0 Views

เลือดได้เจิ่งนองไปทั่วพื้นขณะที่ผู้คนโดยรอบต่างนิ่งเงียบไปเหมือนป่าช้า

ึ“ฆ่า..จริงๆด้วย ! ”

“นี่ ….. ”

“สุดยอด โหดเหี้ยมสุดๆ ”

หลายๆคนได้แต่พูดออกมาพลางอดกลืนน้ำลายไม่ได้

พวกเขาได้จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่นไปตามๆกันเหมือนว่ากำลังมองไปที่คนบ้าที่โหดเหี้ยม ! สังหารนายน้อยตระกูลเหล็งต่อหน้าทุกคนในไม่กี่วันมานี้ยังไม่พอแต่ตอนนี้กลับยังฆ่าคนในสำนักอีก !

หลินเทียนได้กวาดตามองไปยังศพของเซี่ยหวูอย่างไม่แยแสก่อนที่จะมองออกไปยังศิษย์ด้านนอก

เมื่อต้องเผชิญกับสายตาที่น่าสยดสยองของหลินเทียนแล้วพวกเขาต่างสั่นสะท้านไปตามๆกัน

“พี่เขย ท่าน……”

ซินเชิงหยุนเองก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่เป็นกังวลออกมา

หลินเทียนได้หยุดเท้าลงพร้อมกับพูดออกมาว่า

“มีคนคอยจัดการ ? ข้าอยากจะฝังสัตว์ขี่ของข้า ”

ซูชูวนั้นเป็นเพื่อนรักของเขาและเมื่อรู้ว่าเขาต้องไปที่เมืองหลวงนั้นถึงได้ใช้เวลาหลายวันฝึกม้านิลมังกรให้กับเขาและเขาเองก็ดูแลมันอย่างดีแต่ไม่คิดเลยว่าหลังจากที่มาถึงได้ไม่นานแล้วมันจะถูกฆ่าตายแบบโหดเหี้ยมในสำนักนี้

“มีสิ พี่เขยไม่ต้องเป็นห่วง ยกหน้าที่ให้ข้าจัดการเอง ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบกลับก่อนที่จะเดินออกไปทางคอกม้าพร้อมๆกับซินเชิงหยุน

ด้านนอกที่พักนั้นศิษย์ทั้งหลายที่เห็นร่างของหลินเทียนกำลังเดินมาเองก็ได้แต่มีสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมทั้งเปิดทางให้ทันที

ไม่นานหลินเทียนและซินเชิงหยุนก็ได้เดินหายไป

หลายๆคนได้แต่มองไปยังเศษซากศพของเซี่ยหวูที่กำลังนอนจมกองเลือดอยู่ด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่นและศิษย์ผู้หญิงหลายคนได้แต่อาเจียนออกมา

“โหดเหี้ยมมากๆ ! ”

“เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ”

“ครั้งนี้ไม่รู้ว่าทางสำนักจะจัดการอย่างไรเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสฮานเองก็ได้บอกเอาไว้แล้วว่าหากสังหารศิษย์ร่วมสำนักอีกต่อให้มีตรามังกรก็ช่วยไม่ได้ ”

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมา

แน่นอนว่าหลินเทียนไม่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ , ตอนนี้เขาได้เดินไปถึงคอกม้าพร้อมๆกับซินเชิงหยุนแล้ว

เมื่อจ้องมองไปยังศพของม้านิลมังกรแล้วหลินเทียนก็ได้แต่เงียบไป

“พี่เขย ข้าจะจัดการให้ทันที ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

ซินเชิงหยุนนั้นรู้จักคนในเมืองหลวงดีดังนั้นหลังจากที่แจ้งออกไปไม่นานก็มีคนรีบตามมาย้ายศพของม้านิลมังกรไปและให้สัญญาว่าจะฝังมันอย่างดี

หลินเทียนได้แต่มองไปทางซินเชิงหยุนพร้อมกับพูดว่า

“ขอบคุณ ”

“พี่เขยไม่ต้องสุภาพก็ได้เพราะว่าพี่สาวได้บอกข้ามาว่าพี่จะเป็นปกป้องข้าที่นี่ หากว่าพี่ต้องการอะไรอีกข้าก็จะทำอย่างเต็มที่ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียนได้ยิ้มตอบและรู้สึกว่าพี่ต้องตระกูลนี้มันน่าสนใจจริงๆ

“หากว่าหลังจากนี้ได้พบกับพี่เจ้าอีกข้าจะขอบคุณนางเอง”

“ไม่เป็นไรหรอก ! ถึงอย่างไรเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียน

“…….”

