0 Views

หลังจากที่หลินเทียนได้เดินตามซูชูวไปแล้วนั้นพวกเขาก็ได้ไปถึงห้องที่มู่ชิงและฉีดงกำลังนั่งดื่มชากันอยู่ภายใน หลังจากที่พวกเขาได้เห็นว่าซูชูวได้นำหลินเทียนมาแล้วก็ได้แต่ยิ้มออกมา

“เจ้าหนู จัดการเรื่องของน้องสาวแล้วหรือยัง ? ”

มู่ชิงได้ถามออกมา

หลินเทียนเองก็ได้พยักหน้าอย่างขอบคุณว่า

“เรียบร้อยแล้วครับ ขอขอบคุณการดูแลของท่านผู้อาวุโส”

มู่ชิงเองก็ได้ส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะแสดงท่าทางเหมือนว่าไม่ต้องเกรงใจออกมา

“ท่านผู้อาวุโสทั้งสองเรียกข้ามีที่นี่มีอะไรงั้นหรอครับ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ฉีดงและมู่ชิงเองก็ได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“จริงๆแล้วก็ไม่ได้มีเรื่องพิเศษอันได้หรอก มีของจะมอบให้เจ้าเท่านั้นแหละ”

หลังจากที่พูดจบแล้วมู่ชิงก็ได้หยิบเอาถุงสีเขียวออกมาส่งให้หลินเทียนไป

“หนึ่งในถุงนี้คือตราสัญลักษณ์ของศิษย์สำนักเรา ภายในจะเก็บข้อมูลของเจ้าเอาไว้ส่วนอีกอย่างคือโอสถแก่นนพเก้า มันเป็นของรางวัลสำหรับผู้ที่ได้ที่หนึ่ง ”

มู่ชิงได้พูดออกมา

หลินเทียนที่กำลังจะพูดขอบคุณเองก็ได้ถูกซูชูวที่อยู่ข้างๆขัดจังหวะออกมาว่า

“โอสถนพเก้า !! ? ”

“โอสถนพเก้าคืออะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบ

เขาเพิ่งจะก้าวเดินบนเส้นทางนี้ได้ไม่กี่วันดังนั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่เขายังไม่เข้าใจ หลังจากที่ได้เห็นท่าทางประหลาดใจหลังจากที่ซูชูวได้ยินชื่อยานี้แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจเขาทันที

ซูชูวเองก็ได้มองไปทางหลินเทียนเหมือนว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาดพร้อมกับพูดว่า

“นี่เจ้าไม่รู้จักโอสถนพเก้าจริงๆงั้นหรอ ? ”

“ไม่รู้ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างจริงจังเพราะเขาไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

ซูชูวเองก็ถึงกับพูดไม่ออกก่อนที่จะยื่นมือออกไปดีดหน้าผากหลินเทียนพร้อมทั้งพูดว่า

“โอสถนั่นมีส่วนผสมของรากนพเก้า หญ้าซีชูว ไขกระดูกของสัตว์ร้ายระดับสี่อย่างแรดเพลิงวายุผสมกับตัวยาอีกหลายชนิด มันไม่เพียงช่วยเสริมสร้างร่างกายแต่ยังเพิ่มระดับพลังให้กับผู้ใช้ด้วย มันเป็นโอสถที่ล้ำค่ามากๆ ! ”

“ล้ำค่ามากๆ ? ”

หลินเทียนได้ถามต่อว่า

“มันมีค่าเท่าไหร่กัน ? ”

“นี่เป็นโอสถที่มีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้ ! ”

ซูชูวได้แต่กรอกตาไปมา

ซื้อไม่ได้ ?

หลินเทียนในตอนนี้เองก็รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ดูเหมือนว่าของสิ่งนี้จะล้ำค่ามากๆ

เขาได้แต่มองไปทางมู่ชิงและฉีดงด้วยท่าทางขอบคุณอีกครั้ง

“ไม่จำเป็นหรอกเพราะนี่เป็นของรางวัลที่เจ้าควรได้รับอยู่แล้ว ”

ฉีดงได้แต่โบกมือพร้อมกับพูดออกมา

พวกเขาและหลินเทียนได้สนทนากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะแยกย้ายกันไป

ด้วยความที่ว่าพวกเขานั้นเป็นผู้อาวุโสของสำนักถึงได้มีงานยุ่งมากๆดังนั้นถึงต้องรีบกลับไปยังตำหนักผู้อาวุโส

“เสี่ยวชูว เจ้านำหลินเทียนไปเดินชมสำนักเราก่อนแล้วกัน ”

