0 Views

หลินเทียนได้มองตามเสียงไปก่อนที่จะพบกับชายหนุ่มชุดม่วง , เซี่ยหวู

“มีอะไร ? ”

เขาได้ถามออกไปด้วยท่าทางไม่แยแส

เซี่ยหวูได้แสยะออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ไม่คิดเลยนะว่าเจ้าจะเป็นศิษย์ใหม่ของสำนักนี้ด้วย ”

หลินเทียนได้หรี่ตาลงพร้อมกับตอบว่า

“นี่เรียกข้าเพราะเรื่องแค่นี้ ? ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ส่ายศีรษะพร้อมกับเดินจากไปกับซินเชิงหยุน

“หยุด ! ”

เซี่ยหวูได้ตะโกนออกมา

ที่นี่นั้นเป็นลายฝึกดังนั้นศิษย์หลายๆคนถึงได้จับจ้องไปทางพวกเขา

หลินเทียนและเซี่ยหวูนั้นเป็นศิษย์ใหม่ไฟแรงผู้โด่งดัง

หลินเทียนเองก็ไม่อยากจะตอบสนองอะไรแต่ซินเชิงหยุนได้ตอบโต้กลับไปว่า

“ไอ้หัวหอมกล้าดียังไง ! ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้มองไปยังหลินเทียนพร้อมกับพูดว่า

“นี่พี่เขย เขาเป็นคนรู้จักของพี่ ? ”

“อื้ม ก่อนหน้านี้มีปากเสียงกันนิดหน่อย ”

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาแห้งๆ

“อื้ม ? มีปากเสียงกันนิดหน่อย ? ทำไมดูท่าทางเขาเกลียดท่านจัง ? ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

“หากว่าข้าไม่รู้จักพี่สาวเจ้าแล้วข้าเตะเจ้าออกนอกร้านอาหารเจ้าจะเกลียดข้าไหม ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซินเชิงหยุนได้แต่ชะงักไปก่อนที่จะยกนิ้วแล้วพูดว่า

“พี่เขย ท่านนี่สุดยอดไปเลย ! ”

พวกเขาสนทนากันโดยไม่สนใจคนรอบข้างแม้แต่น้อยดังนั้นทำให้ใบหน้าของเซี่ยหวูเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธโดยทันทีเพราะว่าเรื่องในวันนั้นมันทำลายชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างมากแถมในตอนนี้ศิษย์ทั้งหลายเองก็ยังจับจ้องมาที่เขา

“เป็นอย่างงี้นี่เอง ! ”

“สมแล้วที่เป็นคนกล้าสังหารเหล็งอี้ทง ไม่คิดเลยว่าตอนที่เพิ่งเข้ามาเมืองหลวงก็เตะนายน้อยตระกูลเซี่ยไปแล้ว ”

“สุดยอดไปเลย ! ”

หลายๆคนที่อยู่รอบข้างได้พูดออกมา

เซี่ยหวูรู้สึกได้เพียงแค่ว่าใบหน้าของตัวเองกำลังร้อนผ่าวด้วยความโกรธ เขาได้หยิบเอากระบี่ชี้ไปทางหลินเทียนพร้อมกับพูดว่า

“หากว่าในวันนั้นเจ้าไม่ได้โจมตีทีเผลอก็อย่าหวังเลยว่าข้าจะแพ้เจ้า ! เรื่องพละกำลังนั้นเจ้าด้อยกว่าข้า ! ”

“แล้วไง ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส

เซี่ยหวูได้พูดต่อด้วยท่าทางเย็นชาว่า

“กล้าประลองเป็นตายกันไหม ! ”

วันที่หลินเทียนเตะเขาออกนอกร้านอาหารนั้นทำให้เขาเกลียดชังเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าหลินเทียน !

วิ้ส !

เมื่อได้ยินคำว่าประลองเป็นตายนั้นศิษย์ทั้งหลายโดยรอบต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นการฆ่ากันระหว่างดาวรุ่งศิษย์ใหม่

“น่าเบื่อ ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดกับซินเชิงหยุนแล้วเดินออกไปทางนอกสำนัก

“เจ้าไม่กล้า ? ! ”

เซี่ยหวูได้แสยะออกมาพร้อมกับชี้กระบี่ไปทางหลินเทียน

“มันเป็นเพราะเจ้าไม่คู่ควรต่างหาก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยท่าทางไม่แยแสเช่นเคย

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ไม่สนใจใครพร้อมทั้งเดินออกไปด้านนอกสำนักโดยทันทีโดยที่ทิ้งเซี่ยหวูให้ยืนหน้าซีดอยู่กับที่ด้วยสีหน้าที่ดุร้าย

…….