เขาได้พูดคุยกับซฺนเชิงหยุนเล็กน้อยและมันทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาก

เมื่อยืนอยู่สักพักเขาก็ได้ส่ายศีรษะไปมาพร้อมทั้งเดินกลับไปทางที่พักซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ถึงช่วงเย็นแต่เขาก็ไม่มีอารมณ์จะไปบ่มเพาะพลังแล้ว

ซินเชิงหยุนได้ตามหลังเขาไปด้วยสีหน้าที่เป็นกังวลเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ยังลังเล

“อะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยความลังเลว่า

“ก็พี่เขยฆ่าคนในสำนักและแม้ว่าเจ้านั่นมันจะสมควรตายแต่ทางสำนักก็คง……..”

ซินเชิงหยุนไม่ได้พูดอะไรต่อแต่หลินเทียนก็เข้าใจความหมายของมันดี

“หากว่าถึงตอนนั้นแล้วทำอะไรไม่ได้ข้าก็จะไปจากที่นี่ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ความจริงแล้วเขาไม่ได้กังวลอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนักเพราะแม้ว่าจะไม่มีตรามังกรแต่เขาเป็นสมาชิกของสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมของเมืองหลวงดังนั้นหากว่าหมดหนทางแล้วจริงๆเขาก็จะยกเอาสถานะนี้ขึ้นมาและเชื่อว่าอย่างน้อยๆทางสำนักก็ต้องไว้หน้าเพราะว่าทางสมาคมนั้นเป็นตัวตนที่น่ากลัวมากๆ

“ข้า…..”

ซินเชิงหยุนได้แต่ตกอยู่ในภวังค์

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ข้าไม่ตายง่ายๆหรอกหน่า ”

“นั่นก็จริงนะ ”

ซินเชิงหยุนได้นึกถึงบางสิ่งพร้อมกับพูดออกมาว่า

“เวลาที่พี่สาวของข้าพูดถึงพี่เขยก็มักจะดูเหมือนว่าพี่มีอำนาจมากๆ ข้าเชื่อว่าด้วยสายตาของพี่ข้าแล้วนางต้องไม่มองคนผิดอย่างแน่นอน ”

หลินเทียน

“…….”

เขาได้แต่ยิ้มออกมาพร้อมกับเดินไปทางที่พัก

ซินเชิงหยุนก็ยังคนเดินตามหลังหลินเทียนกลับไปกับเขา

…………

ณ ตอนนี้ที่หน้าทางเข้าสำนักเป่ยหยานมีรถเกี้ยวสีม่วงหยุดนิ่งอยู่

ด้านนอกมันดูหรูหราตกแต่งด้วยทองคำแท้ให้ความรู้สึกสง่าเป็นอย่างมาก

ภายในรถเกี้ยวนั้นมีชายหนุ่มและชายชราเดินออกมาก่อนที่จะยืดเส้นยืดสาย

“สำนักเป่ยหยาน ข้ามาแล้ว ! ”

ชายหนุ่มคนนั้นได้พูดออกมา

ชายชราที่เป็นคนรับใช้เองก็ได้สั่งให้คนนำรถเกี้ยวไปเก็บที่คอกม้าพร้อมทั้งยืนอยู่ข้างๆชายหนุ่มอย่างสงบเสงี่ยม

“เฒ่าหลี่ เจ้าเพื่อนคนนั้นเขามาเข้าเป็นศิษย์ที่นี่จริงๆ ? ”

ชายหนุ่มได้ถามออกมา

“หากว่าข้อมูลที่เราได้มาไม่มีอะไรผิดพลาดน้องชายคนนั้นก็เป็นศิษย์ของที่นี่อย่างแน่นอนขอรับ ”

ชายชราได้พูดออกมา

ชายหนุ่มเองก็ได้แสดงแววตาที่เปล่งประกายออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ไปกันเถอะ ไม่ได้พบกันนานแล้วข้าล่ะคิดถึงเขาจริงๆ ”

……….

