0 Views

ฮานเฮอได้แต่แสดงสีหน้าที่น่าเกลียดออกมาเพราะว่าสำนักเป่ยหยานนั้นถือเป็นสำนักระดับสูงสุดในจักรวรรดินี้แต่ตระกูลเจียงกลับกล้าที่จะส่งคนเข้ามาลอบสังหารซึ่งถือเป็นการดูหมื่นศักดิ์ศรีของทางสำนักอย่างมาก

“หลินเทียน เรื่องนี้ปล่อยให้พวกเราจัดการเอง เจ้าก็พยายามบ่มเพาะไปแล้วกัน ”

ฮานเฮอได้พูดออกมา

“แล้วจะจัดการอย่างไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

เมื่อได้ยืนคำถามของหลินเทียนแล้วพวกเขาก็ได้แต่เงียบไป

เขาไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะรู้ดีว่าฮานเฮอและหลุยหลานมันทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว อย่างมากก็ทำได้แค่การเตือนตระกูลเจียงเท่านั้น

“เชิญผู้อาวุโสทั้งสองกลับ ”

เขาได้พูดออกมา

ฮานเฮอและหลุยหลานต่างถอนหายใจออกมาก่อนที่จะเดินออกไปด้านนอกแล้วแบกเอาร่างไร้วิญญาณไปด้วย

ผู้คนมากมายที่อยู่ๆรอบนอกต่างให้ความสนใจกับที่พักของหลินเทียนเป็นอย่างมาก

“ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นฝีมือของเจ้าคนโหดนั่นนะ แต่ชายวัยกลางคนนั้นเป็นใครกัน ? ”

“เดายากตรงไหน ? ก่อนหน้านี้เพิ่งเกิดเรื่องอะไรไปล่ะ ? ”

“ก่อนหน้านี้….”

หลายๆคนได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปว่า

“ตระกูลเจียง ? ”

“น่าจะ”

“นี่มัน………อวดดีเกินไปไหม ? ”

“ใครใช้ให้ที่ตระกูลของพวกเขามีคนที่ได้เข้าร่วมกับนิกายกันล่ะ ไม่อวดดีก็คงไม่ใช่แล้ว ”

ผู้คนโดยรอบต่างแสดงความคิดเห็นออกมา

หลายๆคนได้จ้องมองไปทางที่พักของหลินเทียนพลางสูดหายใจเข้าลึกไปตามๆกันไม่ได้

“เป็นคนที่น่ากลัวจริงๆ ”

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมา

หลินเทียนเองก็ได้ยินเสียงสนทนาของพวกเขาดีแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วเริ่มเช็ดคราบเลือดในบ้านเพราะถึงอย่างไรก็ตามที่นี่มันก็เป็นที่อยู่ของเขาถึงต้องจัดการกับคราบตามพื้นให้สะอาด

หลังจากที่เก็บกวาดเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้เปิดการทำงานของข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณทั้ง 2 ม้วนโดยทันที

“บึ้ส ! ”

พลังฉีได้ห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว

เมื่อผ่านไปได้ 4 ชั่วโมงแล้วก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ร่างๆหนึ่งจะวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“พี่เขย ! พี่เขย !”

น้ำเสียงที่คุ้นเคยได้ดังขึ้น

หลินเทียนลืมตาของเขากลับขึ้นมาก่อนที่จะพบกับซินเชิงหยุนที่อยู่ด้านหน้า

“มีเรื่องอะไรถึงได้กระวนกระวายแบบนั้น ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ซินเชิงหยุนได้ตอบกลับไปว่า

“ข้ามาที่นี่ก็เพราะว่าข้าได้ยินว่าท่านสังหารชายวัยกลางคนไป มันเป็นคนของตระกูลเจียง ? ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

“แม่เจ้า ! ไอ้ตระกูลนี้มันกล้าส่งคนเข้ามาในสำนักเลยงั้นรึ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยความโกรธก่อนที่จะจ้องมองกลับไปทางหลินเทียนแล้วพูดต่อด้วยท่าทางตกตะลึงว่า

“นี่พี่เขย คนที่ตระกูลเจียงส่งมาก็ไม่น่าจะอ่อนแอเพราะพี่เป็นคนที่สามารถทำให้เจียงเหลินเหวินบาดเจ็บหนักได้ พวกมันน่าจะส่งผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะตอนปลายมาใช่ไหม ? ”

