0 Views

มือของมู่จี่เซียงนั้นได้ถูกจับเอาไว้โดยหลินเทียนดังนั้นถึงได้ยื่นอีกมือออกไปปะทะกับหลินเทียนซึ่งตอนนี้เองที่หลินเทียนได้ยกเท้าขวาขึ้นมาแล้วถีบจนเขากระเด็นออกไปไกล

ศิษย์ที่อยู่รอบข้างเองก็ต่างแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปตามๆกัน

“นี่…….”

“มู่จี่เซียงนั้นอยู่ในอันดับที่ 1ใน 20 ของศิษย์ตำหนักในเลยนะแต่หลินเทียนนี่กลับสามารถส่งเขากระเด็นออกไปได้ ! ? ”

“ร่างกายแข็งแกร่งเกินไปแล้ว ! นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว ! ”

“สะใจจริงๆเลยเพราะเจ้านั่นมันมักจะทำเป็นสอนคนอื่นอยู่เรื่อย ”

หลายๆคนได้พูดออกมา

มู่จี่เซียงได้แสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปออกมาพร้อมกับคำรามว่า

“เจ้ากล้าลงมือกับข้างั้นรึ ! ”

“แล้วไง ? ก่อนหน้านี้ไม่ใช่มือของเจ้าที่ยื่นเข้ามาก่อนหรือไง ? ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

มู่จี่เซียงเองก็ได้หันหน้าไปมองที่ซินเชิงหยุนพร้อมกับพูดว่า

“มันไม่ให้ความเคารพคนอื่นในฐานะศิษย์ใหม่ดังนั้นการที่ข้าจะสั่งสอนมันผิดอะไร ? จริงๆแล้วเจ้าเองก็เป็นศิษย์ใหม่เหมือนกันแต่กลับกล้าลงมือกับข้านี่มันทำความผิดยิ่งกว่ามันอีก ทำไมถึงได้ยังไม่ขอโทษ ! ”

หลินเทียนเองก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆแต่ก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ดูถูกออกมา

“นี่สมองมีปัญหาหรือว่าอ่านหนังสือมากไป ? ”

เขาได้ถามออกมา

“เจ้าว่าอะไรนะ ? ”

มู่จี่เซียงได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป

หลินเทียนได้เดินก้าวออกไปพร้อมกับพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า

“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงได้มาชี้นิ้วสั่งนู้นสั่งนี่ ? ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เพื่อนข้าพูดก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วเจ้ายังมีหน้าบอกอีกหรอว่าอ่านกวีมาตั้งแต่ยังเล็ก ? อย่าคิดว่าจะเอาเรื่องพวกนั้นมาทำให้ตัวเองยิ่งใหญ่นักเลย ! ”

ซินเชิงหยุนได้เหยียดหยามต่อว่า

“สมองมีปัญหา ! ไอ้โง่ ! คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน ! ”

ท่าทางของมู่จี่เซียงเองก็ตกต่ำลงอย่างมากเพราะว่าตั้งแต่ที่เข้าเป็นศิษย์ตำหนักในนั้นเขาก็ได้สั่งสอนศิษย์มาแล้วมากมายแต่ไม่มีใครเลยที่กล้าดูถูกเขาแบบนี้

“ดี ! ดีมาก ! วันนี้ข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าอย่างดีเลยแล้วจะทำให้รู้ว่าเป็นผู้บ่มเพาะมันต้องทำตามกฎและมีมารยาท ! ”

มู่จี่เซียงได้พูดออกมา

หลินเทียนได้ยิ้มกลับด้วยสีหน้าที่เย็นชาพลางพูดว่า

“ไอ้โง่ ”

เขาได้ยกมือขึ้นมาก่อนที่จะก้าวออกไปแล้วปลดปล่อยเจตจำนงแห่งกระบี่ออกมา

“เจ้าทำอะไรกันน่ะ ! ”

ตอนนี้เองที่มีเสียงส่งมาจากที่ห่างไกล !