มู่ชิงได้พูดออกมาก่อนที่จะจากไปพร้อมกับฉีดง

“สั่งอยู่นั่นแหละ ! ”

ซูชูวได้โอดครวญออกมาอย่างไม่พอใจ

อย่างไรก็ตามแม้จะพูดแบบนั้นแต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร หลังจากที่พวกเขาได้จากไปแล้วเธอก็ได้นำหลินเทียนเดินชมสำนักแห่งนี้

สำนักจิ่วหยางนั้นกินพื้นที่กว้างอย่างมาก หลินเทียนที่เดินตามหลังหญิงสาวเองก็ได้แต่ฟังคำแนะนำของเธอก่อนที่จะเริ่มเข้าใจสถานที่แห่งนี้มากขึ้น

“อ่อใช่ ระดับพลังของเจ้าในตอนนี้อยู่ที่เขตแดนไหนกัน ? ”

อยู่ๆซูชูวก็ได้ถามออกมา

หลินเทียนเองก็ถึงกับแสดงท่าทางสงสัยแต่ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 3 ”

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 3 งั้นหรอ ”

ซูชูวได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“งั้นวันนี้กลับไปก่อนแล้วกัน ถึงที่พักแล้วก็เริ่มดูดกลืนโอสถนพเก้าซะ หากว่าไม่ได้มีอุบัติเหตุอะไรก็น่าจะทำให้เจ้าบรรลุไปยังระดับที่ 4 ได้ หลังจากนั้นข้าจะนำเจ้าไปยังตำหนักสรรพยุทธ์เพื่อเลือกเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะวิทยายุทธ์”

สำนักนี้มีพื้นที่หลักๆอยู่หกส่วนซึ่งหนึ่งคือ ตำหนักผู้อาวุโส ตำหนักสรรพยุทธ์ ศาลาศิษย์ ลานฝึกสอน ลานประลองและที่พัก ตำหนักสรรพยุทธ์คือสถานที่เก็บเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะวิทยายุทธ์ต่างๆของสำนักแห่งนี้

“ทำไมถึงไม่ไปเลยล่ะ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยความสงสัย

จากระยะสายตาของเขาแล้วที่นี่ไม่ได้อยู่ห่างไกลกับตำหนักสรรพยุทธ์นัก

“เคล็ดวิชาบ่มเพาะของเขตแดนหล่อหลอมร่างกายนั้นธรรมดาๆถึงได้ไม่มีข้อจำกัดอะไร ”

ซูชูวได้อธิบายต่อว่า

“แต่ทักษะวิทยายุทธ์นั้นต่างออกไป สำหรับศิษย์ในสำนักนี้นั้นทุกๆสามระดับจะสามารถเลือกทักษะวิทยายุทธ์ได้หนึ่งครั้ง ยกตัวอย่างเช่นครั้งแรกตอนอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 1 ถึง 3 ครั้งที่สองคือระดับ 4 ถึง 6 เป็นต้น… ”

“แน่นอนว่าระดับของมันก็ต่างกันไปด้วย ไม่สามารถเลือกทักษะวิทยายุทธ์ที่อยู่ในระดับสูงกว่าตัวเองได้ หลังจากที่เจ้าดูดซับพลังจากโอสถนพเก้าในวันนี้แล้วก็น่าจะบรรลุถึงเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 4 เมื่อถึงเวลานั้นแล้วค่อยมาเลือกเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะวิทยายุทธ์จะได้ไม่เสียเวลา ”

คำพูดของซูชูวนั้นฟังดูมีเหตุผลอย่างมาก

“โอเค เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน ”

เขาได้ตอบกลับไป

“นี่เป็นยันต์สื่อสาร หากว่าถ่ายเทพลังลงไปแล้วพูดนั้นข้อความก็จะไปถึงข้า”

ซูชูวได้ส่งยันต์ให้หลินเทียนก่อนที่จะโบกมือแล้วพูดว่า

“เอาตามนี้แล้วกันเนอะ ข้าเองก็ยังมีเรื่องต้องไปจัดการอีกดังนั้นเจอกันพรุ่งนี้นะเทียนเทียนน้อย”

หลังจากพูดจบแล้วแม่นางคนนี้ก็วิ่งหนีไปทันที

หลินเทียนได้ยกมือขึ้นมาเตรียมที่จะโบกมือลาทว่าหลังจากที่ระลึกถึงชื่อเรียกของนางแล้วคำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ที่คอหอยของเขา

เทียนเทียนน้อย ?

ตอนนี้เขาถึงกับหมดคำพูดด้วยความเขินอายอยู่นาน