0 Views

หลังจากที่จูยี่อยู่ได้สักพักเขาก็ได้กลับไปซึ่งเหตุผลที่เขามาในวันนี้ก็เพราะว่า 1 เพื่อรายงานตัว 2 เพราะได้ยินมาว่าหลินเทียนเข้าร่วมสำนักนี้ดังนั้นถึงได้มาเที่ยวเล่นกับเขา จูยี่เองก็อยากจะไปทานข้าวกับหลินเทียนแต่ตอนนี้เขารู้ดีว่าอารมณ์ของหลินเทียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ดังนั้นถึงไม่ได้เอ่ยปากชวน

“พี่เขย ท่านรู้จักกับองค์ชาย 9 ได้อย่างไรกัน ? ดูเหมือนว่าท่านเพิ่งมาที่เมืองหลวงไม่ใช่รึ ”

ซินเชิงหยุนได้ถามออกมาด้วยท่าทางสงสัย

“ก่อนหน้านี้รู้จักกันที่เมืองเฟิงเจียนน่ะ ข้าได้ช่วยเขาและเขาได้ช่วยข้าดังนั้นถึงได้รู้จักกัน ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

เรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอะไรและอีกอย่างอีกฝ่ายก็เป็นน้องชายแท้ๆของซินเหยาด้วย

ซินเชิงหยุนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้องค์ชายก็เคยเสด็จออกไปนอกเมืองรู้สึกว่าจะไปเมืองเฟิงเจียนเพื่อเข้าไปขัดเกลาในป่าทมิฬนี่แหละ ”

“อื้ม ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเย็น , ซินเชิงหยุนได้ถามออกมาด้วยสายตาวิ้งๆว่า

“พี่เขย ท่านไม่ทานอาหาร ? ”

“ข้าไม่อยากขยับ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะของเขา

ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะทำอะไรด้วยซ้ำ

“งั้นข้าออกไปซื้อมาให้ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลังจากที่พูดจบแล้วซินเชิงหยุนก็ไม่รอให้หลินเทียนเอ่ยปากปฏิเสธพร้อมทั้งรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนที่มองไปยังร่างของซินเชิงหยุนที่วิ่งออกไปแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะพลางยิ้มออกมาเพราะว่าเจ้านี่มันน่าสนใจมากๆ

หลังจากที่ผ่านไปไม่นานซินเชิงหยุนก็ได้รีบกลับมาพร้อมกับอาหารอย่างดีที่เพียงแค่มองก็รู้สึกน่าทานมากๆ แม้ว่าหลินเทียนจะไม่ได้รู้สึกหิวแต่ในเมื่อซินเชิงหยุนได้เอาของกินมามากมายแล้วเขาก็ไม่สามารถทิ้งไว้เสียเปล่าได้และนั่งทานไปพร้อมๆกันอีกฝ่าย

“อ่อใช่ มันดึกแล้วเจ้าไม่กลับไปที่บ้าน ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“ไม่กลับหรอก ข้าคิดว่าพี่น่าจะเศร้าจากเรื่องสัตว์ขี่ดังนั้นถึงคิดว่าจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจัง

สำหรับคำพูดเหล่านี้แล้วหลินเทียนเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดีแต่มันกินใจเขามากๆ

“งั้นก็นอนนี่แล้วกัน”

หลินเทียนได้พูดออกมาก่อนที่จะเงียบไปพักหนึ่งแล้วพูดต่อว่า

“อ่อใช่ ข้าถามอะไรอย่างสิว่าปีนี้องค์ชาย 9 อายุ 17 ปีแล้วทำไมถึงได้อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 เท่านั้นล่ะ ข้าว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่ขาดแคลนทรัพยากรบ่มเพาะได้หรอกนะ ? ”

เหล็งอี้ทงยังสามารถแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ด้วยยาได้ดังนั้นจูยี่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

“นี่ท่านไม่รู้หรอว่าสำหรับทางราชวงแล้วองค์ชายจะไม่สามารถใช้ยาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งได้และหากถูกจับได้ก็จะได้รับบทลงโทษอย่างหนัก ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียนเองก็รู้สึกประหลาดใจโดยทันที

เมื่อมองไปยังซินเชิงหยุนแล้วเขาก็ได้ถามออกมาอีกครั้งว่า

“แล้วเจ้าล่ะ ? สามารถทลายประตูสำนักด้วยการเอาเงินฟาดแล้วและหากเอาเงินพวกนั้นมาซื้อยาก็น่าจะอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะแล้ว ? ทำไมถึงได้อยู่แบบนี้ เพราะเรื่องตระกูล ? ”

ซินเชิงหยุนเองก็ได้พูดออกมาด้วยท่าทางอึดอัดว่า

“นี่ก็ใช่ ”

“อื้ม ? ”

หลินเทียนได้ชะงักไป นี่เขาเดาถูก ?