เจ้าหน้าที่ลงทัณฑ์ของทางสำนักได้พบว่าเกิดเหตุผิดปกติขึ้นตรงนี้ถึงได้รีบมาทันที

หลายๆคนที่อยู่โดยรอบเองก็ได้แต่ผงะไปพร้อมทั้งรีบแยกย้ายอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้กวาดตามองไปยังมู่จี่เซียงเล็กน้อยพร้อมทั้งหันหลังแล้วเดินจากไป

“ไปกันเถอะ ”

เขาได้พูดออกมากับซินเชิงหยุน

ซินเชิงหยุนได้พยักหน้าตอบพร้อมทั้งมองไปทางมู่จี่เซียงแล้วพูดว่า

“ไอ้โง่ ”

ดวงตาของมู่จี่เซียงได้ลุกเป็นไฟขณะที่มองไปยังร่างของซินเชิงหยุนและหลินเทียนที่กำลังเดินจากไป , เจ้าหน้าที่ลงทัณฑ์ได้มาแล้วดังนั้นเขาถึงไม่สามารถทำอะไรได้และได้แต่จ้องมองไปยังร่างของหลินเทียนพลางแสยะออกมาแล้วเดินจากไป

“ในที่สุดก็มีคนกล้าหือกับไอ้เจ้านั่นสักที ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าเข้ามาใหม่ๆข้าคิดว่าเจ้านั่นมันดูเป็นศิษย์พี่ที่ดีมากๆแต่ท้ายที่สุดกลับมาสั่งสอนคนอื่นไปทั่ว”

“แค่นั้นมันอะไรกันล่ะ ข้านี่ถูกมันตบปลิวไปแถมยังด่าซ้ำอีก ”

“ไอ้สองคนนั่นมันบ้าชัดๆ ดูเหมือนว่าสมองจะมีปัญหานะ ”

“แต่วันนี้สะใจจริงๆ ในที่สุดก็ได้เห็นวันที่ไอ้เจ้านั่นหน้าเสียบ้าง ”

“ใช่ ๆ เจ้าหลินเทียนนี่มันน่าสนใจจริงๆ เป็นคนที่โดดเด่นมากๆ ”

ศิษย์หลายๆคนได้พากันพูดออกมา

…..

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้เข้าไปยังทะเลทรายบ้าคลั่งพร้อมกับซินเชิงหยุนขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุเม็ดทรายที่รุนแรงจากทุกทิศทาง

“รู้สึกอย่างไร ? ”

หลินเทียนได้เอ่ยปากถามออกมา

ซินเชิงหยุนรู้ว่าหลินเทียนถามเรื่องก่อนหน้านี้ถึงได้ตอบกลับไปว่า

“สะใจจริงๆ ! หากว่าข้าเป็นเหมือนพี่เขยที่สามารถเตะมันปลิวไปไกลได้ข้าว่าน่าจะดีกว่านี้ ! ”

“งั้นก็แข็งแกร่งขึ้นซะ”

หลินเทียนได้พูดต่อว่า

“หลังจากนี้ข้าจะลดความสามารถของม่านพลังลงอย่างช้าๆซึ่งหมายความว่าข้าจะค่อยๆเลิกคุ้มกะลาหัวเจ้าในนี้แล้วเจ้าต้องอาศัยพละกำลังของตัวเองเพื่อพยายามปรับสภาพให้เข้ากับที่นี่ให้ได้ แน่นอนว่าข้าจะเป็นคนควบคุมให้ว่าเจ้าสามารถทนได้มากแคต่ไหน ”

“ได้เลยพี่เขย ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับถอนเอาพลังฉีกลับมาเล็กน้อย

ร่างกายของซินเชิงหยุนได้สั่นสะท้านไปทันทีขณะที่รู้สึกได้ว่าเหมือนกำลังมีหินก้อนใหญ่ถูกวางเอาไว้ที่หัวไหล่และขาของเขาก็หนักขึ้นมากเหมือนกำลังเดินอยู่ภายในตะกั่วและยังมีพายุทรายที่พัดเข้าใส่หน้าเขาจนทำให้รู้สึกเจ็บปวด

ณ ตอนนี้เองที่เสียงคำรามได้ดังขึ้นก่อนที่สัตว์อสูรจะโผล่ออกมา

แกร๊ง !

เสียงคลื่นกระบี่ได้ดังขึ้นขณะที่หลินเทียนได้ส่งกระบี่สายฟ้ามรกตออกไปสังหารสัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายขึ้นไปทั้งหมดและที่เหลือก็เก็บเอาไว้ให้ซฺนเชิงหยุนจัดการ

ซินเชิงหยุนได้คำรามออกมาอย่างดังพร้อมทั้งใช้ทักษะเขตแดนชีพจรเทวะเข้าใส่ฝูงสัตว์อสูรขณะที่ทนอยู่กับพายุทรายในเวลาเดียวกัน ขั้นตอนเหล่านี้ดูอันตรายอย่างมากแถมยังได้รับบาดแผลมาแต่หลินเทียนก็ยังคงสังเกตการณ์อย่างสบายใจ

“ขีดจำกัดที่ข้าจะช่วยเจ้าได้ลดลงแล้วและหลังจากที่เจ้าตัดผ่านไปยังเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ได้ ข้าจะผ่านขีดจำกัดนี้ไปดังนั้นก็ตั้งเป้าไว้ตรงนี้แล้วกัน ตั้งใจเข้าล่ะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“ขอรับท่านพี่เขย !”