“โอ้เจ้าหนูซินฉลาดจริงๆ ”

หลินเทียนได้หยอกล้อออกมา

“แน่นอนว่าข้าฉลาดอยู่แล้ว ”

ซินเชิงหยุนได้กรอกตาของเขาก่อนที่จะพูดต่อว่า

“ไหนว่ามาหน่อยสิว่าท่านจัดการกับมือสังหารเขตแดนชีพจรเทวะตอนปลายที่เข้ามาลอบสังหารในยามค่ำคืนได้อย่างไรกัน ? ”

“ใช้มีดสั้นไง ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

ซินเชิงหยุนได้แสดงสีหน้าที่จริงจังออกมาก่อนที่จะพูดว่า

“พี่เขยตอบข้าดีๆสิ ! ”

หลินเทียน

“…………”

“ฆ่ายังไง ! นั่นน่ะมันผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายเลยนะ ”

ซินเชิงหยุนได้ตั้งคำถามออกมา

หลินเทียนได้แต่ตอบกลับด้วยสีหน้าที่หมดหนทางว่า

“ก็ใช้มีดสั้นไง ! อย่าถามเถอะ เอางี้ ในที่พักของข้าถ้าไม่ใช่เขตแดนผู้รอบรู้บุกมาก็ต้องตายทั้งหมด ”

ซินเชิงหยุนได้ผงะไปก่อนที่จะพูดว่า

“ถึงว่าจะไม่เข้าใจแต่รู้สึกว่ามันสุดยอดมากๆ ! ”

หลินเทียน

“……….”

เมื่อเงียบไปพักหนึ่งเขาก็ได้หยิบเอาข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณหลายม้วนออกมาส่งให้ซินเชิงหยุนพลางพูดว่า

“นับจากวันนี้ก็ไม่ต้องมาที่นี่ในตอนเย็นแล้ว กลับไปบ่มเพาะพลังที่บ้านซะ เจ้าเก็บข่ายอาคมพวกนี้เอาไว้และมันน่าจะเพียงพอสำหรับครึ่งเดือน เจ้าน่าจะได้ตัดผ่านไปเขตแดนชีพจรเทวะเสียที ”

ซินเชิงหยุนได้รับม้วนอาคมมาก่อนที่จะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า

“แต่หากข้าไม่อยู่ท่านก็เหงาแย่สิ ”

หลินเทียนได้แต่ทำหน้าบูดก่อนที่จะตะโกนออกมาว่า

“ไสหัวไปเลย !”

………….

บ้านหลักตระกูลเจียง , เมืองหลวง

“ระยำ ! ”

ผู้นำตระกูลเจียงที่อยู่ภายในห้องโถงนั้นมีสีหน้าที่ดุร้ายอย่างมากเพราะว่าตอนนี้บนพื้นห้องมีร่างของชายวัยกลางคนที่เขาส่งไปลอบสังหารหลินเทียนถูกวางเอาไว้แถมฮานเฮอและหลุยหลานยังทิ้งท้ายคำพูดเอาไว้ว่า……… อย่าให้มันมากเกินไป !

ผู้นำตระกูลเจียงไม่คิดเลยว่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายกลับถูกสังหารโดยผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 6 ! ระดับพลังของชายวัยกลางคนนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีค่าของทางตระกูลแต่ตอนนี้กลับตกตายไปแล้วถึงได้ทำให้ความแข็งแกร่งของตระกูลเขาลดลง

“แล้วเราจะเอาอย่างไรดีล่ะท่านผู้นำตระกู, ? ทางฝั่งสำนักเป่ยหยานเองก็……”

มีคนหนึ่งถามออกมา

“สำนักเป่ยหยานมันทำไม ! ต่อให้เป็นทางราชวงก็ไม่กล้าทำอะไรตระกูลข้า ! อย่างไรก็ต้องฆ่าไอ้สัตว์น้อยนี่ ! ”

ผู้นำตระกูลเจียงได้แสยะออกมาด้วยดวงตาที่เย็นยะเยือก

“แต่ช่วงนี้ก็ไว้หน้าทางสำนักหน่อยแล้วกัน เราสืบสวนเรื่องของมันให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วครั้งหน้าจะได้ไม่พลาด !”

“ขอรับ ”

มีเสียงตอบรับดังขึ้น

………….