หลินเทียนและซินเชิงหยุนได้เดินออกไปด้านนอกสำนักด้วยกัน

“นี่พี่เขย ทำไมตอนเข้าเมืองมาพี่ถึงได้เตะเจ้านั่นล่ะ ? ”

ซฺนเชิงหยุนได้ถามออกมา

“มันเป็นเพราะว่าเขาอยากจะแย่งห้องนอนของข้า ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซินเชิงหยุนถึงกับผงะไปพร้อมกับพูดว่า

“ห้องนอนก็เหมือนกับสตรี ไอ้ระยำนั่นกล้าที่จะแย่งห้องนอนพี่ ? รนหาที่ตายชัดๆ ! ”

หลินเทียน

“…….”

หลักการแบบนี้มันมาจากไหนกัน ?!

เมืองหลวงนั้นหรูหราเป็นอย่างมากขณะที่ซินเชิงหยุนได้บอกเขาว่าต้องการจะชวนเขาไปทานอาหารเย็นด้วยแต่น่าเสียดายที่หลินเทียนได้ปฏิเสธไป

“พี่เขย ทำไมยังไม่ถึงห้องพี่อีก ? อีกไกลแค่ไหนเนี่ย ? ”

หลังจากที่เดินมาได้ 2 ชั่วโมงซินเชิงหยุนก็ได้บ่นออกมาขณะที่รู้สึกปวดเท้า

“ไม่น่าพามาด้วยเลย ”

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไปทันทีก่อนที่จะพูดต่อว่า

“เอาล่ะ อย่าเรียกข้าว่าพี่เขยด้วย !”

“ได้ พี่เขย !”

ซินเชิงหยุนได้พยักหน้าตอบ

หลินเทียนถึงกับหน้างิ้วและอยากจะตบเจ้านี่สักที

หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ได้ไปถึงร้านอาหารกันและหลังจากที่เดินไปถึงหลังร้านแล้วก็พบกับม้านิลมังกรที่รีบเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น

หลินเทียนได้เดินเข้าไปลูบหัวมัน

หลังจากที่เห็นว่ามันดูแข็งแรงขึ้นมากนั้นเขาก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

“สัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลาย ? พี่เขยนี่สุดยอดไปเลยที่เอามันมาเป็นสัตว์ขี่ได้ ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

“เพื่อนให้มาน่ะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่จ่ายเงินแล้วเขาก็ได้นำม้านิลมังกรเดินกลับไปทางเก่า

ระหว่างทางนั้นมีหลายคนที่จ้องหยุดมองม้านิลมังกรของเขาเพราะต้องรู้ก่อนนะว่ามันเป็นถึงสัตว์อสูรระดับ 3 ตอนปลายซึ่งมีระดับพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ที่คนธรรมดาๆไม่สามารถกำราบมันได้ การที่จะขี่มันได้นั้นก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าของต้องแข็งแกร่งมากๆ

“พี่เขย ใหห้ข้าขี่หน่อยได้ไหม ? ”

ซฺนเชิงหยุนได้พูดออกมาด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

“ได้”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ในเมื่อเป็นน้องชายของซินเหยาดังนั้นเขาจะขี้เหนียวไม่ได้

ซินเชิงหยุนได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาก่อนที่จะรีบวิ่งไปหาม้านิลมังกรแล้วกระโดดขึ้นไปขี่ ในขณะที่กำลังจะถึงนั้นม้านิลมังกรได้โกรธจัดพร้อมทั้งส่งเสียงคำรามออกมาแล้วเหวี่ยงร่างเขาออกไป

โครม ! ซินเชิงหยุนได้ตกลงมากระแทกกับพื้นพร้อมโอดครวญออกมา

“พี่เขย……….. มัน”

ซินเชิงหยุนได้ชี้ไปทางม้านิลมังกรด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้าน

หลินเทียนได้มองไปหามันพร้อมกับหัวเราะออกมาเพราะว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถขี่มันได้

