0 Views

เพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถส่งมู่จี่เซียงกระเด็นออกไปนอกสนามได้ซึ่งมันทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างแสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อออกมาตามๆกัน

“สุดยอดไปเลย ! ”

จี่หยูที่อยู่ห่างออกไปเองก็ได้ชะงักไปเช่นกันเพราะถึงอย่างไรก็ตามหลินเทียนนั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 เท่านั้นซึ่งถือว่าด้อยกว่าทางมู่จี่เซียงอยู่ 1 ขั้นแต่การที่หลินเทียนทำได้ถึงขนาดนี้นั้นมันทำให้ผู้คนต่างตกตะลึง

เหล็งเฟิงที่อยู่ห่างออกไปเองก็ได้มองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่เย็นชาก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินจากไปเพราะว่าเขาได้รู้ถึงผลลัพธ์ของหลินเทียนแล้วดังนั้นถึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอยู่ที่นี่อีก

วิ้สสส !

“น้องชายหลินสุดยอดที่สุด !”

“หล่อจริงๆ ! ”

“ทำได้ดีมากๆ ! ”

หลายๆคนต่างพากันให้กำลังใจออกมา

คนเหล่านี้ล้วนตกตะลึงไปกับความแข็งแกร่งของหลินเทียนบวกกับรู้สึกสะใจที่ได้เห็นมู่จี่เซียงถูกชก

ชายวัยกลางคนที่เป็นผู้ดูแลเองก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยท่าทางประหลาดใจพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“ก่อนหน้านี้มันเป็นทักษะหมัดสังหาร ? นี่ร่างกายของเขาแข็งแกร่งถึงขั้นฝึกมันได้ ? ”

ชายวัยกลางคนนั้นอยู่ที่สำนักนี้มานานแล้วถึงได้รู้จักทักษะภายในสำนักเป็นอย่างดี หมัดสังหารนั้นเป็นทักษะที่น่ากลัวมากๆแต่จำเป็นต้องใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งมากๆดังนั้นถึงไม่มีใครเลือกฝึกฝนทักษะนี้กัน , เขาได้แต่มองไปทางหลินเทียนโดยไม่คิดเลยว่าเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 กลับสามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้

“เป็นสัตว์ประหลาดจริงๆนั่นแหละ ”

ชายวัยกลางคนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มฝืนๆ

ณ ตอนนี้เองที่มีเสียงคำรามอย่างดังถูกส่งออกมา

“ข้าไม่ยอมรับ ! ”

มู่จี่เซียงที่กำลังแสดงสีหน้าที่โกรธจัดเองก็ได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียน

ชายวัยกลางคนได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดว่า

“ไม่ยอมรับอะไร ? ”

มู่จี่เซียงได้ตอบกลับไปว่า

“ข้าต่อให้เขาก็จริงแต่เขากลับลอบโจมตีข้า ! ข้าขอให้ประลองกันอีกรอบ ! ”

มู่จี่เซียงได้พูดออกมา

คำพูดนี้ทำให้หลายๆคนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูกโดยทันที

“ยังกล้าพูดอีกเนอะ !”

“หนังหน้าหนาจริงๆ !”

“เห้พวก กลับที่พักไปเปลี่ยนเสื้อผ้ารอดีกว่ามั้ง ”

ฝูงชนต่างพากันหัวเราะออกมา

มู่จี่เซียงที่ถูกโจมตีโดยหมัดสังหารของหลินเทียนนั้นส่งผลให้เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นไม่ต่างกับขอทานเลยแม้แต่น้อย

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วมู่จี่เซียงก็ได้มีสีหน้าที่ซีดลงทันที

“ได้โปรดขอประลองอีกรอบ”

หากว่ามู่จี่เซียงแพ้ในครั้งนี้นั้นก็จะถูกลดละดับลงไปเป็นศิษย์ตำหนักนอกซึ่งจะส่งผลต่อทรัพยากรบ่มเพาะที่เขาจะได้รับและความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้เขากระวนกระวาย

ชายวัยกลางคนได้มองไปทางมู่จี่เซียงพร้อมกับพูดว่า

“ผลลัพธ์เองก็ยุทติธรรมแล้วดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องประลองใหม่ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้พูดต่อว่า

“นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปเจ้าจะถูกลดละดับเป็นศิษย์ตำหนักนอก รีบกลับไปยังที่พักเพื่อเก็บของได้แล้ว ”

“ท่านผู้ดูแล ไม่……”

“พอได้แล้ว !”

ชายวัยกลางคนได้คำรามออกมา

มู่จี่เซียงเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ซีดเผือดออกมา แม้ว่าจะเป็นตำหนักในแต่เขาก็อยู่หัวแถวตลอดทว่าตอนนี้กลับต้องถูกไล่ออกเป็นศิษย์ตำหนักนอกแทนนี่มันทำให้เขาหวาดผวาไปทันที

“อ่อใช่ อย่าลืมเรื่องการพนันของเขาด้วยล่ะว่าในอีก 2 ปีนี้เจ้าจะไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้อีก ”

หลินเทียนได้ส่งเสียงออกมา

มู่จี่เซียงได้แต่สั่นสะท้านไปด้วยสีหน้าที่ซีดลงกว่าเดิม , ไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบในระยะเวลา 2 ปี ! ในอีก 2 ปีเขาต้องออกจากสำนักแล้วด้วยดังนั้นก็ถือว่าตอนนี้เขาไม่มีหนทางให้ไปไหนได้อีกแล้ว

“เห้เพื่อน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ตำหนักศิษย์นอกนะ ! ”

“ไม่ต้องกระวนกระวายไปหรอกเพราะว่าใน 2 ปีนี้เราจะดูแลเจ้าอย่างดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“มาๆ มาสอนเราที่ตำหนักนอกสิ ”

เหล่าผู้คนต่างพากันส่งเสียงฮือฮาออกมา

เมื่อได้ยินเสียงเหล่านี้แล้วมู่จี่เซียงเองก็ได้แต่รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้าก่อนที่จะกระอักเลือดออกมาด้วยความอับอายแล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

“สะใจจริงๆ ! ”

“เจ้านี่มันคงไม่คิดหรอกนะว่าตัวเองจะมีวันนี้ สะใจโว้ย !”

“ดูสิว่าหลังจากนี้ยังจะกล้าติเตียนคนอื่นอย่างไร ตอนนี้ถูกเตะออกมาจากตำหนักในแล้วสงสัยคงอับอายไปหมดแล้ว ”

ผู้คนต่างพากันส่งเสียงหัวเราะ

หลายๆคนได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนพร้อมกับส่งเสียงเชียร์ออกมา

ชายวัยกลางคนเองก็ได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า

“หลินเทียน ตอนนี้เจ้าได้เป็นศิษย์ตำหนักในแล้วและหลังจากนี้ข้าจะไปแจ้งทางผู้อาวุโสให้เอง หลังจากนี้ก็ให้ไปที่ตำหนักศิษย์แล้วเอาตราประจำตัวไปให้เขาเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้และหลังจากนั้นก็ค่อยย้ายไปอยู่ภายในตำหนักในซึ่งทรัพยากรทุกอย่างจะเปิดกว้างให้กับเจ้า ”

เหล่าผู้คนที่ได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่อิจฉาออกมา

“ยินดีด้วยน้องชายหลิน ! ”

“หลังจากนี้อีกไม่นานน้องชายต้องได้เลื่อนไปเป็นศิษย์ตำหนักราชาอย่างแน่นอน ! เราคอยให้กำลังใจเจ้านะ ! ”

“ใช่แล้ว !”

หลายๆคนได้อวยพรออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าให้กับพวกเขาและไม่คิดเลยว่าชื่อเสียงของตัวเองจะโด่งดังแบบนี้

เมื่อมองไปยังชายวัยกลางคนแล้วเขาก็ได้พูดออกมาว่า

“ท่านผู้อาวุโส ข้าไม่ย้ายที่พักได้รึไหม ? ”

ชายวัยกลางคนเองก็ได้ชะงักไปพร้อมกับพูดว่า

“แน่นอนว่าได้เพราะถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นศิษย์ตำหนักในแล้วดังนั้นทางเราจะไม่บังคับอะไรเจ้าอีกแต่ว่าสภาพความเป็นอยู่ของที่พักตำหนักในมันต่างกันมากนะ เจ้าไม่อยากจะย้ายไปจริงๆรึ ? ”

“ข้าเคยชินกับที่พักข้าไปแล้วและไม่อยากจะย้ายให้มันลำบากน่ะ ”

หลินเทียนได้พูดอออกมาด้วยรอยยิ้ม

ชายวัยกลางคนเองก็ได้ชะงักไปพร้อมกับตอบว่า

“อื้ม นี่เป็นคนที่เรียบง่ายจริงๆ ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมา เรียบง่าย ? จริงๆแล้วเขาก็แค่ขี้เกียจจะย้ายของเฉยๆ

า“น้องชายหลินนี่คนดีจริงๆ ! ”

ศิษย์ตำหนักนอกหลายคนได้พูดออกมา

ผู้คนรอบๆข้างเองก็ได้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

หากว่าเป็นคนอื่นที่ได้เลื่อนเป็นศิษย์ตำหนักในก็คงจะต้องรีบย้ายที่พักไปอย่างแน่นอนแต่หลินเทียนกลับไม่ยอมย้ายไปและมันทำให้ศิษย์ตำหนักนอกหลายคนเริ่มโปรดปรานในตัวของหลินเทียน

หลินเทียนได้มองไปทางชายวัยกลางคนพร้อมกับพูดว่า

“งั้นหลินเทียนต้องขอตัวก่อนนะขอรับ ”

“อื้ม ไปเถอะ ”

ชายวัยกลางคนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ด้วยระดับความแข็งแกร่งของหลินเทียนแล้วแต่กลับไม่มีความยโสโอหังนี่มันทำให้เขาโปรดปรานอย่างมาก

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับกระโดดลงมาแล้วเดินออกไปทันที

“งดงามมากๆ ”

ซินเชิงหยุนได้รีบวิ่งเข้ามาหาเขา

“อื้ม ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

เขาคุ้นเคยกับนิสัยของซินเชิงหยุนแล้วดังนั้นถึงไม่ได้ระมัดระวังอะไร

หลังจากนั้นเขาก็ได้มองไปทางจี่หยูที่นั่งอยู่ไกลออกไปพลางยิ้มไปทางนาง า

“ท่านพี่เขยดูสิ ! นางกำลังมองมาทางข้า ! ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้น

หลินเทียน

“………..”

เขาไม่อยากจะตอบสนองอีกฝ่ายแล้วดังนั้นถึงได้เดินเข้าไปทางจี่หยูโดยทันที

“โอ้ นี่พี่เขยจะทำอะไร ? ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยท่าทางสงสัย

ระยะห่างระหว่างเวทีและที่นั่งของจี่หยูนั้นก็ไม่ได้อยู่ใกล้ๆและหลังจากที่ผ่านไปได้ไม่กี่สิบลมหายใจแล้วหลินเทียนก็เดินมาถึง

“นี่เจ้ามาดูการประลองของข้า ? ”

เขาได้เอ่ยปากออกมา

“เจ้าคิดว่าไงล่ะ ? ”

จี่หยูได้กระพริบตาวิ้งๆ

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าแปลกๆออกมาทันทีก่อนที่จะเกาหัวแล้วพูดว่า

“ข้าเดาว่าน่าจะใช่มั้ง ”

“ซื่อบื้อ ! ”

จี่หยูได้พูดออกมาด้วยใบหน้าค้อน

หลายๆคนเองก็กำลังจับจ้องไปทางจี่หยูและหลังจากที่เห็นหลินเทียนเดินเข้าไปหานางแล้วพวกเขาอยากจะฉีกหน้าอกของตัวเองเป็นอย่างมาก , นี่ยังไม่รวมเรื่องที่ได้เห็นรอยยิ้มของนางที่ทำให้พวกเขาได้แต่แสดงสีหน้าที่โง่งมออกมา

“นี่…………นี่……..”

“ทำไมเขาถึงได้ไปอยู่กับหลานสาวของท่านแม่ทัพ……”

“รู้จักกัน ? ”

“ก่อนหน้านี้ข้าก็ว่ามันแปลกๆที่ทำไมหญิงงามอันดับ 1 ผู้มีพรสวรรค์ถึงได้มาที่นี่กัน ดูเหมือนว่า………..นางจะมาเพื่อเจ้าหลินเทียน ? ”

“น่าจะเป็นแบบนั้น ! ”

“อ่อใช่ ตอนการทดสอบศิษย์ใหม่นางก็มาเช่นกันและตอนนั้นดูเหมือนว่าจะรอนายน้อยตระกูลเหล็งแต่จริงๆแล้วดูเหมือนมันไม่ใช่แบบนั้น มันน่าจะเป็นเพราะนางมาเพื่อหลินเทียน !”

“พระเจ้า !…….. บ้าไปแล้ว ”

หลายๆคนที่เป็นทั้งศิษย์ใหม่และเก่าเองก็ต่างพากันจ้องมองออกไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้างซึ่งชายวัยกลางคนที่มีหน้าที่ดูแลเองก็ไม่ต่างกัน

จี่หยูมีสถานะอย่างไรกัน ? นางเป็นหลานสาวของท่านแม่ทัพและหญิงงามผู้มากความสามารถอันดับ 1 ของเมืองหลวงซึ่งอยู่ในลำดับที่ 6 ของตารางสายลมและหมู่เมฆที่ผู้อาวุโสหลายๆคนมักจะไปเยี่ยมเพื่อเชิญนางมาเข้าร่วมกับสำนัก สำหรับใครหลายๆคนแล้วนางเป็นเหมือนดั่งดาวที่อยู่บนฟากฟ้าแต่ตอนนี้หลินเทียนกลับสามารถเข้าใกล้ดาวดวงนั้นได้ ! นี่มันทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่าเรื่องที่หลินเทียนต่อยมู่จี่เซียงปลิวไปภายในหมัดเดียวด้วยซ้ำ !

หลุยชิงที่อยู่ในฝูงชนเองก็อยากจะเดินเข้าไปหาหลินเทียนเพื่อขอบคุณที่ไม่เลือกท้าประลองกับนางแต่ ณ ตอนนี้หลังจากที่พบว่าหลินเทียนได้เดินเข้าไปหาจี่หยูแล้วนางก็ได้หยุดเท้าลงทันที แม้ว่าตัวนางเองจะงดงามแต่ก็ไม่สามารถเทียบกับจี่หยูได้แม้แต่น้อยดังนั้นถึงไม่มีความกล้าจะเดินออกไปหาเขา

ซินเชิงหยุนเองก็ได้แต่ชะงักไปพร้อมกับรีบวิ่งเข้ามาหาหลินเทียน

“นี่พี่เขย ท่านรู้จักกัน ? ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตกตะลึง

หลินเทียนที่เดินเข้าไปหานางด้วยท่าทางแบบนั้นๆต่อให้เป็นคนโง่ก็ดูออกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน

หลินเทียนได้ตอบกลับไปพลางพยักหน้าว่า

“อื้ม ”

จี่หยูเองก็ได้มีท่าทางเปลี่ยนไปทันทีขณะที่มองไปยังซินเชิงหยุนแล้วหันกลับมาถามหลินเทียนว่า

“นะ……..นี่เขาเรียกเจ้าว่าพี่เขยนี่คืออะไร ? ”

“เขาแค่เรียกไปแบบนั้นแหละ มันเป็นเพราะว่าข้ากับพี่สาวของเขาสนิทกันเท่านั้น ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

เขาไม่รู้เลยว่าทำไมถึงได้รู้สึกว่าจี่หยูได้มีท่าทางเปลี่ยนไป

“แน่ใจนะ ? ”

จี่หยูได้กระพริบตาวิ้งๆด้วยรอยยิ้มที่น่ารัก

“อื้ม เป็นแบบนั้นจริงๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซินเชิงหยุนได้แต่พูดออกมาด้วยท่าทางหงุดหงิดว่า

“พี่เขย ! อย่าได้ปฏิเสธความสัมพันธ์แบบนั้นสิ ข้าจะเศร้าใจเอานะ !”

หลินเทียนได้แต่ย่นหน้าผากพร้อมทั้งพูดว่า

“รอก่อนเถอะนะ ”

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วจี่หยูก็ได้แต่หัวเราะคิกๆออกมา

หลังจากนั้นนางได้มองไปทางหลินเทียนพร้อมกับถามออกมาว่า

“อื้ม ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม ? ”

ซินเชิงหยุนได้ผงะไป , นี่จี่หยูคนนั้นชวนชายหนุ่มไปเดินเล่นด้วยตัวเอง ?

หลินเทียนได้ชะงักไปเช่นกันก่อนที่จะตอบกลับไปว่า

“อื้ม ”

จี่หยูเชิญด้วยตัวเองแบบนี้แล้วจะให้เขาปฏิเสธได้อย่างไรกัน

“งั้นก็ไปกัน ”

จี่หยูได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบก่อนที่จะเดินออกไปทางด้านนอกสำนักกับนางโดยทิ้งซินเชิงหยุนเอาไว้ด้วยสีหน้าที่โง่งม

ในเวลาเดียวกันนี้เองที่ศิษย์ทั้งหลายเองก็ต่างต้องมองไปยังร่างของพวกเขา

“นี่ข้า…………..”

“นี่เจ้านั่นเดินคู่ไปกับนางด้วยกัน ? ”

“นี่มันอะไรกัน ? ข้าเริ่มอยากจะชกเขาแล้วด้วยสิ !”

“แปลกๆแหะ ข้าก็รู้สึกแบบเดียวกัน ”

“ข้าก็ด้วย ”

หลายๆคนได้พูดออกมา