ซินเชิงหยุนได้ตอบกลับอย่างดัง

หลินเทียนได้มองไปทางเขาก่อนที่จะพยักหน้าออกมาเพราะว่าดูเหมือนเจ้านี่จะไม่มีท่าทางกลัวในการบ่มเพาะเลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่ผ่านมาได้ประมาณ 4 ชั่วโมงแล้วซินเชิงหยุนก็ดูจะทนไม่ไหวดังนั้นเขาถึงได้เดินออกมาด้วยกัน

“เป็นไง ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ซินเชิงหยุนได้ยื่นมือออกมาพร้อมกับพูดว่า

“รู้สึกชาและปวดมากๆแต่ประโยชน์ที่ได้มาก็ไม่น้อยเหมือนกัน ! ”

ในดินแดนทะเลทรายบ้าคลั่งนั้นเขาต้องเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรและพายุทรายพร้อมๆกันดังนั้นถึงได้ทำให้ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้น

หลินเทียนได้พยักหน้าตามเพราะเขาสัมผัสได้ว่าซินเชิงหยุนแข็งแกร่งขึ้นจริงๆดังนั้นถึงได้พูดต่อว่า

“งั้นช่วงนี้ก็พักในสำนักก่อนแล้วกัน ข้าจะใช้ข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณเพื่อช่วยให้เจ้าหล่อหลอมอวัยวะภายในจะได้ตัดผ่านไปยังเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ได้เร็วขึ้น ”

ข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณนั้นไม่ถือว่าเป็นอะไรสำหรับเขาเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่พริบตาเขาก็สามารถสร้างมันได้แล้ว

“ข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณ ?! มันเป็นพวกของที่สามารถเร่งความเร็วในการบ่มเพาะ ? ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ใช่แล้ว ”

เจ้านี่เป็นน้องชายของซินเหยาดังนั้นถึงไม่แปลกที่เขาจะปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างดีและข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณก็ไม่ได้เป็นข่ายอาคมที่สุดยอดอะไร

“ได้ ! ขอบคุณท่านพี่เขย ! ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข

เขารู้เรื่องที่หลินเทียนนั้นเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมดีถึงได้ไม่แปลกใจอะไรนัก

ในวันเดียวกันนั้นหลินเทียนได้หยิบเอาวัตถุดิบออกมาจากแหวนมิติก่อนที่จะเริ่มทำการสร้างข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณให้กับซินเชิงหยุนแล้วพูดว่า

“ในช่วงนี้ก็ไม่ต้องไปบ่มเพาะที่ลานฝึกแล้วกัน แต่ละครั้งที่เปิดการทำงานของข่ายอาคมก็หล่อหลอมร่างกายและอวัยวะภายในไปซะและเมื่อตัดผ่านไปยังเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8แล้วเราค่อยกลับไปที่ดินแดนทะเลทรายบ้าคลั่งกัน ”

“ได้ท่านพี่เขย ”

ซินเชิงหยุนได้พยักหน้าอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงซินเชิงหยุนก็ได้อยู่ในการบ่มเพาะพลังของเขาซึ่งหลังจากที่ได้เปิดการทำงานของข่ายอาคมแล้วพลังฉีมากมายก็ได้ถาโถมเข้ามาภายในห้องนี้จนทำให้สีหน้าของอีกฝ่ายต้องเปลี่ยนไปทันทีเพราะว่าความเข้มข้นของพลังฉีนี้มันมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว !

“ทำจิตใจให้สงบแล้วเริ่มตั้งใจซะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“ได้ ! ”

ซินเชิงหยุนได้เรียกสติกลับมาก่อนที่จะสงบลง

การที่สามารถอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 ด้วยวัยเพียง 17 นั้นถือว่าพรสวรรค์ของซินเชิงหยุนไม่ได้แย่และน่าจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 5 ดารา , หลังจากที่เขาได้สงบอารมณ์แล้วกลิ่นอายก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างช้าๆและแน่นอนว่าในขั้นตอนนี้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเขาก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่ทนทุกข์ออกมา

หลินเทียนได้แต่ยิ้มออกมาพร้อมกับเดินจากไป

เมื่อช่วงกลางวันได้จากไปแล้วก็ตกกลางคืนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกลับมาเช้าอีกครั้ง

เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในช่วงนี้หลินเทียนได้ไปที่วังน้ำวนเพื่อฝึกฝนทุกวันและเมื่อตกเย็นมาแล้วก็จะกลับมาบ่มเพาะพลังโดยอาศัยข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณเพื่อก่อจุดชีพจรเทวะที่ 5 , ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากและน่าจะเริ่มฝึกทักษะหมัดสังหารได้แล้วแต่เขาก็ยังไม่รีบร้อยเพราะคิดว่าจะรอให้ร่างกายแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ก่อนแล้วค่อยฝึกฝนอีกที

หลังจากนั้น 3 วันก็มีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งได้ปะทุออกมาจากที่พักของเขา

“พี่เขย !!! ข้าตัดผ่านเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8ได้แล้ว ! ”

ซินเชิงหยุนได้รีบวิ่งออกมาด้วยสีหน้าที่มีความสุข

“อื่ม ดี ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

ซินเชิงหยุนได้พูดต่อด้วยดวงตาที่เปล่งประกายว่า

“นี่พี่เขย แล้วเราจะไปที่ดินแดนทะเลทรายบ้าคลั่งอีกไหม ? ”

หลินเทียนเข้าใจอารมณ์ของอีกฝ่ายได้ในทันทีว่าต้องการจะลองของหลังจากที่เพิ่งตัดผ่านเขตแดนใหม่มาได้

“ได้ ไปกันเลย ”

เขาได้พยักหน้า

………

หลังจากวันนี้พวกเขาก็กลับมาบ่มเพาะเหมือนเดิมไม่ต่างจากตอนที่อยู่ในสำนักจิ่วหยาง

ไม่นานเวลาก็ผ่านไปกว่า 1 เดือน

และวันนี้มันเป็นวันที่คึกคักเป็นพิเศษเพราะว่ามันเป็นวันของการทดสอบ

ที่ภูเขาด้านหลังสำนักนั้นเป็นที่โล่งกว้างซึ่งตรงใจกลางมีหอคอยสูงตั้งอยู่ซึ่งมันเป็นขอคอยสังหารสำหรับการทดสอบทุกๆ 2 เดือนซึ่งด้านนอกหอคอยเองก็มีแผ่นศิลาหินที่แสดงชื่อและลำดับเอาไว้

ณ ตอนนี้มีผู้คนมากมายรายล้อมอยู่ในพื้นที่นี้ซึ่งหลายๆคนเองก็เป็นศิษย์ใหม่ที่กำลังแสดงสีหน้าที่ตื่นเต้นออกมาไม่หยุดเพราะถึงอย่างไรนี่เป็นการทดสอบทั้งสำนัก !

“พี่เขย ท่านว่าข้าควรจะยอมแพ้ในการทดสอบนี้ไหม ? ”

ซินเชิงหยุนได้ถามออกมา

แม้ว่าทางสำนักจะจัดการทดสอบขึ้นทุกๆ 2 เดือนแต่การจะเข้าร่วมนั้นอยู่ที่ตัวของศิษย์สำนักเองและมีหลายๆคนที่ไม่ได้คิดจะเข้าร่วมการทดสอบนี้โดยยกตัวอย่างเช่นในพื้นที่ห่างออกไปไม่ไกลนั้นมีคนหลายคนซึ่งไม่มีทางที่สถานะของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงและหลายๆคนเองก็ยังคิดว่าระดับพลังของตัวเองยังไม่เพียงพอและไม่สามารถเลื่อนระดับได้ดังนั้นถึงเลือกที่จะไม่ทดสอบ

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ทำไมล่ะ ? ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่อึดอัดว่า

“ก็มันเป็นเพราะว่าข้าอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 เท่านั้น หากว่าไม่สละสิทธิ์ข้าก็ต้องอยู่ที่โหล่แน่นอนเพราะถึงอย่างไรก็ตามคนที่เข้าร่วมสำนักด้วยเขตแดนระดับเดียวกับข้าก็มีอยู่น้อยมากๆ หากว่าเจ้าพวกคนแบบนั้นสละสิทธิ์แล้วข้าก็ต้องอยู่ที่โหล่ ? เสียหน้าจะตาย !”

หลินเทียน

“………..”

เออ ที่เจ้านี่พูดมันก็มีเหตุผลแหะ !

ทันใดนั้นเองที่มีเสียงฮือฮาดังขึ้นในฝูงชนและต่างจ้องมองไปทางชายหนุ่มชุดสีฟ้าด้วยสายตาเดียวกัน

“พี่เขย นั่นมันเหล็งเฟิง ! ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยเสียงกระซิบ