0 Views

หลินเทียนได้จ้องมองไปทางกวยเยวี่ยด้วยสายตาที่เย็นชาเพราะเขาไม่คิดเลยว่าทั้งๆที่เขาช่วยชีวิตของมันเอาไว้แท้ๆแต่มันกลับตอบแทนความหวังดีด้วยความชั่วช้าโดยการกลับไปตามคนมาปล้นเอาหญ้าวิญญาณสีฟ้าไปจากเขา

“หากว่ารู้ก่อนหน้านี้น่าจะปล่อยให้หมาป่าม่วงฆ่าไอ้ระยำนี่ไปแล้ว ”

ซินเชิงหยุนได้สาปแช่งออกมา

กวนเยวี่ยได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแสว่า

“จะพูดอย่างไรก็พูดไปเถอะ ”

“เอาล่ะ ข้าไม่อยากจะฟังเรื่องของพวกเจ้า”

ซูซูได้พูดออกมาพลางก้าวเดินออกไปแล้วพูดว่า

“เจ้าคือหลินเทียนสินะ ? เจ้าโด่งดังในสำนักเราอย่างมากแต่เราต้องการหญ้าวิญญาณสีฟ้าพวกนี้ รีบไสหัวไปแล้วเราจะไม่ทำอะไรเจ้า ”

“เจ้าต้องการ ? นี่มันเป็นของที่ข้าค้นพบ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างไม่แยแส

“กวนเยวี่ยเองก็พบเหมือนกันดังนั้นเขาก็มีส่วนได้ ”

ซูซูได้พูดออกมาว่า

“กวนเยวี่ยได้บอกกับเรามาว่าจะให้หญ้าพวกนั้นกับนายน้อยเจียงดังนั้นรู้จักขีดจำกัดซะเพราะว่านายน้อยไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยได้ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปว่า

“นายน้อยเจียง ? เจียงเหลินเหวิน ? ”

“รู้แล้วก็ดีหนิ ”

ซูซูได้ตอบกลับไป

หลังจากที่ได้รับการยืนยันจากเขาแล้วใบหน้าของซินเชิงหยุนก็เปลี่ยนไปทันที

“เอาล่ะไสหัวไปได้แล้ว ”

หลี่หลานได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่สุดจะทน

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เดินเข้ามาทางหญ้าวิญญาณสีฟ้าโดยทันที

“แกร๊ง ! ”

เสียงคำรามของกระบี่ได้ดังขึ้นก่อนที่จะทำลายพื้นตรงหน้าของหลี่หลานเป็นรอยบาดลึก

“ใครอนุญาตให้เจ้าเดินเข้ามา ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ท่าทางของหลี่หลานได้ตกต่ำลงพร้อมกับแสดงแววตาที่ดุร้ายออกมาพลางพูดว่า

“เจ้ากล้าลงมืองั้นรึ ! ”

“เจ้าคิดจะแย่งของๆข้าไปแล้วจะให้ข้านิ่งเฉย ? ”

หลินเทียนได้ถามกลับไป

ซินเชิงหยุนที่อยู่ข้างๆเองก็ถึงกับผวาไปพร้อมทั้งจับหลินเทียนเอาไว้พลางพูดว่า

“พี่เขยปล่อยหญ้านี่ไปเถอะ พวกเราไปจากที่นี่กัน ”

หลินเทียนได้แต่ขมวดคิ้วของเขาเพราะว่าท่าทางของซินเชิงหยุนมันแปลกกว่าปกติ เขาเป็นถึงนายน้อยตระกูลพ่อค้าอันดับ 1 และต่อให้เผชิญหน้ากับเหล็งเฟิงก็ไม่มีท่าทีว่ากลัวแม้แต่น้อยทว่าตอนนี้กลับแสดงสีหน้าที่หวาดหวั่นเป็นอย่างมาก

ซินเชิงหยุนได้พูดต่อว่า

“พวกเขาเป็นคนของเจียงเหลินเหวิน เขาเป็นคนที่เราไม่สามารถล่วงเกินได้ ”

“ไม่สามารถล่วงเกินได้ ? ”

หลินเทียนได้ขมวดคิ้วไปทันที

ซินเชิงหยุนได้มองไปทางซูซูและหลี่หลานพลางขยับเข้าไปใกล้หลินเทียนแล้วพูดต่อด้วยเสียงกระซิบว่า

“เจียงเหลินเหวินนั้นเป็นนายน้อยตระกูลเจียงที่เป็น 1 ใน 3 ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ของเมืองหลวง ปีนี้เขาอายุ 18 ปี มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราแถมยังอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายซึ่งมีตำแหน่งเป็นลำดับที่ 1 ของตารางสายลมและหมู่เมฆแต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัฐที่สุดเพราะว่าเขายังมีอีกสถานะหนึ่ง ”

“อีกสถานะ ? อะไรกัน ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“เป็น…”

ซินเชิงหยุนกำลังจะพูดบางอย่างทว่ากลับถูกหลี่หลานและซูซูขัดจังหวะเอาไว้

“พอได้แล้ว ! ”

หลี่หลานได้จ้องมองไปทางหลินเทียนอย่างดุร้ายพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“ความอดทนของข้ามีขีดจำกัดดังนั้นข้าจะให้เวลาเจ้า 3 ลมหายใจแล้วรีบๆไสหัวไปได้แล้ว ! หากว่าไม่ไปเจ้าก็จะได้เป็นศัตรูของนายน้อยเจียง ! ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างมากว่า

“พี่เขย เราไปกันเถอะ หลังจากนี้ข้าจะอธิบายให้ท่านฟังอีกที ”

“หยุด ”

หลินเทียนได้พูดออกมาพร้อมกับสะบัดซินเชิงหยุนออกไป

“ของพวกนี้เป็นของเรา ”

เขาได้พูดออกมากับซินเชิงหยุน

ซินเชิงหยุนเองก็โกรธโดยทันทีทว่าตอนนี้เองที่มีเสียงหัวเราะดังขึ้น

“น่าสนใจจริงๆ ! ไม่คิดเลยว่าในเมืองหลวงนี้ยังมีคนที่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับนายน้อยเจียงด้วย ! ”

ซูซูได้จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า

“หลินเทียน เราเองก็ได้ยินเรื่องของเจ้ามามากเหมือนกันแต่ไม่คิดเลยว่าจะอวดดีขนาดกล้าแย่งสมบัติของนายน้อย ”

“อวดดีเกินไปแล้ว ! ”

กวนเยวี่ยได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

หลินเทียนได้ตอบกลับไปอย่างไม่แยแสแม้แต่น้อยว่า

“ดวงตาของเจ้าถูกสุนัขกินไป , หัวกระแทกประตู นี่ตอนแม่เจ้าเลี้ยงเจ้ามาไม่รู้สึกเสียหน้าตั้งแต่ในครรภ์เลยหรือไง ? ”

“เจ้าว่าอะไรนะ ! ”

ซูซูได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดุร้าย

“หากว่าพอมีสมองอยู่บ้างก็น่าจะเข้าใจว่าเจ้ากำลังแย่งของๆข้า ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

ซูซูและหลี่หลานก็ได้แต่มองออกไปด้วยแววตาที่ชั่วร้าย

“ภายในเมืองนี้เจ้าเป็นคนแรกที่กล้าขัดขืนนายน้อยเจียง ! ”

ซูซูได้แสยะออกมา

สายตาของหลี่หลานเย็นชาเป็นอย่างมากพร้อมทั้งปลดปล่อยกลิ่นอายที่รุนแรงออกมาพลางพูดว่า

“สั่งสอนมันหน่อย ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้พุ่งเข้าไปทางหลินเทียนโดยทันที

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วท่าทางของหลินเทียนก็เปลี่ยนไปอย่างมากซึ่งกวนเยวี่ยที่อยู่ห่างออกไปเองก็ได้แต่แสยะออกมา

“กล้าที่จะนินทาคนของนายน้อยนี่มันรนหาที่ตายชัดๆ ! ”

กวนเยวี่ยนั้นรู้ดีว่าเจียงเหลินเหวินนั้นน่ากลัวขนาดไหนเพราะขนาดผู้อาวุโสของทางสำนักยังต้องหวั่นเกรงแถมซูซูและหลี่หลานนี้ก็ไม่ได้อ่อนแอ พวกเขาอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 6 ด้วยกันทั้งหมดแถมยังเป็นศิษย์ตำหนักราชาอีกด้วย

เมื่อเห็นว่าซูซูและหลี่หลานกำลังเดินเข้ามาใกล้แล้วท่าทางของซินเชิงหยุนก็ยิ่งตกต่ำลงอย่างมาก

“ทั้ง 2 โปรดรอก่อน เราจะไปเดี๋ยวนี้ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาพร้อมทั้งจับหลินเทียนเอาไว้แล้วพูดว่า

“พี่เขย เรารีบไปกันเถอะ ! พวกเขาเป็นคนของเจียงเหลินเหวินดังนั้นพวกเขาแต่ละคนไม่ได้อ่อนแอเลยและหลักๆคือเราไม่สามารถล่วงเกินเจียงเหลินเหวินได้ ! ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดว่า

“ก็แค่ขยะสองตัวไม่เห็นจำเป็นต้องสนใจ ”

เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเทียนแล้วท่าทางของซูซูและหลี่หลานได้เปลี่ยนไปอย่างมากเพราะว่าหลินเทียนมันกล้าที่จะด่าทอพวกเขา !

