0 Views

เมื่อจ้องมองออกไปทางทั้งสองแล้วสายตาของหลินเทียนนั้นไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก

ฮานเฮอและหลุยหลานเองก็ตระหนักถึงสายตาเหล่านั้นก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“หลินเทียน ข้าบอกเจ้าแล้วว่าสถานะของเจียงเหลินเหวินนั้นไม่เหมือนคนอื่น ”

“อื้ม ไม่ธรรมดาจริงๆนั่นแหละดังนั้นเขาถึงได้หมดสภาพอยู่ที่พื้น ดังนั้นถึงต้องให้พวกเจ้ามาช่วย ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม

หลุยหลานได้พูดออกมาว่า

“ถึงอย่างไรเขาก็เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน เราไม่สามารถยืนดูเขาตายด้วยเงื้อมมือของเจ้าได้ ”

“งั้นรึ ? หากว่าเปลี่ยนไปข้าที่นอนกองอยู่แล้วเจียงเหลินเหวินจะฆ่าข้า พวกเจ้าจะยื่นมือเข้ามาช่วย ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ฮานเฮอและหลุยหลานเองก็ได้เงียบไปก่อนที่จะส่ายศีรษะ

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะหันหลังเดินกลับเข้าที่พักไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร

เขารู้ดีว่าทั้งสองนั้นต้องปกป้องเจียงเหลินเหวินและตอนนี้เขาไม่สามารถฆ่ามันได้

“ขยะที่สามารถขัดกฎของสำนักได้ ได้ชื่อว่าเป็นสำนักที่อยู่เหนือสุดในจักรวรรดิงั้นรึ ก็งั้นๆแหละ ”

คำพูดเหล่านี้ได้ดังก้องอยู่ภายในอากาศ

แน่นอนว่าหลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วผู้คนล้วนแต่สูดหายใจเข้าลึกไปตามๆกัน

อยู่ต่อหน้าหน้าเหี่ยวๆของผู้อาวุโสทั้งสองแต่หลินเทียนกลับกล้าที่จะดูหมิ่นสำนักตรงๆเลยงั้นรึ

มันต้องมีจิตวิญญาณกล้าหาญขนาดไหนกัน ?

สีหน้าของฮานเฮอและหลุยหลานเองก็ได้เปลี่ยนเป็นน่าเกลียดอย่างมากแต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะว่าพวกเขารู้ดีว่าครั้งนี้พวกเขาเป็นฝ่ายผิดและไม่มีคุณสมบัติพอจะเถียงกับหลินเทียนแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งหลักๆคือความสามารถของหลินเทียนนั้นทำให้พวกเขาได้แต่ตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าและดูเปล่งประกายกว่าเจียงเหลินเหวินด้วยซ้ำ

พวกเขาได้แต่มองไปที่กันและกันก่อนที่จะส่ายศีรษะด้วยสีหน้าที่หมดหนทาง

“ไปกัน ”

ฮานเฮอได้ส่งเสียงออกมา

พวกเขาได้นำร่างไร้สติของเจียงเหลินเหวินออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว

ต๊วนเหวินโปเองก็ได้แต่มองไปทางที่พักของหลินเทียนก่อนที่จะจากไปกับพวกเขา

เหลียงชิงและศิษย์ตำหนักราชาคนอื่นๆเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่น่าเกลียดออกมา พวกเขาไม่คิดเลยว่าแม้เจียงเหลินเหวินจะมาด้วยตัวเองแต่กลับต้องตกอยู่ในสภาพอนาถขนาดนี้ หากว่าไม่ได้เป็นเพราะฮานเฮอและหลุยหลานมาช่วยเอาไว้มีหวังต้องตายด้วยเงื้อมมือของหลินเทียนไปแล้ว

นั่นมันเจียงเหลินเหวินเลยนะ !

“กลับกัน !”

เหลียงชิงได้แต่กัดฟันพูดออกมา

ศิษย์คนอื่นๆเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ไร้เลือดออกมาก่อนที่จะนึกถึงภาพก่อนหน้านี้ด้วยขนที่ลุกสู้

“มันผิดมนุษย์ขนาดนั้นได้ไงกัน ”

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมา

พวกเขารู้ดีว่าหากเปลี่ยนเป็นพวกเขาที่ต้องเผชิญหน้ากับคลื่นกระบี่เหล่านี้แล้วต้องตกตายลงทั้งหมดอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้พวกเขาสู้กับคนแบบนี้ !