ซินเชิงหยุนได้ปาดคราบเปื้อนที่ริมฝีปากพร้อมกับเช็ดมือแล้วพูดว่า

“ตระกูลซินของเรานั้นมีประวัติยาวนานมากๆและสตรีเท่านั้นทีมีอำนาจขึ้นครองซึ่งในชั่วอายุนี้ก็มีผู้ชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลอยู่ 3 คน และพี่สาวของข้าก็ถูกส่งไปที่เมืองเฟิงเจียนเพื่อเพิ่มประสบการณ์และข้าเองก็เป็นน้องชายของนางดังนั้นเพื่อให้มันเท่าเทียมข้าถึงไม่ได้รับอนุญาตจากทางตระกูลให้ใช้ยาทำให้บรรลุไปยังเขตแดนชีพจรเทวะเพราะถึงอย่างไรก็ตามเขตแดนนั้นก็ไม่ได้อ่อนแอเลย มันอาจจะสามารถเป็นตัวแปรที่ช่วยเปลี่ยนสถานการณ์หลายๆอย่างได้ซึ่งเงินที่ใช้ฟาดสำนักเพื่อรับข้านั้นก็เป็นเงินส่วนตัวของพี่ข้าและมันเป็นขีดจำกัดที่ทางตระกูลจะอนุญาตเพราะถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าข้าจะเข้าสำนักมาเฉยๆก็จะแข็งแกร่งขึ้นอยู่แล้ว”

“อื้ม ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตาม

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วเขาก็รู้สึกประหลาดใจมากๆว่าตระกูลซินนี่ให้ผู้หญิงเป็นผู้นำตระกูลตลอด ?

ทันใดนั้นเองที่เขาได้มองไปทางซินเชิงหยุนพร้อมกับพูดว่า

“เจ้าต้องพยายามให้มากๆอย่าได้ทำให้พี่สาวของเจ้าผิดหวัง ! ”

“ข้าก็พยายามแต่….”

ซินเชิงหยุนได้เข้าใกล้หลินเทียนพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“แต่ถึงอย่างไรข้าก็มีพี่เขยอยู่ไม่ใช่รึ ? ไม่ว่าอย่างไรท่านก็อยู่ข้างพี่สาวข้าดังนั้นหากว่ามีท่านหนุนหลังก็สบายแล้ว ! ”

หลินเทียน

“…….”

เจ้านี่นี่มันตลกดีจริงๆ

อย่างไรก็ตามไม่ว่าซินเหยาจะมีเรื่องอะไรให้เขาช่วยเขาก็จะไม่ปฏิเสธโดยเด็ดขาด

ในช่วงเย็นนั้นหมู่ดาวได้ปรากฏขึ้นขณะที่ซินเชิงหยุนได้เข้านอน

หลินเทียนที่กำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างและมองออกไปยังหมู่ดาวยามค่ำคืนเองก็พบว่าแสงของมันเข้มข้นเป็นอย่างมากแต่เขาไม่มีอารมณ์ที่จะบ่มเพาะเลยแม้แต่น้อยและอีกอย่างซินเชิงหยุนก็อยู่ที่นี่ด้วย

หลังจากนั้นเขาก็ได้ยืดแขนยืดขาก่อนที่จะนอนลงบนเตียงเพื่อพักผ่อน

เตียงในห้องมีพื้นที่กว้างมากๆดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องคน 2 คน

เช้าวันรุ่งขึ้นหลินเทียนก็ได้ตื่นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะออกมารับอากาศในยามเช้าซึ่งนี่ถือเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาไปแล้ว การสูดอากาศในยามเช้าจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ผ่านไปได้ 2 ชั่วโมงแล้วซินเชิงหยุนก็ตื่นขึ้นมา

“พี่เขย อรุณสวัสดิ์ ”

ซินเชิงหยุนได้ขยี้ตาก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไป นี่ยังถือว่าเช้าอีก ?