หลี่หลานได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดุร้ายว่า

“รนหาที่ตาย ! ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้พุ่งออกไปอยู่ตรงหน้าของหลินเทียนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเหวี่ยงฝ่ามือออกไป

“ไสหัวไปซะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมทั้งถีบอัดไปที่หน้าท้องของอีกฝ่าย

หลี่หลานได้ส่งเสียงร้องออกมาก่อนที่จะลอยเคว้งออกไปกระแทกกับต้นไม้ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลพลางกระอักเลือดออกมาคำโต

ซูซูเองก็ได้แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาเพราะไม่คิดเลยว่าหลี่หลานจะถูกถีบกลับมาแบบนั้น

แต่ตอนนี้เองที่หลินเทียนได้สะบัดมือของซินเชิงหยุนออกพร้อมทั้งเหวี่ยงกระบี่เข้าใส่ซูซูที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ , ตอนนี้ซูซูไม่มีโอกาสจะตั้งตัวทันด้วยซ้ำก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บจากคมกระบี่ขณะที่เลือดสาดกระจายไปทั่ว

“นี่…..”

ซินเชิงหยุนเองก็ได้แต่ผงะไปด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อเพราะว่าหลี่หลานและซูซูนี้แข็งแกร่งมากๆแต่ผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งทั้ง 2 คนกลับถูกหลินเทียนเตะจนปลิวไปคนหนึ่งส่วนอีกคนก็ได้รับบาดเจ็บจากคมกระบี่ นี่มันต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน ?

หลี่หลานได้พยายามคลานกลับขึ้นมาพร้อมกับกุมท้องเอาไว้แล้วคำรามออกมาว่า

“เจ้ากล้าขัดขืนงั้นรึ ! ”

หลินเทียนได้กวาดตามองเขาพร้อมกับพุ่งเข้าประชิดแล้วพูดว่า

“เจ้าจะให้คนอื่นยืนเฉยๆให้ตัวเองตีงั้นรึ ? นอกจากคำพูดพวกนี้แล้วไม่มีอะไรจะพูดแล้วหรือไง ”

หลังจากที่พูดจบแล้วหลินเทียนก็ได้ลงมืออย่างรวดเร็วโดยการเหวี่ยงฝ่ามือออกไป

หลี่หลานได้ลอยเคว้งออกไปอีกครั้งก่อนที่จะบ้วนก้อนเลือดปนฟันออกมาหลายซี่

“เจ้า….. !”

เขาได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ

“ข้าทำไม ? ”

หลินเทียนได้ก้าวเดินออกไปพร้อมกับกระทืบซ้ำไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายพลางพูดต่อว่า

“ข้าจำได้ว่าเจ้าต้องการจะสั่งสอนข้า ? งั้นข้าจะขอคืนคำพูดพวกนี้ให้แล้วกัน ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้คว้ามือของอีกฝ่ายมาก่อนที่จะหักมัน

เสียงกระดูกแตกหักได้ดังขึ้นก่อนที่แขนทั้งข้างของหลี่หลานจะถูกบิดจนละเอียด

“อ๊ากก ! ”

หลี่หลานได้แต่ส่งเสียงโอดครวญออกมาอย่างน่าสังเวชขณะที่หน้าผากอาบไปด้วยเหงื่อพลางรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เขาเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 6 แต่กลับไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของหลินเทียนได้แม้แต่น้อย ที่ยิ่งกว่านั้นคือพละกำลังของหลินเทียนนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก

“หลี่หลาน ? ”

ซูซูที่อยู่อีกด้านนึงก็ได้ส่งเสียงออกมา

หลินเทียนได้กวาดตามองตามเสียงไปพร้อมกับพูดว่า

“อ่อ ลืมไปเลย ”

แกร๊ง ! เสียงคำรามของสายฟ้าได้ถูกส่งออกไปก่อนที่จะพุ่งทะลุผ่านขาขวาของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

ซูซูได้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าสังเวชและรู้สึกชาไปทั้งสมองในเวลาเดียวกัน

“เจ้ากล้าลงมือกับพวกเราแถมยังกล้าชิงของๆนายน้อยเจียงไปอีกงั้นรึ ! นายน้อยต้องฆ่าเจ้าแน่ๆ !”

