้นเองที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองตระกูลต่างพากันกระโจนเข้าใส่หลินเทียนด้วยทักษะมากมาย

หลินเทียนยังคงก้าวเดินออกไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

“แกร๊ง ! ”

เสียงคำรามของกระบี่ได้ดังขึ้นขณะที่เลือดสาดกระจายไปทั่วพื้นที่

เมื่อก้าวออกไปอีกครั้งแล้วคลื่นกระบี่สายฟ้าเปลวเพลิงนับสิบเล่มได้ถูกส่งออกไปก่อนที่จะพบว่าผู้เชี่ยวชาญตรงหน้ากว่าสิบคนต่างทรุดลงกับพื้นก่อนที่จะขาดใจตาย ตัวของหลินเทียนนั้นยังคงก้าวเดินออกไปโดยไม่หยุดพร้อมทั้งกวัดแกว่งกระบี่ในมือต่อไปอีกครั้ง

“พุฟฟ ! ”

“พุฟฟฟ !”

“พุฟ ! ”

คลื่นกระบี่ได้ส่องประกายออกมาก่อนที่จะกวาดออกไปรอบทิศทาง ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในรัศมี 10 เมตรรอบตัวเขาต่างตกตายลงโดยทันที

พริบตาเดียวเขาได้สังหารผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะไปแล้วกว่า 36 คน

“เจ้า………..”

ผู้นำกลุ่มของตระกูลเหล็งเองก็ถึงกับมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมากด้วยความกลัว

ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นหัวกะทิของตระกูลแต่ตอนนี้กลับถูกฆ่าไปเป็นโหลภายในไม่กี่วินาที

หลินเทียนยังคงก้าวเดินออกไปโดยที่ไม่สนใจผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย

แกร๊ง ! คลื่นกระบี่ของเขาได้ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างดัง

เสียงร้องโหยหวนดังกังวานไปทั่วพื้นที่ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างถูกคลื่นกระบี่สังหารไปโดยที่ไม่สามารถป้องกันมันได้แม้แต่น้อย ในเวลาไม่กี่วินาทีนี้ผู้เชี่ยวชาญที่มาที่นี่กว่า 80 คนได้ถูกสังหารจบเกือบหมดและเหลืออยู่เพียงแค่ 10 กว่าคนเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว

ณ ตอนนี้หลินเทียนก็ยังคงก้าวเดินออกไปทางพวกเขา

“ถอนตัว ! ”

ผู้เชี่ยวชาญของตระกูลต๊วนได้ออกคำสั่งอย่างดัง

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ซึ่งไม่คิดเลยว่าหลินเทียนจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็รีบพุ่งกลับหลังเพื่อหนีไปทันที

หลินเทียนยังคงก้าวเดินออกไปอย่างมั่นคง ไม่ช้า ไม่เร็ว ก่อนที่จะกวัดแกว่งกระบี่ในมือ

“แกร๊ง ! ”

ครั้งนี้คลื่นกระบี่นับร้อยได้ก่อตัวขึ้นก่อนที่จะกวาดออกไปรอบทิศทาง

ตอนนี้เขาอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 แล้วดังนั้นเขาสามารถปะทะกับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ได้สบายๆซึ่งผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะเหล่านี้จะถือเป็นคู่มือของเขาได้อย่างไรกัน ? ณ ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญของทั้งตระกูลเหล็งและตระกูลต๊วนที่มาที่นี่ล้วนเอาชีวิตมาทิ้งด้วยกันทั้งหมด

“พุฟฟ !”

“พุฟฟฟ !”

“พุฟ !”