“ข้าจะไปฝึกต่อ เจ้าจะไป ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วดวงตาของซินเชิงหยุนก็ได้เปล่งประกายออกมาพร้อมทั้งรีบพูดว่า

“ไป ๆ ไปกันเลย ”

ตั้งแต่ที่ได้ฟังเขาก็เข้าใจได้ว่าหลินเทียนจะนำเขาไปที่ทะเลทรายบ้าคลั่งดังนั้นถึงได้รีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว

“งั้นก็เร็วๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“ได้ ! ”

ซินเชิงหยุนได้รีบคลานขึ้นมาพร้อมกับอาบน้ำอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้พยักหน้าก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปแล้วมุ่งหน้าไปทางลานฝึก

ระหว่างทางนั้นเขาได้พบกับศิษย์สำนักมากมายซึ่งพวกเขาต่างมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่หวาดเกรงเพราะว่าภายในระยะเวลา 10 วันที่มาถึงเขาก็ได้ลงมือสังหารศิษย์ร่วมสำนักไปกว่า 2 คนแล้วซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนดังนั้นการที่พวกเขากลัวก็ไม่แปลก

ไม่นานหลินเทียนก็ได้ไปถึงลานฝึก

เมื่อเห็นหลินเทียนเดินมาแล้วท่าทางของศิษย์ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

“นั่นมันศิษย์ใหม่ที่ชื่อว่าหลินเทียนหนิ ! ”

“นั่นมันคนโหดเหี้ยมที่สังหารนายน้อยตระกูลเหล็ง ! แถมหลังจากนั้นยังสังหารเซี่ยหวูด้วยงั้นรึ ? ”

“ใช่แล้ว !”

“นี่……….สุดยอดไปเลย !”

“ฆ่าแล้วยังอยู่ดีนี่มันเป็นประวัติการของสำนักเลยนะเนี่ย ! ”

หลายๆคนแต่มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่หวั่นเกรง

ณ ตอนนี้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า

“เพิ่งจะเข้าเป็นศิษย์แท้ๆแต่กลับละเมิดกฎแบบนี้นี่ไม่รู้เลยว่าจะเรียกว่าอะไรดี ! คนชั่วช้าแบบนี้หากได้ดีในอนาคตจะไปไม่กลัวหรือจะเป็นภัยต่อโลกเราแค่ไหน ? ! ”

คนที่พูดนี้เป็นชายหนุ่มที่สวมชุดสีดำที่หลายๆได้แต่มองด้วยสีหน้าที่เคารพ

“ศิษย์ตำหนักใน มู่จี่เซียง ”

“เจ้านี่มาก่อนไม่กี่ปีถึงจะแข็งแกร่งก็จริงแต่ชอบที่จะสั่งสอนคนอื่นอยู่เรื่อย ”

“คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานหรือไงกัน ”

หนึ่งในหมู่คนได้พึมพำออกมา

หลินเทียนได้มองไปยังชายชุดดำซึ่งแน่นอนว่าระดับพลังของอีกฝ่ายไม่ใช่น้อยๆเลยน่าจะอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 5 แต่เขาก็แค่เหลือบมองโดยไม่ใส่ใจ

“มองอะไร ? ข้าพูดอะไรผิดไป ? ”

มู่จี่เซียงได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาว่า

“สำนักนี้มีกฎห้ามลงมือกับศิษย์ร่วมสำนักแต่เจ้ากลับละเมิดถึง 2 ครั้งซึ่งการกระทำแบบนี้ต่อไปจะทำอะไรอีก ? ”

หลินเทียนได้ขมวดคิ้วโดยทันที นี่ไอ้คนนี้มันทานยาผิดมาหรือไง ?

ซินเชิงหยุนที่อยู่ข้างๆเอาเองก็ได้พูดออกมาว่า

“เจ้ารู้ไหมว่าเหล็งอี้ทงและพี่ชายของมันอย่างเหล็งเฟิงได้ลอบสังหารพี่เขยของข้าในการทดสอบดังนั้นพี่เขยข้าแค่ตอบโต้เท่านั้น ! เจ้ารู้ไหมว่าเซี่ยหวูมันลงมือสังหารสัตว์ขี่ที่เพื่อนรักของพี่เขยข้าให้มาอย่างโหดเหี้ยม คิดว่าใครผิดกัน ? ”

มู่จี่เซียงได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาว่า

“เหล็งอี้ทงและเหล็งเฟิงไล่ล่าเขาก็จริงแต่ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ดี ? แต่เหล็งอี้ทงกลับตายไปแล้วซึ่งเซี่ยหวูเองก็แค่ฆ่าสัตว์ขี่ของเขาแล้วจะเอามันมาเทียบกับชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไรกัน ? แต่เขากลับลงมือสังหารเซี่ยหวู ! โหดเหี้ยมอะไรแบบนี้ ”