ที่พัก , หลินเทียนได้กลับไปถึงที่พักของเขาพร้อมๆกับซินเชิงหยุน

“พี่เขย ตอนนี้ท่านอยู่ในเขตแดนอะไรกัน ? ได้ข่าวมาว่าเซี่ยหวูนั้นอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 แต่ไม่สามารถตอบโต้พี่ได้เลยแม้แต่น้อย หรือว่าท่านอยู่ในระดับ 4 แล้ว ? ”

ซินเชิงหยุนได้ถามออกมา

“อื้ม ”

หลินเทียนได้ตอบกลับ

แม้ว่าซินเชิงหยุนจะเดาเอาไว้ก่อนแล้วแต่หลังจากที่ได้ยินจากปากของหลินเทียนแล้วเขาก็ยังต้องรู้สึกประหลาดใจ

ทันใดนั้นเองที่ท่าทางของเขาก็ได้แสดงสีหน้าที่ตกต่ำออกมา

“เป็นอะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

ซินเชิงหยุนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ความต่างชั้นของคนเรานี่มันต่างกันมากจริงๆ ตอนนี้ข้าเองก็อายุไม่ได้ห่างจากท่านมากแต่กลับอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 เท่านั้นทว่าพี่เขยกลับอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 4 แล้ว นี่มันห่างกันถึง 6 ระดับเลยนะ ”

หลินเทียนได้แต่ชะงักไปก่อนที่จะยิ้มออกมา

“เรื่องการบ่มเพาะนี่ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ให้พูดตามตรงแล้วด้วยอายุ 16 ปีเท่าเจ้าแต่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7นี้ก็แข็งแกร่งมากแล้ว ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้าข้ายังไม่ได้บ่มเพาะด้วยซ้ำ ”

เขาได้พูดออกมา

“จริงๆงั้นรึ ? ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่มีความสุข

“แน่นอนว่าจริงๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

หลังจากที่ได้รับคำชมจากหลินเทียนแล้วซินเชิงหยุนก็มีความสุขอย่างมากแต่หลังจากที่ครุ่นคิดสักพักท่าทางมีความสุขของเขาก็สลายไปทันที

“ท่านพี่ ท่านนี่มันทำร้ายจิตใจข้าจริงๆ แสดงว่าท่านนี่ตัดผ่านมาถึงระดับนี้ได้ภายในไม่กี่เดือนนี่มันทำร้ายจิตใจข้าชัดๆ ! ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาและไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับอย่างไรดี

“ปึ้ก ! ”

เสียงเคาะประตูได้ดังขึ้น

ซินเชิงหยุนได้กระโดดขึ้นมาพร้อมทั้งพูดว่า

“เป็นคนของสำนัก ? ท่านจะทำอย่างไรดี ? ”

“ไม่เป็นไรหรอก ”

หลินเทียนได้บอกให้เขาไม่ต้องกระวนกระวายก่อนที่จะเดินไปที่ประตู

หลังจากที่เห็นคนที่อยู่ด้านนอกแล้วท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

“เฮ้เพื่อน เราพบกันอีกแล้วนะ ! ”

ชายหนุ่มชุดจีนและชายชราที่อยู่ด้านนอกได้เดินเข้ามาทักทายกับเขา

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจว่า

“เจ้าเอง ! เจ้ามาเข้าเป็นศิษย์สำนักนี่ด้วยงั้นรึ ? ”

ชายชราและชายหนุ่มคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นซึ่งพวกเขาก็คือคนรู้จักของหลินเทียนสมัยตอนที่เขาฝึกทักษะกระบี่สายฟ้ามรกตและบังเอิญไปช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้และหลังจากนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขาเพื่อถูกตระกูลโม่ไล่ล่า

จูยี่ได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า

“อื้ม ใช่แล้ว ”

ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาได้เอารถเกี้ยวไปเก็บที่คอกม้านั้นก็ได้สอบถามเกี่ยวกับที่อยู่ของหลินเทียน

“แล้วนี่น้องชายจะไม่ให้เราเข้าไปหน่อยรึ ? ”

ชายชราได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้แต่ชะงักไปพร้อมกับเปิดประตูแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า

“ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ข้าตกตะลึงจนลืมตัวไปหน่อย ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เชิญทั้ง 2 คนเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลง

“ท่านพี่เขย ไม่ใช่คนของทางสำนัก ? ”

ซินเชิงหยุนได้เดินออกมาจากด้านในและหลังจากที่สายตาของเขาตกไปที่ร่างของชายหนุ่มชุดจีนนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมากพลางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า

“จะ จะ จะ………. องค์ชายที่ 9 ! ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของหลินเทียนก็เปลี่ยนไปทันที

“องค์ชาย 9 ? ”

เขาได้มองไปทางซินเชิงหยุนก่อนที่จะหันกลับไปมองที่ชายหนุ่ม

ซินเชิงหยุนได้แต่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบว่า

“ท่านไม่รู้ถึงสถานะขององค์ชายคนเล็กสุดงั้นรึ ? ”

หลินเทียนได้แต่ผงะไปเพราะเขาไม่รู้จริงๆและตอนนี้เองที่เจาตระหนักได้ถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเดินออกจากป่าทมิฬไปพร้อมๆกับคนของจูยี่ซึ่งหลังจากที่ได้หยิบเอาตราออกมาแล้วก็ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่ทั้งหลายแสดงสีหน้าที่เคารพออกมาทันที ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่ามันเรื่องอะไรกันแน่

“เป็นองค์ชายจริงๆ ? ”

หลินเทียนได้มองไปทางจูยี่

จูยี่ได้พยักหน้าพร้อมกับตอบกลับอย่างอึดอัดว่า

“ก่อนหน้านี้ต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ปิดบังตัวตนไป ข้าไม่ได้จงใจทำแบบนั้น ”

“ไม่เป็นไรหรอก ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“แล้วข้าจำเป็นต้องทำความเคารพเจ้าด้วยไหม ? ”

จูยี่ได้ชะงักไปก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เฮ้เพื่อน พูดเหมือนคนอื่นคนไกลไปได้ ก่อนหน้านี้เราอยู่ด้วยกันอย่างไรก็อยู่อย่างนั้นแหละ ชื่อองค์ชายมันก็เป็นเพียงสถานะเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ”

“งั้นก็เอาตามนั้นแหละ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มเพราะว่าให้พูดตามความจริงแล้วหากจะให้เขาทำความเคารพจูยี่นี่มันก็รู้สึกอึดอัดแปลกๆ

ซินเชิงหยุนได้เดินเข้ามาพร้อมกับพูดว่า

“องค์เหนือหัวที่ 9 นี่คือพี่เขยของข้า ”

“พี่เขย ? ”จูยี่ได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาพร้อมกับพูดว่า

“แล้วพี่สาวเจ้าไปแต่งงานตอนไหนกัน ? ”

เมื่อพูดจบแล้วเขาก็ได้หันมายกนิ้วให้กับหลินเทียนพลางพูดว่า

“เจ้านี่สุดยอดไปเลยนะที่สามารถกำราบหญิงอารมณ์ร้ายตระกูลซินได้ นี่มันไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะทำได้เลยนะ ! อย่างไรก็ตามเจ้าไปแต่งกันตอนไหน ? ข้าไม่เห็นได้ยินข่าวเลย ”

ในเมืองหลวงนี้มีตระกูลผู้บ่มเพาะอยู่ 3 ตระกูลซึ่งแยกออกเป็นตระกูลต๊วน ตระกูลเจียงและตระกูลเหล็งและรองลงมาจากตระกูลเหล่านี้ก็คือตระกูลพ่อค้าอย่างตระกูลซินซึ่งมีข่าวลือว่าตระกูลซินนี้ร่ำรวยอย่างมากซึ่งจูยี่ที่เป็นองค์ชายเองก็รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดีถึงได้รู้จักสองพี่น้องตระกูลซิน

หลินเทียนได้กวาดตามองไปทางซินเชิงหยุนพร้อมกับพูดว่า

“เปล่าๆๆๆ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด”

จูยี่ได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาก่อนที่จะมองไปทางซินเชิงหยุน

“ตอนนี้ยังไม่แต่งแต่หลังจากนี้แต่งแน่นอน ! ”

ซินเชิงหยุนได้ตบหน้าอกของเขา

หลินเทียน

“……..”

ณ ตอนนี้หลินเทียนก็ได้อธิบายเรื่องราวของเขาและซินเหยาให้จูยี่ฟังแบบคร่าวๆ

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ”

จูยี่ได้ทำความเข้าใจก่อนที่จะมองไปทางหลินเทียนแล้วพูดว่า

“อ่อใช่ ก่อนที่จะมาถึงข้าได้ยินมาว่าเจ้าฆ่านายน้อยตระกูลเหล็งไปตอนทดสอบ ? และไม่นานมานี้ตอนที่ข้าถามที่อยู่เจ้าก็ได้ยินมาด้วยว่าเจ้าเพิ่งฆ่าศิษย์สำนักไปอีกคนด้วย ? ”