ซินเชิงหยุนได้ออกไปจากที่พักของหลินเทียนซึ่งหลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้พักผ่อนอยู่ 4 ชั่วโมงแล้วมุ่งหน้าไปทางลานฝึกอย่างรวดเร็ว

ครั้งนี้เขายังคงต้องการเข้าไปในถ้ำข่ายอาคมสังหารเช่นเดิม

“บึ้ส ! ”

เมื่อเข้าไปแล้วภายในก็ได้เปล่งแสงออกมาก่อนที่ร่างโคลนของเขาจะปรากฏออกมาตรงหน้า

หลังจากที่มันก่อตัวเป็นร่างแล้วก็ได้กระโจนเข้าใส่เขาโดยทันที

ท่าทางของหลินเทียนในตอนนี้ยังคงราบเรียบก่อนที่จะเคลื่อนที่ออกไป

กระบี่ได้ปรากฏขึ้นในมือของร่างโคลนก่อนที่กระบี่ของทั้งสองจะปะทะเข้าใส่กันและกันทำให้เกิดเสียง แกร๊ง แกร๊ง แกร๊ง ออกมา , นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของหลินเทียนที่ต้องสู้กับร่างโคลนของตัวเองดังนั้นตอนนี้เขาถึงได้พยายามหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม

ครั้งนี้เขาไม่รีบลงมือสังหารอีกฝ่ายแต่กลับใช้เวลาปะทะกันนานกว่า 4ชั่วโมงซึ่งหลังจากที่เขาได้กวัดแกว่งกระบี่ออกไปแล้วก็พบว่าได้มีคลื่นกระบี่สายฟ้าปรากฏขึ้นด้านหลังตัวเองก่อนที่จะพุ่งแทงไปยังร่างโคลนของเขา

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ไม่นานร่างโคลนของเขาจะสลายหายไป

“ทักษะโจมตีและเคลื่อนไหวได้พัฒนาขึ้นอีกขั้น ทุกครั้งที่ใช้ทักษะต่างๆก็จะผลาญพลังฉีน้อยลงแถมการควบคุมมันยังง่ายขึ้น ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

หลังจากที่ออกมาจากข่ายอาคมสังหารแล้วก็ได้ตรงไปยังวังน้ำวนอีกครั้ง เขาเอาร่างตัวเองจุ่มลงไปในน้ำเย็นฉ่ำเพื่อที่จะเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายก่อนที่ระยะห่างระหว่างเขากับจุดแกนหลังเหลืออยู่เพียงแค่ 90 เมตรเท่านั้นและนี่ก็ทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างแสดงสีหน้าที่โง่งมออกมาตามๆกัน

“นั่นคือเจ้าศิษย์ใหม่หลินเทียน ? ”

“ร่างกายของเขานี่มัน..”

“ผิดมนุษย์เกินไปแล้ว ! ”

หลายๆคนได้แต่ส่ายศีรษะไปตามๆกัน

หลังจากที่ผ่านไปอีก 6 ชั่วโมงนั้นหลินเทียนก็ได้เดินออกมาจากวังน้ำวนพร้อมทั้งรีบกลับไปยังที่พักตัวเอง , เมื่อพักผ่อนเสร็จแล้วเขาก็ได้ตื่นขึ้นอีกครั้งเพื่อที่จะเตรียมรับมือกับการลอบสังหารของตระกูลเจียงในตอนกลางคืน เมื่อถึงช่วงเย็นแล้วเขาก็ได้เปิดการทำงานของข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณเพื่อบ่มเพาะพลัง

ไม่นานก็ได้ผ่านไปอีก 5 วัน

วันนี้หลินเทียนได้รีบตื่นขึ้นแต่เช้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังลานฝึกแล้วเข้าไปในถ้ำรวมพลังฉีเพราะเดือนใหม่ได้มาถึงแล้วดังนั้นถึงได้สิทธิฝึกเพิ่งของเดือนนี้และเขาคิดไว้ว่าจะใช้โควต้าให้หมดทีเดียวทั้ง 10 วันเลย , แต่ละวันเขาจะใช้เวลาอยู่ภายในนี้ 12 ชั่วโมงเพื่อที่จะก่อจุดชีพจรเทวะจุดที่ 7 โดยอาศัยที่นี่ หญ้าวิญญาณสีฟ้าและข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณช่วย , เขาจะต้องตัดผ่านไปสู่เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 7 ให้ได้ !