ซูซูได้ส่งเสียงขู่ออกมา

“ยังกล้าพูดว่าข้าไปแย่งมาอีกนะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยนำเสียงเย็นชาพร้อมทั้งยกกระบี่ขึ้นมาแล้วฟัดฟันไปที่แขนขวาของซูซูก่อนที่จะกระทืบซ้ำแล้วพูดว่า

“ข้าให้โอกาสเจ้าพูดอีกครั้งว่าใครแย่งของใคร ?! ”

กระบี่ได้จ่ออยู่ที่ดวงตาของเขาโดยมีระยะห่างไม่ถึงครึ่งนิ้ว

ภาพเหล่านี้ทำให้ท่าทางของซูซูเปลี่ยนไปทันที

“เรา… เราแย่งของๆเจ้า ! ”

เขาได้แต่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ขาขวาและแขนขวาที่ได้รับบาดเจ็บยังพอรักษาได้แต่หากว่าตาบอดนี้ไม่มีหวังอีกแล้ว

ซูซูไม่กล้าที่จะพนันว่าหลินเทียนจะกล้าลงมือหรือไม่

หลินเทียนได้แต่แสยะออกมาอย่างเย็นชาพร้อมกับเตะอัดหน้าอกของซูซูจนปลิวออกไปกระแทกกับต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป

“พระเจ้า ! ”

ซินเชิงหยุนได้แต่มองด้วยท่าทางที่แข็งค้าง

กวนเยวี่ยที่อยู่อีกฝั่งเองก็ถึงกับตกตะลึงไปตามๆกันเพราะเขาคิดไม่ออกเลยว่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 6 อย่างซูซูและหลี่หลานจะถูกจัดการอย่างง่ายดายแบบนี้ได้ไงกัน มันทำให้เขาได้แต่สั่นไปทั้งตัวและหลังจากนั้นเองที่ท่าทางของเขาต้องตกต่ำยิ่งกว่าเดิมเพราะว่าหลินเทียนกำลังเดินมาทางเขา

“เจ้า………เจ้าคิดจะทำอะไร ! ”

กวนเยวี่ยอดพูดออกมาไม่ได้ขณะที่ก้าวถอยหลังกลับไป

แกร๊ง ! คลื่นกระบี่ที่รวดเร็วปานสายฟ้าได้ถูกส่งออกมา

“พุฟฟฟฟ ! ”

เลือดสายกระจายไปทั่วขณะที่แขนขวาของเขาขาดสะบั้น

เลือดสีแดงฉานกระจายไปทั่วท้องฟ้าและใบหน้าของกวนเยวี่ย ! ตอนนี้เองที่ใบหน้าของเขาได้แต่บิดเบี้ยวไปเพราะความเจ็บปวดก่อนที่จะคุกเข่าลงพลางโอดครวญออกมาอย่างดัง

“ชีวิตเจ้าข้าเป็นคนช่วยเอาไว้แต่เจ้ากลับกล้าตอบแทนความดีด้วยการกระทำอันชั่วช้าดังนั้นการตัดแขนเจ้าถือเป็นบทลงโทษ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างเย็นชา

หลังจากนั้นหลินเทียนก็ได้ส่งคลื่นกระบี่ออกไปทำลายแขนข้างที่ขาดจนไม่เหลือซากอย่างแท้จริง

เมื่อเสร็จเรื่องแล้วเขาก็ไม่ได้มองไปทางกวนเยวี่ยอีกพร้อมทั้งเดินไปยังหญ้าวิญญาณสีฟ้าที่กำลังส่งกลิ่นหอมและเก็บเกี่ยวมันโดยการถ่ายพลังฉีลงไปในดินก่อนที่จะดึงมันออกมาอย่างช้าๆซึ่งตอนนี้เองที่พลังฉีอันรุนแรงได้แผดออกไปทั่วจนทำให้เขาอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

“ไปกัน ”

เขาได้เก็บพวกมันกลับเข้าไปในแหวนมิติพร้อมทั้งหันหน้ากลับไปมองที่ซินเชิงหยุน ! ตัวเขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับซูซูและหลี่หลานแม้แต่น้อยพร้อมทั้งเดินกลับไปทางเก่า

ซินเชิงหยุนเองก็ได้แต่พยักหน้ารัวๆและวิ่งตามหลังเขาไปอย่างรวดเร็ว