พริบตาเดียวพวกเขาทั้งหมดก็ได้เดินออกไปนอกเขตที่พักโดยทันที

ผู้คนทั้งหลายที่มองตามศิษย์ตำหนักราชาที่อยู่ในสภาพอนาถเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

“เจียงเหลินเหวินเกือบถูกสังหารไปแล้ว………..”

“นอกจากเหล็งเฟิงแล้วศิษย์ตำหนักราชาที่เหลือล้วนมีส่วนร่วมทั้งหมดแต่กลับ……….แพ้แบบหมดท่า”

“ต่อให้เหล็งเฟิงมาก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอก ”

“นี่มันคนๆเดียวเอาชนะทั้งตำหนักเลยนะ !”

“นี่มันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว !”

หลายๆคนต่างพากันพูดออกมา

พวกเขาได้แต่มองไปทางที่พักของหลินเทียนที่พบว่าภายนอกมันได้รับความเสียหายจากคลื่นกระบี่และเมื่อสัมผัสถึงเจตจำนงแห่งกระบี่ที่ยังหลงเหลืออยู่แล้วก็ได้แต่ทำให้ใบหน้าของพวกเขาซีดลง

หลินเทียนไม่ได้สนใจคนเหล่านี้แม้แต่น้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปพบกับซินเชิงหยุนที่กำลังมีนัยน์ตาเบิกกว้างถึงได้เตะไปที่แก้มของเขาแล้วถามว่า

“เป็นไง สนุกไหม ? ”

ซินเชิงหยุนได้แต่พยักหน้าซ้ำๆพลางพูดว่า

“สุดยอด สุดยอดไปเลย !!”

“พูดครั้งเดียวก็รู้เรื่องแล้ว”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซินเชิงหยุนที่เรียกสติกลับมาได้แล้วเองก็ได้พูดพลางกระโดดว่า

“พี่เขย ท่านนี่มันสุดยอดไปเลย ! ”

เขาไม่คิดเลยว่าลำดับที่ 1 ในตารางสายลมและหมู่เมฆจะเกือบตกตายลงด้วยเงื้อมมือของหลินเทียน

“ธรรมดาอยู่แล้ว ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างไม่แยแส

“ธรรมดา ? พี่เขยก็ถ่อมตัวเกินไป หัดภูมิใจเสียมั่งสิ ”

ซินเชิงหยุนได้ออกความคิดเห็น

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยสีหน้าที่อับอายว่า

“ไปไกลๆเลย ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เดินเข้าไปในส่วนลึกเพื่อหยิบเอาอุปกรณ์ต่างๆออกมาพร้อมทั้งกลับออกไปด้านนอก , การมาของเจียงเหลินเหวินทำให้ประตูหน้าบ้านเขาพังเสียหายก็จริงแต่ส่วนอื่นๆนั้นได้รับความเสียหายเล็กน้อยที่เขาพอจะซ่อมแซมได้

ซินเชิงหยุนได้มองไปมาก่อนที่จะพูดว่า

“หลังจากนี้หลายๆตระกูลคงตกตะลึงไม่น้อย ”

“เจ้าหนูซิน รีบๆมาช่วยเร็ว ”

หลินเทียนได้ส่งเสียงออกมา

“มาแล้วพี่เขย ! ”ซินเชิงหยุนได้ตะโกนออกมาก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น

…………….

อีกฝั่งหนึ่งในตำหนักผู้อาวุโส

ฮานเฮอและหลุยหลานที่นำเจียงเหลินเหวินกลับมาเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่จริงจังออกมา

“กล้ามเนื้อและเอ็นเกือบทั้งหมดถูกตัดออกแต่ก็ไม่ได้รับความเสียหายไปถึงรากฐานดังนั้นรักษาตัวสักครึ่งเดือนก็น่าจะหายดี ”

ฮานเฮอได้พูดออกมา

หลุยหลานเองก็ได้แต่ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดว่า

“น่ากลัวมากๆ สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาด มีความสามารถมากกว่าเจียงเหลินเหวินด้วยซ้ำ ”

“เขาอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น !”