“เห้อ ! ”

เมื่อตั้งสติได้แล้วหลินเทียนก็ได้เปิดข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณม้วนที่ 3 เพื่อเริ่มการก่อจุดชีพจรเทวะที่ 7

ระหว่างที่ข่ายอาคมกำลังทำงานอยู่นั้นพลังฉีโดยรอบต่างหนาแน่นขึ้นอย่างมากทว่าศิษย์ตำหนักในที่เข้าใช้อยู่ในถ้ำอื่นๆอีก 9 ถ้ำต่างแสดงสีหน้าที่แปลกประหลาดออกมา

“รู้สึกเหมือนพลังฉีมันลดน้อยลง ? ”

หนึ่งในผู้ใช้ได้พูดออกมา

เขาได้ส่ายศีรษะก่อนที่จะพยายามบ่มเพาะอย่างตั้งใจอีกครั้งเพราะว่าที่นี่มีเวลาจำกัดดังนั้นถ้าจะเอาเวลามานั่งสนใจกับเรื่องพลังฉีที่เบาบางลง สู้เอาเวลาไปใช้บ่มเพาะอย่างตั้งใจดีกว่า

ณ ตอนนี้หลินเทียนที่อยู่ภายในเองก็ได้ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยพลังฉีที่หนาแน่น

“บึ้สสส ! ”

แสงสีเงินเข้มได้เปล่งออกมาจากร่างของเขาขณะที่หลินเทียนยังคงหลับตาของเขาเอาไว้ , จุดชีพจรเทวะจุดที่ 7 ที่เขาเลือกนั้นคือจุดระหว่างศีรษะลงไปที่อวัยวะภายในและตอนนี้หลังจากที่ใช้ประโยชน์จากพลังฉีอันหนาแน่นแล้วเขาก็ได้เริ่มเชื่อมต่อจุดพลังต่างๆเขาด้วยกัน

ไม่นานก็หมดวัน

“ก่อได้ประมาณ 1/12 ส่วนแล้ว หากว่ารวมกับหญ้าวิญญาณสีฟ้าด้วยก็น่าจะใช้เวลา 10 วันพอดีในการตัดผ่าน ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยประกายตาที่เปลี่ยนไป

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เดินออกนอกถ้ำไปอย่างรวดเร็ว

…………

ช่วงเวลาหลังจากนั้นเขามักจะหมกตัวอยู่ภายในถ้ำรวมพลังฉีเพื่อที่จะก่อจุดชีพจรเทวะจุดต่อไปของเขา เมื่อผ่านไปถึงวันที่ 10 แล้วตอนนี้จุดชีพจรเทวะจุดที่ 7 ของเขาก็ได้ก่อตัวขึ้น 9/10 ส่วนแล้ว

“อีกนิดเดียวเท่านั้น ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

ณ ตอนนี้เองที่เขาได้หยิบเอาหญ้าวิญญาณสีฟ้าออกมาจากแหวนมิติ

เขาไม่ลังเลเลยที่จะโยนมันใส่ปากเพื่อเคี้ยวแล้วกลืนลงท้องไป

ในตอนนี้เองที่พลังฉีที่รุนแรงได้ปะทุออกมาจากร่างของเขา

“เริ่มได้ ! ”

ประกายตาของหลินเทียนได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เคล็ดวิชาซือจี่ได้หมุนวนอย่างบ้าคลั่งขณะที่เขาพยายามถ่ายเทพลังฉีทั้งหมดไปที่จุดชีพจรเทวะที่ 7 ของเขา , ขั้นตอนเหล่านี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดแต่สำหรับเขาแล้วมันก็ไม่ถือว่ารู้สึกอะไรด้วยซ้ำ สีหน้าของเขายังคงราบเรียบขณะที่เริ่มเชื่อมต่อจุดต่างๆเข้าด้วยกัน

ไม่นานกลิ่นอายของเขาก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น

“โครม ! ”

ผ่านไปได้ 4 ชั่วโมงก่อนที่พลังมหาศาลจะปะทุออกมาจากร่างของเขา

หลินเทียนได้ลืมตาที่เป็นประกายสีเงินกลับขึ้นมา

“เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 7 ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

หลังจากที่ตั้งสติแล้วเขาก็ได้หลับตาลงอีกครั้งเพื่อที่จะดูดกลืนพลังฉีส่วนที่เหลือของหญ้าวิญญาณสีฟ้าเพื่อทำให้รากฐานมั่นคงขึ้น