เลือดสาดกระจายไปทั่วเหมือนดั่งยมบาลที่กำลังเก็บเกี่ยวชีวิตของผู้คนไปเรื่อยๆ

พริบตานี้ด้านหน้าคฤหาสน์แม่ทัพนองไปด้วยกองเลือดจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 80 คน , มีเพียงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ของตระกูลต๊วนเท่านั้นที่ยังมีลมหายใจอยู่แต่ก็ล้มลงกับพื้นเช่นกัน , เขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่หวาดกลัวพร้อมทั้งเอามือนึงกุมแผลที่หน้าอกพลางใช้อีกมือคลานหนีไปเหมือนสุนัขบ้า

“พุฟฟ ! ”

กระบี่ได้สะบั้นศีรษะของชายคนนี้ออกโดยทันที

หลินเทียนได้เดินผ่านไปขณะที่ร่างกายของเขาชโลมไปด้วยเลือดสีแดงสดก่อนที่จะหายไปจากจุดนี้

จี่หยวนฉานที่ยืนดูอยู่เองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมากับสิ่งที่เขาเห็น , เขาผ่านสมรภูมิรบมาหลายสิบปีแต่ไม่เคยเห็นฉากต่อสู้ของชายหนุ่มที่ก้าวไม่กี่ก้าวก็สามารถสังหารผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะไปกว่า 80 คนได้โดยที่หลินเทียนไม่แม้แต่จะกระพริบตาหรือเบี่ยงหลบด้วยซ้ำ

“เฮ้ ! ”

เฒ่าขี้เมาที่เห็นหลินเทียนกำลังเดินจากไปเองก็ได้ยกเหล้าขึ้นมาซดอีกครั้ง

……..

หลังจากที่เดินออกมาจากคฤหาสน์แล้วหลินเทียนได้มุ่งหน้าไปทางสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมโดยทันที

“ท่านคะ…….ท่าน……..”

หลังจากที่เห็นสภาพของหลินเทียนแล้วพนักงานสาวถึงกับแสดงสีหน้าที่หวาดกลัวออกมา

หลายๆคนที่อยู่ภายในตำหนักเองก็ได้แต่แสดงท่าทางที่เหลือเชื่อออกมาเช่นกัน

“นี่…………”

หลายคนรีบถอยร่นออกไปไกลโดยทันที

หลินเทียนไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อยพร้อมทั้งเดินไปทางส่วนลึกของตำหนัก

หลังจากที่เข้าไปแล้วหลินเทียนก็ได้เดินตามทางไปก่อนที่จะพบกับชายสามคนอย่างรองจ้าวสมาคมชินเฟิงและผู้อาวุโสเนี่ยและผู้อาวุโสจิน , หลังจากที่พวกเขาเห็นหลินเทียนแล้วก็ได้แต่นิ่งไปด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

หลังจากนั้นชินเฟิงก็ได้พูดออกมาว่า

“น้องชายหลินเข้ามานั่งคุยกันสิ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าของเขาก่อนที่จะเดินเข้าไปภายใน

ชินเฟิงได้ถามออกมาโดยทันทีว่า

“น้องชายหลินมีอะไรงั้นรึ ? ”

เขารู้ดีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในเมืองหลวงและหลินเทียนเองก็เป็นปรมาจารย์รับเชิญของสมาคมซึ่งจริงๆแล้วพวกเขาควรจะเป็นโล่ให้กับหลินเทียนแต่เรื่องมันเกิดขึ้นเร็วมากและหลังจากที่พวกเขาได้ข่าวมันก็จบลงแล้ว, ณ ตอนนี้หลังจากที่เห็นหลินเทียนมาเข้าพบพร้อมกับสภาพเสื้อผ้าที่อาบไปด้วยเลือดนั้นพวกเขาก็เดาได้อยู่แล้วว่าคงไม่ได้มาเพราะมีเรื่องจะคุยเฉยๆแน่นอน

“ช่วยข้าบุกไปยังราชวงและกวาดล้างสามตระกูลใหญ่หน่อย ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม

เขารู้ดีว่าทั้งสามคนตรงหน้าของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้