หลุยหลานได้พูดออกมา

16 ปีแต่กลับแข็งแกร่งขนาดนี้และหากว่าเติบโตไปได้อย่างราบรื่นแล้วทั้งจักรวรรดิคงต้องสั่นสะเทือน

“สิ่งแรกคือเราต้องทำให้อาการบาดเจ็บของเจียงเหลินเหวินทรงตัวก่อน ”

“อื้ม ”

พวกเขาได้พยายามส่งพลังฉีเข้าไปรักษาบาดแผลของเจียงเหลินเหวิน

………..

ภายในราชวัง

ชายหนุ่มชุดคลุมสีแดงที่กำลังถือรายงานทางทหารเองก็ได้แสดงสีหน้าที่ตั้งใจออกมา ชายหนุ่มคนนี้นั้นมีผมสีดำดวงตาเปล่งประกายแถมหน้าตายังหล่อเหลาอีกด้วย

“องค์ชายขอรับ ”

เสียงหนึ่งได้ถูกส่งเข้ามา

ชายหนุ่มได้สางรายงานลงก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“เข้ามา ”

คนที่อยู่ด้านนอกได้เดินเข้ามาก่อนที่จะพูดว่า

“เจียงเหลินเหวินได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก กล้ามเนื้อและเอ็นทั้งร่างเกือบขาดหมด…….”

คนๆนี้ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดออกไป

ชายหนุ่มคนนี้ได้แต่ขมวดคิ้วก่อนที่จะพูดว่า

“คนที่ลงมืออยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 6 แล้วเป็นศิษย์ใหม่ของสำนักงั้นรึ ? ”

“หากว่าไม่ได้เป็นเพราะว่าฮานเฮอและหลุยหลานรีบมาช่วยไว้ เจียงเหลินเหวินก็คงตกตายไปแล้วขอรับ ”

คนๆนั้นได้พูดเสริม

ชายหนุ่มได้เงียบไปด้วยดวงตาที่เปลี่ยนไป

“เอายาไปส่งที่สำนักแล้วส่งคนไปสืบเรื่องของเจ้าศิษย์ใหม่คนนั้นมา ”

เขาได้ออกคำสั่งไป

“ขอรับ ”

คนๆนั้นได้เดินกลับออกไป

วันนี้เองที่เกิดการสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองขณะที่ผู้นำตระกูลทั้งหลายต่างมีสีหน้าที่ตกตะลึงโดยเฉพาะตระกูลเจียง, หลังจากที่ได้รับข่าวแล้วผู้นำตระกูลเจียงก็รีบมุ่งหน้าไปยังสำนักซึ่งหลังจากที่เห็นสภาพอันน่าอนาถของเจียงเหลินเหวินแล้วจิตสังหารอันรุนแรงก็ได้ถูกปลดปล่อยออกมา

“ไอ้ระยำ ! ”

ผู้นำตระกูลเจียงได้ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างเย็นชา

เจียงเหลินเหวินนั้นถือเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลเขา มันเป็นเพราะว่าเจียงเหลินเหวินดังนั้นสถานะของตระกูลเขาถึงไม่มีใครเทียบได้ แม้แต่คนของราชวงเองก็ยังต้องไว้หน้าแต่ตอนนี้เจียงเหลินเหวินกลับกลายเป็นแบบนี้ด้วยฝีมือของศิษย์ใหม่นี่มันทำให้ตระกูลพวกเขาเสียหน้ามากๆ

ในเวลาเดียวกันนี้เองที่ท่าทางของตระกูลเหล็งเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

เหล็งเฟิงได้รีบตรงดิ่งกลับไปที่สำนักพร้อมทั้งสอบถามเรื่องราวต่างๆจากต๊วนเหวินโปด้วยตัวเอง

หลังจากนั้นใบหน้าของเขาก็ได้แต่ซีดเผือดลงอย่างมาก

“ระยำ ! ”

ในเวลาไม่กี่เดือนหลินเทียนกลับแข็งแกร่งขนาดนี้ถึงขั้นที่เกือบจะฆ่าเจียงเหลินเหวินได้ !

“อายุเพียงแค่ 16 ปี ! มันทำได้ไงกัน !”

“เจียงเหลินเหวินคนนั้นแพ้ซะได้ !”

เสียงฮือฮาดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง

เจียงเหลินเหวินผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ระดับ 9 ดารา เขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลาย ลำดับที่ 1 ในตารางสายลมและหมู่เมฆแถมยังได้เข้าร่วมกับนิกายทว่าคนที่เป็นเทพขนาดนั้นกลับได้รับความพ่ายแพ้ในวันนี้ พ่ายแพ้แบบหมดท่า ! และหากว่าไม่ได้เป็นเพราะว่าผู้อาวุโสของสำนักยื่นมือเข้าช่วยก็คงจะไม่มีเจียงเหลินเหวินอยู่อีกต่อไปแล้ว !

วันนี้หากว่าเป็นคนที่มีหน้ามีตาสักหน่อยก็ไม่มีทางพลาดข่าวนี้

“เป็นการผงาดของผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาด ! ”

บางคนได้ส่งเสียงออกมา

ด้านหน้าที่พักศิษย์ตำหนักนอกนั้นต่างเต็มไปด้วยผู้คนที่ล้วนจ้องมองไปยังที่พักของหลินเทียนซึ่งตอนนี้หลินเทียนก็ได้ซ่อมจุดต่างๆไปบ้างแล้ว , ศิษย์เหล่านี้มาที่นี่ก็เพราะว่าพวกเขาอยากจะเห็นหน้าคนที่มีความสามารถเกือบจะสังหารเจียงเหลินเหวินคนนั้น

ซินเชิงหยุนได้มองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับพึมพำออกมาว่า

“พี่เขย ท่านกลายเป็นดาราไปแล้ว !”

หลินเทียนได้แต่ยิ้มออกมาและไม่ได้พูดอะไรเพราะเขารู้ดีว่าตัวเองนั้นอาศัยข่ายอาคมเอาชนะเจียงเหลินเหวินแถมยังเป็นข่ายอาคมทีเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว หากว่าสู้ด้วยพละกำลังล้วนๆนั้นเขายังห่างชั้นกับเจียงเหลินเหวินอยู่ไกลมาก หากว่าต่อสู้กับจริงๆเขาต้องตกตายด้วยเงื้อมมือของอีกฝ่ายไปแล้ว

“ตอนนี้จะได้อยู่แบบสงบๆสักพักล่ะนะ ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

เขารู้ดีว่าอาการบาดเจ็บของเจียงเหลินเหวินนั้นหนักมากๆและอย่างน้อยๆก็ต้องใช้เวลาเกินครึ่งเดือนเพื่อรักษาตัว , ในเวลาเหล่านี้เขาต้องพยายามตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 7 ให้ได้ซึ่งหากถึงจุดนั้นแล้วครั้งหน้าเขาจะไม่แพ้อย่างแน่นอน

“ปึก ”

ตอนนี้เองที่มีเสียงเคาะประตูได้ดังขึ้นด้วยจังหวะที่ดูลนลาน

หลินเทียนได้เดินไปเปิดประตูก่อนที่จะพบกับคนรู้จักอยู่จูยี่

“เจ้ามานี่ได้ไง ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยสีหน้าที่สงสัย

จูยี่ได้รีบเข้ามาในห้องก่อนที่จะพูดกับเขาว่า

“เห้เพื่อน ไม่สิ ท่านบรรพบุรุษ เจ้านี่เกือบสังหารเจียงเหลินเหวินไปแล้วนี่มันสุดยอดไปเลยโว้ย ! เจ้ารู้ไหมว่าตระกูลเจียงทั้งตระกูลอยากจะควักหัวใจเจ้าจะบ้าอยู่แล้ว ”

“ก็มันอยากจะแย่งของๆข้าเอง ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“แต่เจ้าก็ทำเกินไปหน่อยนะ ตอนนี้เจ้าล่วงเกินทั้งตระกูลเหล็งและตระกูลเจียงหมดแล้ว”

จูยี่ได้กรอกตาก่อนที่จะพูดต่อด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นว่า

“ถึงอย่างไรก็ตามข้าล่ะรู้สึกสะใจจริงๆเลยโว้ย เจ้านั่นมันอวดดีเกินไปตั้งแต่ที่ได้เข้าร่วมกับนิกายแล้ว ขนาดพบข้ายังไม่เหลือบตามองด้วยซ้ำ แม่งเอ้ย ถึงอย่างไรพ่อคนนี้ก็ยังเป็นองค์ชายอยู่นะโว้ย ! ”

ซินเชิงหยุนเองก็ได้แต่พูดออกมาด้วยสีหน้าอับอายว่า

“องค์ชาย 9 ช่วยรักษาภาพพจน์ตัวเองด้วย ท่านเป็นถึงองค์ชายนะ ”