0 Views

หลินเทียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันรุนแรงที่ผู้อาวุโสของสำนักจิ่วหยางปลดปล่อยออกมาได้อย่างชัดเจน

แต่ตัวเขากลับไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัวแม้แต่น้อย

กระบี่ยาวยังคงจ่อไปที่คอของโม่เซินก่อนที่จะกวาดตามองไปยังโฒ่เซินที่ขอบสนามพร้อมทั้งพูดอย่างไม่แยแสว่

“ชั่วร้าย โหดเหี้ยม ? ตอนที่โม่เซินใช้ทักษะวิทยายุทธ์ทำร้ายข้าไม่เห็นจะมีใครออกความเห็นอะไรแต่ตอนที่โม่เซินได้รับบาดเจ็บเพราะข้าเจ้ากลับกระโดดออกมาบอกว่าข้านั้นเป็นปีศาจที่โหดเหี้ยม ? ผู้อาวุโสโม่ ท่านนี่ตัดสินอย่างยุติธรรมเสียจริง ! ”

คำพูดของเขาหม่นหมองเป็นอย่างมากแถมยังสามารถสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงเย้ยหยันได้จากคำพูดของเขาอย่างชัดเจน

“สามหาว ! เจ้ากล้าดียังไงที่พูดจากับผู้อาวุโสด้วยท่าทางแบบนั้น ! ”

โม่ยี่ได้คำรามออกมาอย่างดัง

หลินเทียนเองก็ได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาพร้อมทั้งพูดว่า

“ข้าไม่เห็นรู้จักผู้อาวุโสแบบเจ้า อย่าเอาดีเข้าตัวไปหน่อยเลย ! ”

คำพูดเหล่านี้ถึงกับทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหมู่ผู้เข้ารับการทดสอบเพราะว่านี่มันเป็นการลบหลู่ผู้อาวุโสของสำนักอย่างซึ่งหน้า

ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆเพราะตอนนี้ท่าทางของโม่ยี่เปลี่ยนเป็นเย็นชายิ่งกว่าเก่ามาก

“ขัดขืนคำสั่งของผู้อาวุโส ”

โม่ยี่ได้ก้าวเดินออกไปพร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าสยดสยองออกมาโดยทันที

กลิ่นอายนี้ถึงกับทำให้ใบหน้าของเหล่าผู้รับการทดสอบเปลี่ยนเป็นขาวซีด ในหมู่พวกเขาบางคนอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทางสั่นสะท้านออกมา

อย่างไรก็ตามท่าทางของหลินเทียนก็ยังคงราบเรียบอยู่เช่นเคย

เขาได้ออกแรงกดกระบี่ในมือก่อนที่เลือดจะไหลออกมาจากลำคอของโม่เซินโดยทันที

“หยุดมือเดี๋ยวนี้ ! ”

โม่เซินได้โห่ร้องออกมาอย่างหวาดหวั่นเพราะตอนนี้เขาสัมผัสได้ทันทีว่าตรงลำคอของตัวเองนั้นมีบาดแผลฉีกขาดจากกระบี่ในมือของหลินเทียนแล้วและหากออกแรงอีกเพียงนิดเดียวก็สามารถแทงทะลุลำคอของเขาได้เลย

เมื่อถึงเวลานั้นแล้วก็คือเวลาตายของเขา !

โม่ยี่ได้หยุดเท้าลงพร้อมกับจ้องมองไปทางหลินเทียนอย่างมืดมนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“ปล่อยเขาซะ ”

โม่เซินเองก็ยังอยู่ในเงื้อมมือของหลินเทียนดังนั้นเขาถึงยังคงระมัดระวังเป็นอย่างมาก

หลินเทียนได้แสยะออกมาว่า

“ผู้อาวุโสโม่ ข้าจำได้ว่าก่อนที่จะเริ่มการประลองนั้นโม่เซินได้เสนอเงื่อนไขการสู้เพื่อแย่งชิงชีวิตของฝ่ายตรงข้ามแถมเจ้าเองก็เป็นคนแรกที่เห็นดีด้วย นี่ยังไม่รับเรื่องที่เจ้าพูดว่าห้ามใครเข้ามาขัดระหว่างการประลองอีกแต่ทำไมตอนนี้เจ้ากลับกล้าที่จะบุกขึ้นมาบนลานนี้ จะบอกว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของเจ้านั้นเป็นเพียงลมปากงั้นหรอ ? ”

“เฮือกก ! ”

เหล่าผู้รับการทดสอบคนอื่นๆเองก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึก

ผู้คนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดล้วนแต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาและได้แต่คิดว่าทำไมหลินเทียนถึงได้กล้าหาญแบบนี้ นั่นมันผู้อาวุโสของสำนักจิ่วหยางเลยนะ เรียกได้ว่าเป็นแกนหลักของสำนักเลยก็ได้แต่กลับกล้าที่จะขัดแย้งกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

น้ำเสียงของโม่ยี่เองก็เปลี่ยนเป็นก้าวร้าวขึ้นก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เจ้ามันรนหาที่ตาย ! ”

ณ ตอนนี้เองที่เขาได้ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างท่วมท้น

“รนหาที่ตาย ? ข้าไม่รู้หรอกว่าข้ารนหาที่ตายหรือเปล่าแต่สิ่งที่ข้ารู้คือตั้งแต่แรกเริ่มนั้นเจ้าและโม่เซินอยากจะให้ข้าตายเพราะเห็นว่าพรสวรรค์และสภาพจิตใจของข้าสูงกว่าโม่เซินแถมยังแย่งเอาเกียรติยศของมันไป ”

หลินเทียนได้จ้องมองไปทางโม่ยี่อย่างเย็นชาพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“เจ้ารู้ว่ามีคนเล่นไม่ซื่อกับการจับฉลากและเจ้าเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าโม่เซินนั้นเป็นผู้ที่มีทักษะวิทยายุทธ์ดังนั้นถึงได้คิดว่ามันแข็งแกร่งกว่าข้าและจงใจจับคู่ให้ข้าสู้กับมัน นี่ยังไม่พอ หลังจากนั้นโม่เซินยังเสนอเงื่อนไขแย่งชิงชีวิตกับข้าแถมเจ้าเองก็กลับเห็นด้วย……..”

“เจ้าเชื่อว่าโม่เซินที่มีทักษะวิทยายุทธ์จะสามารถสังหารข้าได้แต่น่าเสียดายที่เจ้าคิดผิด เจ้าประเมินโม่เซินสูงไปแต่ผลที่ได้มันกลับผิดกับที่คาดหมายเอาไว้ดังนั้นถึงได้บุกขึ้นมาบนลานประลองนี่เหมือนไอ้แก่ที่ไม่อายหนังหน้าตัวเองเลยแม้แต่น้อย ! ”

ไอ้แก่ที่ไม่อายหนังหน้าตัวเอง !

คำพูดทิ้งท้ายนี้ทำให้เหล่าผู้เข้ารับการทดสอบล้วนแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที

“นี่ …….”

หลายคนได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาได้แต่สั่นสะท้านไปกับคำพูดที่ทิ่มแทงจิตใจนี้ ฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักทว่าเขากลับเรียกว่าไอ้แก่ที่ไม่อายหนังหน้าตัวเอง นี่มัน…….กล้าหาญเกินไปแล้ว !

จริงๆแล้วหลายๆคนเองก็ได้จ้องมองไปทางโม่ยี่และโม่เซินด้วยท่าทางแปลกๆเพราะว่าพวกเขาคิดว่าคำพูดของหลินเทียนนั้นมีเหตุผลมากๆ หากว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆแล้วก็แสดงให้เห็นว่าผู้อาวุโสของสำนักนี่ไม่ได้อายหนังหน้าเลยจริงๆ !

มู่ชิงและฉีดงที่อยู่ห่างออกไปเองก็ได้แต่พูดออกมาด้วยรอยยิ้มฝืนๆว่า

“ไอ้เจ้าหนูนี่มันรู้อยู่แต่แรกแล้วว่านี่เป็นการจัดฉากแต่ยังกล้าที่จะเผชิญหน้าอีก เจ้านี่มัน………..แข็งแกร่งและกล้าหาญจริงๆ ”

ท่าทางของโม่ยี่ที่อยู่บนลางประลองในตอนนี้เองก็เปลี่ยนไปเป็นมืดมนโดยทันที

ณ ตอนนี้หากว่าในมือของหลินเทียนไม่ได้กำลังคว้าคอโม่เซินเอาไว้แล้วเขาก็คงจะพุ่งไปฉีกร่างของหลินเทียนออกเป็นชิ้นๆไปแล้ว

เขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนเหมือนเป็นเหยื่อตรงหน้าของเขาพร้อมทั้งปลดปล่อยจิตสังหารออกมาพลางพูดว่า

“รีบปล่อยตัวเขาเดี๋ยวนี้ ! หากว่าเจ้ากล้าที่จะทำร้ายเขาอีกข้าขอรับประกันเลยว่าเจ้าจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่เป็นๆอย่างแน่นอน ข้าจะบนกระดูกเจ้าให้เป็นผุยผง ! ”

“แน่ใจงั้นหรอ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

โม่ยี่ได้ตอบรับกลับไปว่า

“แน่นอนอยู่แล้ว !”

หลินเทียนเองก็ได้จ้องมองไปทางโม่ยี่ก่อนที่จะลดกระบี่ในมือลงอย่างช้าๆ

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วโม่เซินเองก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากก่อนที่จะแสดงแววตาที่ดุร้ายออกมาพลางแสยะออกมาว่า

“รอก่อนเถอะไอ้ระยำ สักวันหนึ่งข้าจะจัดการเจ้าด้วยมือคู่นี้เอง ! ”

“แกนี่เจี๊ยวจ๊าวดีจริงๆ ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เขาได้บีบคอของโม่เซินเอาไว้ก่อนที่จะโยนเขาไปทางโม่ยี่โดยทันที

“ถือว่าเจ้ายังพอรู้ขีดจำกัดอยู่บ้าง ! ”

โม่ยี่ได้พูดออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะเอามือไปรับโม่เซิน

ห่างออกไปไม่ไกลนั้นมู่ชิงและฉีดงเองก็ได้แต่โล่งใจเพราะว่าผลลัพธ์แบบนี้มันเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะอย่างน้อยพวกเขาทั้งสองคนก็ยังมีชีวิตอยู่

แต่ตอนนี้เองที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหัน

หลินเทียนที่อยู่บนเวทีนั้นได้แสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชาก่อนที่จะยกขาขึ้นมาแล้วแตะอัดกระบี่ของโม่เซินที่อยู่ที่พื้นออกไป

“พุฟฟฟฟ !”

กระบี่ยาวได้พุ่งผ่านอากาศก่อนที่จะทะลวงหน้าอกทะลุผ่านหัวใจของโม่เซินออกไปโดยทันที