“หลักการปัญญาอ่อนอะไรของเจ้า ! ตระกูลเหล็งให้อะไรเจ้ามาถึงได้กล้าก่นด่าพี่เขยของข้า ? ”

ใบหน้าของซินเชิงหยุนได้เปลี่ยนเป็นดำคล้ำด้วยความโกรธ เรื่องที่หลินเทียนได้ลงมือสังหารทั้ง 2 คนไปนั้นทางผู้อาวุโสก็เห็นด้วยแล้วแต่คำพูดของมู่จี่เซียงมันเหมือนว่าหลินเทียนเป็นคนที่ผิดซึ่งมันทำให้เขาไม่สบอารมณ์เอามากๆ

มู่จี่เซียงได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ตกต่ำว่า

“อย่าคิดอะไรแบบนั้นเพราะข้าเพียงแค่ทนดูไม่ได้ที่จะเห็นคนปกป้องคนชั่วร้าย ข้าจะไปเอาประโยชน์อะไรจากตระกูลเหล็ง ? อย่าได้กล้าหยามข้า ! ”

“ใครจะไปรู้กันล่ะ คิดว่าเจ้ากล้าที่จะยอมรับ ? ข้าคิดว่าเจ้ามันก็เป็นเพียงขยะเท่านั้น ! ”

ซินเชิงหยุนได้แสยะออกมา

“สามหาว ! ”

มู่จี่เซียงได้คำรามออกมาด้วยความโกรธพร้อมทั้งก้าวเดินเข้าไปมาซินเชิงหยุนแล้วพูดว่า

“ข้าอ่านบทกวีตั้งแต่ยังเด็กและแม้ว่าต้องออกจากสถาบันเพราะตระกูลข้าอ่อนแอแต่ก็ก้าวเดินบนเส้นทางบ่มเพาะด้วยตัวเอง หลังจากนั้นข้าก็ประสบความสำเร็จมาได้ขนาดนี้จนได้เป็นศิษย์สำนักนี้ ! และเพราะอย่างนั้นข้าถึงได้ไม่เคยทำอะไรไม่คิดแต่เจ้ากล้าหยามข้าแบบนี้ต้องขอโทษข้าเดี๋ยวนี้ !”

“เจ้ามันเป็นความผิดเป็นถูกแถมยังกล้าพูดว่าตัวเองอ่านบทกวีตั้งแต่ยังเด็ก ? ”

ซินเชิงหยุนได้ยั่วยุออกมาว่า

“คิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ตำหนักในแล้วมันยิ่งใหญ่มากงั้นรึ ? พี่เขยของข้าบ่มเพาะมาถึงเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 ได้โดยเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้นไม่เห็นจะอวดเก่งแบบเจ้าเลยด้วยซ้ำ คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานหรือไงกัน ! ”

มู่จี่เซียงนั้นแข็งแกร่งมากกว่าซินเชิงหยุนแต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงนายน้อยตระกูลพ่อค้าอันดับ 1 ของเมืองหลวงถึงได้ไม่จำเป็นต้องกลัวอีกฝ่าย

“เจ้า ! ”

มู่จี่เซียงที่ต้องเผชิญหน้ากับคำหยามมากมายต่อหน้าผู้คนนั้นทำให้เขาโกรธจัดพร้อมทั้งพูดว่า

“ดูเหมือนอายุราวๆ 16 แต่กลับไม่รู้จักการให้ความเคารพสงสัยข้าต้องสั่งสอนเจ้าแทนพ่อแม่หน่อยแล้ว ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ยื่นมือเข้าไปหาซินเชิงหยุนโดยทันที

ท่าทางของหลินเทียนได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาก่อนที่จะก้าวออกมาอยู่ตรงหน้าซินเชิงหยุนแล้วจับมือของมู่จี่เซียงเอาไว้

“เจ้าทำอะไร ! ”

มู่จี่เซียงได้คำรามออกมา

“ไสหัวไปให้พ้น ”

ประกายตาของเขาได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาพร้อมทั้งยกเท้าถีบอัดไปทางมู่จี่เซียง

หากว่ามู่จี่เซียงก่นด่าเขาอย่างเดียวก็ไม่เป็นไรเพราะเขาไม่สนใจแต่มันกลับกล้าคิดลงไม้ลงมือกับซินเชิงหยุนและบอกว่าต้องการจะสั่งสอนแทนพ่อแม่ดังนั้นถึงได้ทำให้เขาโกรธจัดโดยทันที