ชินเฟิงและคนอื่นๆเองต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยทันที , แน่นอนว่าพวกเขาควรปกป้องหลินเทียนแต่คำพูดที่หลินเทียนใช้นั้นทำให้พวกเขาอึดอัดมากๆ ต้องรู้นะว่าทางสมาคมไม่ได้หวั่นเกรงจักรวรรดิก็จริงแต่ให้พวกเขาบุกไปยังราชวังแถมยังกวาดล้างสามตระกูลใหญ่นี่มันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ

“ไม่จำเป็นต้องฆ่าใคร แค่ช่วยต้านผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้เอาไว้ก็พอ หลังจากที่เสร็จเรื่องแล้วข้าจะให้แบบแปลนของข่ายอาคมคุกโดดเดี่ยวและข่ายอาคมลมกระโชก ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

สีหน้าของทั้งสามคนเองก็เปลี่ยนไปอีกครั้งข่ายอาคมทั้งสองนั้นหาได้ยากมากๆและมันมีมูลค่ามหาศาลซึ่งข้อเสนอนี้มันดึงดูดพวกเขาจริงๆ

พวกเขาได้แต่มองไปที่กันและกันด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิด

หลังจากที่ผ่านไปสักพักชินเฟิงก็ได้พูดออกมาว่า

“ได้ เราจะช่วยเอง ”

สมาคมปรมาจารย์ด้านการบ่มเพาะนั้นลึกลับมากๆและพวกเขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวจักรวรรดิหรือตระกูลผู้บ่มเพาะใหญ่ทั้งสามอยู่แล้ว ตอนนี้หลินเทียนเอาแบบแปลนข่ายอาคมเป็นข้อแลกเปลี่ยนก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อแถมด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์รับเชิญก็ถือว่าต้องช่วย

“พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่หน้าราชวัง ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาได้เดินออกไปโดยทันที

ชินเฟิงที่จ้องมองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนเองก็ได้แต่พูดออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกายว่า

“เป็นลูกผู้ชายจริงๆ ! ”

หลังจากนั้นเขาได้มองไปยังผู้อาวุโสทั้งสองพลางพูดต่อว่า

“เฒ่าจิน เฒ่าเนี่ย ไปเตรียมตัวซะ ดูเหมือนว่าท่านจ้าวสมาคมเองก็กลับมาวันนี้พอดีด้วย ”

หลินเทียนที่เดินออกมาจากสมาคมก็พบว่ามันเป็นช่วงกลางคืนแล้วดังนั้นถึงไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์แม่ทัพแต่ขึ้นไปบนยอดตำหนักแทน เมื่ออยู่ตรงจุดนี้แล้วเขาสามารถมองเห็นพื้นที่ภายในราชวังได้อย่างชัดเจน

ณ ตอนนี้ในมือของเขากำลังถือสมุดเอาไว้ขณะที่เปิดไปยังหน้าสุดท้ายของมัน

“ครั้งหน้าที่พบกันข้าจะไม่ปิดบังความในใจอีกแล้ว ข้าอยากจะบอกเขาว่าหัวใจของข้าเป็นของเขานานแล้ว หากว่าข้าไม่พูดออกไปเขาก็คงจะไม่มีทางรู้สึก เจ้านั่นมันโง่และซื่อบื้อเกินไป ”

หลินเทียนได้ปิดสมุดลงก่อนที่จะสลายหายไปพร้อมๆกับความมืดยามค่ำคืน

…………..

เวลากลางคืนได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วขณะถนนในตอนนี้มีผู้คนอยู่น้อยมากๆ

หากเทียบกันแล้วด้านหน้าประตูทางเข้าราชวังนั้นทหารยามหลายคนยังคงหาวออกมาก่อนที่ทหารยามกะใหม่จะเดินมาเปลี่ยนตัวเพราะถึงอย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็จำเป็นต้องคุ้มกันตลอดเวลา

“มีใครมา ? ”

หนึ่งในทหารยามที่กำลังจ้องมองไปด้านหน้าพยายามขยี้ตาของเขา

ด้านหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ในตอนนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาพร้อมๆกับกระบี่ในมือของเขา