“เจ้าหนูของข้า ”

หลินเทียนได้ลูบมันเพราะเขาโปรดปรานมันมากๆ

ซินเชิงหยุนได้แต่จ้องมองไปที่มันและส่ายศีรษะด้วยท่าทางที่หมดหนทาง

พวกเขาได้เดินด้วยกันจนไปถึงที่สำนักซึ่งตลอดทางซินเชิงหยุนนั้นพูดไม่หยุดแม้แต่น้อย

“อ่อใช่ พี่เขยช่วงนี้ทางสำนักจะครึกครื้นกว่าปกติเพราะว่าการประลองจะมีมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นได้ยินว่ามีเจ้าชายมาเข้าเป็นศิษย์สำนักด้วย”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับถามว่า

“นี่เจ้าชายก็มาฝึกฝนด้วย ? ”

จากความรู้ของเขาคือทางราชวงเองก็มีผู้เชี่ยวชาญอยู่มากมายที่คอยฝึกสอนบรรดาเจ้าชายได้

“แน่นอนว่าปกติมันไม่ต้องแต่ใครจะไปรู้ใจของเจ้าชายกันล่ะ ? บางทีอาจจะคิดว่าบ่มเพาะอยู่ในราชวังมันน่าเบื่อถึงได้ออกมาเล่นที่โลกภายนอก ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียนเองก็ได้พยักหน้าด้วยท่าทางที่ไม่มีความสนใจเลย

ไม่นานพวกเขาก็ได้กลับไปสู่สำนักอีกครั้ง

ที่นี่เต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์มากมายดังนั้นไม่ใช่เพียงเขาคนเดียวที่มีสัตว์ขี่จึงมีคอกสำหรับพวกมันไว้อยู่แล้ว หลังจากที่นำม้านิลมังกรไปเก็บและลูบมันแล้วเขาก็ได้จากไป , ตอนที่อยู่ในป่านั้นเขาได้บรรลุทั้ง 60% ของทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตแล้วและตอนนี้ถึงได้เตรียมตัวไปที่ตำหนักตำราเพื่อที่จะเลือกทักษะใหม่ เพราะถึงอย่างไรก็ตามการมีทักษะมากก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร

“เจ้าจะไปไหนต่อ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“พี่เขยไปไหนข้าก็ไปที่นั่นแหละ ! ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไปทันทีเพราะว่าเจ้านี่มันพยายามจะเกาะติดเขาตลอดเวลา !

สำหนักแห่งนี้กว้างมากๆแต่ตอนนี้เขาก็คุ้นเคยกับมันมากขึ้นแล้ว หลังจากนั้นไม่นานก็ไปถึงที่หน้าตำหนักตำราและหากกวาดตามองไปรอบๆแล้วจะพบว่ามันมีอยู่ทั้งหมด 4 ชั้นที่มองดูแล้วให้ความรู้สึกน่าเกรงขามมากๆ

เมื่อเดินเข้าไปแล้วหลินเทียนและซินเชิงหยุนก็ได้ส่งตราประจำตัวให้กับผู้ดูแลก่อนที่จะได้รับคำตอบกลับมาว่า

“ไปที่ชั้น 2 แล้วอยากจะเลือกทักษะและเคล็ดวิชาบ่มเพาะอะไรก็ได้ ระยะเวลาจำกัด 2 ชั่วโมง”

ตอนนี้ตราประจำตัวของทางสำนักได้ทำการปรับเปลี่ยนแล้ว ตอนนี้หากผู้ดูแลถ่ายเทพลังฉีลงไปก็จะสามารถรู้ข้อมูลทั้งหมดได้ทันที

หลินเทียนได้รับตรากลับมาพร้อมทั้งเดินขึ้นไปที่ชั้น 2

“พี่เขยรอข้าด้วย ! ”

ซินเชิงหยุนได้พูดออกมา

เมื่อพวกเขาได้ไปถึงชั้น 2 แล้วพบกับตำราเคล็ดวิชาบ่มเพาะและทักษะมากมายนั้นก็เริ่มที่จะหยิบขึ้นมาศึกษา

“เคล็ดวิชาหยางบริสุทธิ์ ”

“เคล็ดวิชาเทียนฉุย ”

“เคล็ดวิชาเยือกแข็ง ”

หลินเทียนได้กวาดตามองเคล็ดวิชาบ่มเบาะก่อนที่จะพบว่าสำนักจิ่วหยางไม่สามารถเทียบกับที่นี่ได้แม้แต่น้อย แน่นอนว่าเคล็ดวิชาบ่มเพาะของที่นี่ก็ยังไม่สามารถเทียบกับเคล็ดวิชาซือจี่ของเขาได้อยู่ดี

หลังจากที่เดินผ่านส่วนของเคล็ดวิชาบ่มเพาะมาแล้วเขาก็ได้เดินไปถึงตำราทักษะ

“9 นิ้วหยิน !”

“กระบี่เพลิงสีคราม !”

“หมัดหลัวลี่ !”

หลินเทียนได้เดินผ่านตำราทักษะหลายเล่มก่อนที่จะส่ายศีรษะไปมา

เขามีทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตอยู่ซึ่งมันแข็งแกร่งมากๆ เพียงแค่ 60% ในตอนนี้ก็เทียบเท่ากับทักษะระดับสูงเขตแดนชีพจรเทวะแล้วดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องฝึกทักษะเพลงกระบี่อีกสักระยะ ครั้งนี้ที่เขามาก็อยากจะหาทักษะการโจมตีที่รุนแรงอย่างฉับพลังเหมือนกระบี่สายฟ้าแต่ระดับความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่าทักษะระดับกลางเขตแดนหล่อหลอมร่างกายเท่านั้นดังนั้นเขาถึงอยากจะได้ทักษะรุนแรงอย่างเฉียบพลันทักษะใหม่

“ทลายฟากฟ้า ! ”

“ธนูเปลวเพลิง ! ”

เขาได้กวาดตามองไปรอบๆก่อนที่จะส่ายศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลังจากนั้นสายตาของเขาก็จดจ่ออยู่ที่ทักษะหมัดที่ชื่อว่า หมัดสังหาร !

“หมัดสังหาร , ทักษะระดับสูงเขตแดนชีพจรเทวะ มีเพียงกระบวนท่าด้วยคือการรวมพลังไปที่กำปั้นซึ่งทักษะนี้จะเผาผลาญพลังฉีเป็นอย่างมากแถมยังเป็นเรื่องยากที่จะสำเร็จ ผู้ฝึกจำเป็นต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งไม่งั้นก็จะไม่สามารถต้านทานพลังของมันได้ ”

หลินเทียนได้กวาดสายตาอ่านบทแนะนำพร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกายอย่างฉับพลัน ดูเหมือนว่าทักษะนี้จะดีมากๆ

หลังจากที่คิดแล้วเขาก็เลือกทักษะนี้โดยทันที !

“เลือกแล้ว ? ”

หลังจากที่ได้ทักษะแล้วเขาก็ถามออกไป

“ใช่ ”

ซินเชิงหยุนได้ตอบกลับ

หลินเทียนได้หันไปมองพร้อมกับพบว่าอีกฝ่ายได้เลือกเคล็ดวิชาบ่มเพาะหยางบริสุทธิ์และทักษะการเคลื่อนไหวที่ชื่อว่าทักษะร้อยมายา

“ดีมาก เคล็ดวิชาหยางบริสุทธิ์จะช่วยทำให้พลังฉีของเจ้าบริสุทธิ์ขึ้นส่วนทักษะร้อยมายาก็จะช่วยเพิ่มความเร็วให้กับเจ้าและหลังจากที่ตัดผ่านเขตแดนชีพจรเทวะก็ค่อยเลือกทักษะเพลงกระบี่ต่อ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ซินเชิงหยุนได้แสดงสีหน้าที่พึงพอใจออกมาพร้อมกับพูดว่า

“นี่พี่เขย ท่านคิดว่าข้าฉลาดมากใช่ไหมล่ะ ? ”

หลินเทียนได้แต่กรอกตา

หลังจากที่เดินกลับลงมาแล้วเขาก็ได้ส่งตราประจำตัวให้ทางผู้ดูแลบันทึกข้อมูลลงไปแล้วเดินออกไปทันที

“พี่เขยจะไปที่ไหนต่อ ? ”

ซินเชิงหยุนได้ถามออกมา

“จะที่ไหนได้อีกล่ะ บ่มเพาะสิ ”

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไปทันที