0 Views

จูยี่ได้หันกลับไปมองซินเชิงหยุนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ภาพพจน์อะไรกัน ? ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้หันกลับไปหาหลินเทียนพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“เจ้าก็ต้องระวังด้วยล่ะ ตระกูลเจียงต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่แถมตระกูลเหล็งเองก็จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะกำจัดเจ้าเช่นกัน ”

“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว ”

จูยี่ได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“ความหมายของข้าคือแม้จะอยู่ในสำนักนี้ก็ให้ระวังตัวด้วย ”

“หมายความว่าไง ? ”

หลินเทียนได้ขมวดคิ้วโดยทันที

จูยี่ได้ตอบกลับไปว่า

“ด้วยการคงอยู่ของเจียงเหลินเหวินแล้วทำให้ตระกูลเจียงอาจจะส่งมือสังหารมาที่นี่ได้ ”

ประกายตาของหลินเทียนเองก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาก่อนที่จะเงียบไปเพราะว่าด้วยการแสดงออกต่อเจียงเหลินเหวินของฮานเฮอและคนอื่นๆแล้วทำให้ตระกูลเจียงอาจจะกล้าทำเรื่องแบบนั้นและแม้ว่าทางสำนักจะรู้เห็นแต่ก็จะหลับหูหลับตาเพราะว่าตระกูลเจียงมีเจียงเหลินเหวินอยู่และเขาก็เป็นคนที่เข้าร่วมกับนิกาย

“ข้าเข้าใจแล้ว ”

เขาได้พยักหน้าตอบ

จูยี่เองก็ได้รีบกลับไปอย่างรวดเร็วและก่อนจากไปนั้นเขาก็ได้เล่าว่าการเป็นองค์ชายนั้นมันเหนื่อยมากๆ มีหลายเรื่องที่ต้องทำทั้งๆที่ไม่อยากทำแถมยังต้องศึกษาอะไรที่ไม่อยากศึกษาด้วยเช่นกัน

หลังจากที่เดินออกไปส่งจูยี่แล้วหลินเทียนก็ได้กลับไปพักที่ห้องของเขา

“อ่อใช่ พี่เขย อย่างที่องค์ชาย 9 บอกนั่นแหละ พี่ต้องระมัดระวังด้วย ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดต่อว่า

“มันเป็นเพราะว่าตัวตนของเจียงเหลินเหวินถึงได้ทำให้ตระกูลเขาอวดดีเป็นอย่างมาก การจะส่งมือสังหารมาจัดการกับท่านก็เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าด้วยประกายตาที่เย็นยะเยือก

เขาได้มองออกไปทางซินเชิงหยุนพร้อมทั้งพูดว่า

“หลังจากนี้ก็กลับไปอยู่ที่บ้านซะ อย่าได้มาที่นี่อีก ”

ซินเชิงหยุนได้แต่ผงะไปพร้อมทั้งรีบตอบกลับว่า

“ข้าไม่กลัว ! ”

ซินเชิงหยุนรู้ดีว่าทำไมหลินเทียนถึงอยากให้เขากลับไปเพราะกลัวว่าเขาจะได้รับอันตรายไปด้วย

“กลับไปซะ แบบนี้มันดีทั้งกับข้าและเจ้า ”

หลินเทียนได้พูดออกมาเพราะว่าการทำแบบนี้มันทำให้เขาสะดวกกว่า

เมื่อมองออกไปยังสีหน้าที่จริงจังของหลินเทียนแล้วซินเชิงหยุนก็ได้แต่พยักหน้าอย่างหมดหนทาง

ณ ตอนนี้เองที่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง

“มีคนมา ?”

ซินเชิงหยุนได้ผงะไป

หลินเทียนได้เดินออกไปเปิดประตูก่อนที่จะพบกับหญิงสาวอย่างจี่หยู

ตัวเขารู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าใจ

“ไม่ให้ข้าเข้าไปหน่อย ? ”

จี่หยูได้พูดออกมา

หลินเทียนเองก็ได้ขยับตัวออกก่อนที่จะให้นางเข้ามาแล้วปิดประตูลง

ซินเชิงหยุนได้แต่มองออกไปและเมื่อพบกับจี่หยูแล้วเขาก็ได้แต่จ้องมองด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

“พี่เขย…….. นี่ นี่..“

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆ

ก่อนหน้านี้นางได้มาที่สำนักเพื่อมาหาหลินเทียนแต่ครั้งนี้นางมาหาถึงที่พัก !

หลินเทียนได้กวาดตามองไปยังซินเชิงหยุนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เอาล่ะ เจ้ากลับบ้านไปได้แล้ว ”

ซินเชิงหยุนได้แสดงสีหน้าที่ไม่พอใจออกมาทันทีก่อนที่จะพูดว่า

“พี่เขย ท่านทำแบบนี้ไม่ถูกนะ แม้ว่าพี่จะกระวนกระวายที่แม่นางจี่มาแต่ก็ไม่เห็นต้องรีบไล่ข้ากลับไป ? นี่มันแปลกเกินไปแล้ว ท่านต้องทำเรื่องไม่ดีอย่างแน่นอน ! ”

จี่หยูเองก็ถึงกับผงะไปด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ

หลินเทียนถึงกับแสดงสีหน้าที่หม่นหมองออกมาพลางพูดว่า

“ไปไกลๆเลย ! ”

ซินเชิงหยุนได้ตระหนักถึงบางสิ่งก่อนที่จะรีบวิ่งออกจากห้องไปแล้วตะโกนกลับมาว่า

“ไม่ขัดจังหวะท่านแล้วก็ได้แต่มีของใหม่แล้วอย่าลืมพี่สาวข้าล่ะ ! ท่านยังเป็นพี่เขยของข้านะ ! ข้าไปล่ะ ! ”

หลินเทียนเองก็ถึงกับแสดงสีหน้าที่ตกต่ำออกมาก่อนที่จะพยายามเอื้อมไปหยิบรองเท้า

จี่หยูที่กำลังจ้องมองเขาอยู่เองก็ได้ส่งเสียงกระแอมออกมา

หลินเทียนได้ผงะไปด้วยสีหน้าที่อึดอัดเล็กน้อยพลางพูดว่า

“อย่าไปฟังเจ้านั่นให้มาก เขาเป็นพวกแบบคิดไปเรื่อย ”

“ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรเลย เจ้าจะกระวนกระวายไปทำไม”

จี่หยูได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะพูดต่อด้วยสีหน้าที่ตกต่ำว่า

“ได้ยินมาว่าเจ้าเกือบลงมือสังหารเจียงเหลินเหวินไป ? นี่มันเรื่องอะไรกัน ? ”

“ดูเหมือนว่าข่าวเจ้าจะเร็วดีนะ ”

หลินเทียนได้ฝืนยิ้มออกมา

จูยี่เพิ่งจะไปแท้ๆแต่ตอนนี้จี่หยูกลับมาเพราะเรื่องนี้อีก

“หากว่าเป็นคนที่พอมีหน้ามีตาในเมืองหลวงก็รู้อยู่แล้ว ”

จี่หยูได้ส่ายศีรษะของนาง

หลินเทียนได้เงียบไปเพราะเขารู้ดีว่าเจียงเหลินเหวินนั้นมีอำนาจมากมาย

“เป็นอะไร ? ”

จี่หยูได้ถามออกมา

“เปล่า ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะของเขาก่อนที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมด

“เป็นแบบนี้นี่เอง ”

จี่หยูได้เงียบไปพลางคิดว่าสิ่งที่หลินเทียนทำไปก็ไม่ได้เกินไปแล้วพูดว่า

“มันเป็นเพราะว่าเจียงเหลินเหวินนั้นหยิ่งผยองและติดว่าตัวเองไร้เทียมทาน แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ตอนอายุ 18 ก็จริงแต่เทียบกับเจ้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ”

หลินเทียนเองก็ได้แต่ผงะไปเพราะไม่คิดเลยว่านางจะชื่นชมเจียงเหลินเหวินออกมา

“แล้วหากเขาเทียบกับเจ้าล่ะ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม

จี่หยูได้กระพริบตาวิ้งๆก่อนที่จะตอบกลับว่า

“เจ้าอยากจะฟังความจริงหรือเรื่องโกหกล่ะ ?”

หลินเทียนได้ผงะไปพร้อมทั้งตอบว่า

“แน่นอนว่าความจริงสิ ”

“ยังห่างชั้นกันมาก ”

นางได้ตอบกลับไป

หลินเทียนอดชะงักไปไม่ได้ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“เจ้านี่ก็ถ่อมตัวจริงๆเลยนะ ”

“นี่มันเป็นความจริงต่างหาก ”

จี่หยูได้ยิ้มออกมา แม้ว่านางจะเป็นคนที่ไม่ค่อยจะออกไปไหนนักแต่ก็ยังมีความภาคภูมิในตัวเอง

หลินเทียนได้เงียบไปเพราะว่าสำหรับเขาแล้วนางแข็งแกร่งอย่างแท้จริง หญิงคนนี้มีอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งเดือนแต่กลับอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 8 ตอนปลายส่วนเรื่องพรสวรรค์นั้นเขาก็สามารถสัมผัสได้ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย แม้ว่านางจะเป็นผู้เชี่ยวชาญแต่กลับทำตัวเหมือนกับคนธรรมดาซึ่งมันเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถเลียนแบบได้

“ทำไมถึงได้เงียบไปล่ะ ? ”

จี่หยูได้ถามออกมา

หลินเทียนได้ยิ้มตอบพร้อมทั้งพูดว่า

“เปล่าหรอก ข้าแค่คิดว่าเวลาเจ้าพูดโกหกนี่มันน่ารักดีเท่านั้นแหละ ”

จี่หยูได้ผงะไปด้วยใบหน้าที่แดงขึ้น

“อ่อใช่ ”

หลังจากที่มองไปทางหลินเทียนแล้วนางก็ได้พูดต่อว่า

“เจ้าล่วงเกินไปทั้งตระกูลเหล็งและตระกูลเจียงแต่ตอนนี้ยังไม่ต้องห่วงเรื่องตระกูลเหล็งนัก ตราบใดที่เจ้าไม่ได้ออกไปจากที่นี่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแต่ต้องระวังตระกูลเจียงเข้าไว้ เพื่อที่จะลบความอัปยศนี้พวกมันพร้อมที่จะทำทุกทาง ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบกลับเพราะเขาเข้าใจความหมายของนางดี

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ความมืดจะปกคลุมทั่วท้องฟ้า

เมื่อมองไปบนท้องฟ้าแล้วนางก็ได้ลุกขึ้นก่อนที่จะพูดว่า

“ข้าควรจะกลับไปได้แล้ว ”

“ข้าไปส่ง”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“ไม่เป็นไร เจ้าอยู่ที่นี่จะปลอดภัยที่สุด ”

จี่หยูได้รีบพูดออกมา

หลินเทียนได้แต่ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดว่า

“ไม่เป็นไรหรอกเพราะว่าข้าเองก็มีเรื่องต้องออกไปจัดการเหมือนกัน ”

จี่หยูได้พยักหน้าพลางพูดด้วยท่าทางลังเลว่า

“ก็ได้ ตราบใดที่ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้แล้วก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ”

หลินเทียนได้แต่หมดคำพูดไปพร้อมตอบว่า

“เจ้าพูดแบบนี้มันทำให้ข้าหมดความมั่นใจในตัวเองเลยนะ ”

จี่หยูกระพริบตาวิ้งๆก่อนที่จะกุมปากและส่งเสียงหัวเราะออกมา

“เอาล่ะ ข้ากับเจ้าอยู่ด้วยกันปลอดภัยแน่นอน ”

นางได้เปลี่ยนคำพูดใหม่

เมื่อพูดจบแล้วใบหน้าของนางก็ได้แต่แดงก่ำก่อนที่จะก้มหน้าลง

ในที่สุดพวกเขาก็ได้เดินอออกไปด้วยกันซึ่งระหว่างทางนั้นศิษย์ทั้งหมดต่างหยุดเท้าลงไม่ใช่แค่เพราะเรื่องที่หลินเทียนเกือบสังหารเจียงเหลินเหวินเท่านั้นแต่เป็นเพราะว่าหญิงงามอันดับ 1 เดินไปด้วยกันกับหลินเทียนและมันสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวง

“ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว !”

หลายๆคนได้พูดออกมา

ถนนกลางเมืองนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายดังนั้นหลินเทียนและจี่หยูถึงไม่ได้ถูกโจมตีโดยคนของตระกูลเหล็งหรือตระกูลเจียง , ไม่นานหลินเทียนก็ได้นำนางกลับไปส่งถึงที่หน้าคฤหาสน์แม่ทัพอย่างรวดเร็ว

“ข้าส่งตรงนี้นะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“อื้ม ขอบคุณนะ ดูแลตัวเองด้วยล่ะ ”

จี่หยูได้โบกมือให้กับเขา

หลินเทียนพยักหน้าตอบก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินจากไปไกล

จี่หยูได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้นขณะที่มองไปยังร่างของหลินเทียนที่กำลังเลือนหายไป

“อะแฮ่ม ”

เสียงกระแอมแห้งๆได้ดังขึ้น

ไม่รู้เลยว่าจี่หยวนฉานมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ , เขาได้กวาดตามองไปยังเส้นทางที่หลินเทียนได้เดินจากไปก่อนที่จะมองกลับมาที่หลานสาว

“ท่านปู่ ! อย่าได้โผล่ออกมาแบบนี้สิ ! ”

จี่หยูได้พูดออกมา

จี่หยวนฉานได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า

“หยูเอ๋อ จิตสัมผัสของเจ้าไม่น่าจะห่วยแบบนี้หนิ ปกติแล้วหากว่ามีคนเข้าใกล้เจ้าขนาดนี้ก็น่าจะสัมผัสได้แล้วแต่ทำไมตอนนี้ถึงไม่รู้สึกตอนที่ปู่เดินเข้ามากันน้า ทำไมกันน้อ ? ”

หลังจากที่พูดจบแล้วจี่หยวนฉานก็ได้หันมองไปทางที่หลินเทียนได้เดินจากไป

ใบหน้าของจี่หยูได้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำก่อนที่จะหันหลังแล้ววิ่งหนีไปทันที

เมื่อมองออกไปแล้วจี่หยวนฉานก็ได้แต่ยิ้มออกมาแล้วหันกลับไปมองทางที่หลินเทียนได้เดินจากไปก่อนที่จะพูดว่า

“ดูเหมือนว่านี่จะเป็นโชคชะตาสินะ ”

………..

หลังจากที่ได้เดินห่างออกมาจากคฤหาสน์นั้นก็เป็นช่วงเวลากลางคืนแล้ว

หลินเทียนที่เดินอยู่ตามทางเองก็ได้ไปถึงหน้าตำหนักแห่งหนึ่งที่มีป้ายสลักเอาไว้ว่า สมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมสาขาเมืองหลวง

“ท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้ ? ”

พนักงานสาวได้พูดออกมา

“ข้ามาขอเข้าพบกับรองเจ้าสมาคมชิงเฟิง ช่วยไปแจ้งให้ข้าด้วย ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

พนักงานสาวได้ผงะไปก่อนที่จะรีบโค้งคำนับแล้วตอบกลับอย่างเคารพว่า

“ท่านโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งทันที ”

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้รีบจากไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานเสียงหัวเราะอย่างดังได้ถูกส่งออกมาจากพื้นที่ส่วนลึกก่อนที่รองเจ้าสมาคมอย่างชิงเฟิงจะเดินออกมาต้องรับด้วยตัวเองพร้อมๆกับผู้อาวุโสเนี่ยและผู้อาวุโสจิน

“แขกผู้ทรงเกียรติ ! แขกผู้ทรงเกียรติ ! ”

ชิงเฟิงได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่อบอุ่น

หลินเทียนไม่ได้ปีนเกลียวก่อนที่จะรีบทำความเคารพอย่างรวดเร็ว

“น้องชายไม่จำเป็นต้องสุภาพขนาดนั้น เข้าไปข้างในกันเถอะ ”

ชิงเฟิงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบก่อนที่จะรีบเดินไปยังส่วนลึกของสมาคมพร้อมกับทั้งสามคน

“เชิญนั่ง ”

ชิงเฟิงได้พูดออกมาก่อนที่จะนั่งลงก่อน

หลังจากที่หลินเทียนได้นั่งลงแล้วพวกเขาก็ได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง

เมื่อต้องเผชิญกับสายตาเหล่านั้นแล้วหลินเทียนก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อึดอัดออกมา

“ท่านผู้อาวุโสทั้งสามมีอะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ชิงเฟิงได้ส่ายศีรษะของเขาพร้อมกับถอนหายใจออกมาว่า

“เป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดจริงๆ ! ”

ผู้อาวุโสจินที่อยู่ข้างๆเองก็ได้พูดออกมาว่า

“เราได้ยินข่าวเรื่องของเจ้ามาแล้ว ด้วยเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 6 กลับเกือบสังหารเจียงเหลินเหวินได้นี่มันสุดยอด ! เจ้าได้กลายเป็นอันดับ 1 ในเมืองหลวงไปแล้ว ! ”

“ท่านผู้อาวุโสก็พูดเกินไป ข้าอาศัยข่ายอาคมเอาชนะเขาเท่านั้น ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างถ่อมตัว

“ด้วยข่ายอาคมแล้วไงล่ะ มันก็ถือเป็นความสามารถและพลังของเจ้าอยู่ดี ”

ชิงเฟิงได้พูดออกมา

ผู้อาวุโสจินและผู้อาวุโสเนี่ยเองก็ต่างพยักหน้าด้วยท่าทางเห็นด้วย

ณ ตอนนี้ผู้อาวุโสเนี่ยได้พูดต่อว่า

“เอาล่ะ เราได้ยินมาว่าน้องชายมาที่นี่เพราะต้องการอะไรบางอย่าง ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้มองไปทางหลินเทียน

“ก็ใช่ ”

ชิงเฟิงได้พยักหน้าก่อนที่ผู้คนทั้งหมดจะหันมองมาทางหลินเทียน

หลินเทียนไม่ได้อ้อมค้อมพลางพูดว่า

“รุ่นเยาว์ต้องการหยาดจันทรา ”