0 Views

สำหรับเรื่องของป่าพิษนั้นบรรดาศิษย์เก่าและผู้อาวุโสรู้จักกันเป็นอย่างดีซึ่งในสถานที่แห่งนั้นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนผู้รอบรู้ยังไม่กล้าเข้าไปด้วยซ้ำแต่ไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มคนนี้กลับรอดออกมาได้ นี่มันทำให้พวกเขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก

หลินเทียนได้ต้องมองไปทางเหล็งเฟิงด้วยสายตาที่เย็นชา

“ปล่อยเขาซะ ”

เหล็งเฟิงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ไม่คิดจะแย้งหน่อย ? ”

หลินเทียนได้ยั่วยุออกมา

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วผู้คนทั้งหลายก็ล้วนมองไปทางเหล็งเฟิงแต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พูดอะไออกมาแม้แต่น้อย

“ปล่อยเขาซะ ! ”

เขายังคงพูดประโยคเดิมอีกครั้ง

เหล็งเฟิงเริ่มเดินเข้าใกล้หลินเทียน

“อย่าขยับ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดุร้าย

แกร๊ง ! กระบี่ได้ปรากฏขึ้นในมือของเขาก่อนที่จะกดไปที่ลำคอของเหล็งอี้ทง

เหล็งเฟิงได้หยุดเท้าลงพร้อมกับกำหมัดแน่นพลางจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าที่เย็นชา

“เจ้าจะทำอะไร ! ”

เหล็งเฟิงได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ตอนนี้เหล็งอี้ทงนั้นอยู่ใต้เท้าของหลินเทียนและแม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าหลินเทียนมากแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือช่วยน้องชายก่อนแล้วค่อยจัดการกับหลินเทียนทีหลัง

“พวกเจ้าไล่ฆ่าข้าแถมยังต้อนข้าจนต้องเข้าไปในป่าพิษดังนั้นคิดว่าข้าจะทำอะไร ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วผู้ชมทั้งหลายล้วนแต่สูดหายใจเข้าลึกไปตามๆกัน

ณ ตอนนี้พวกเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของหลินเทียนได้อย่างชัดเจน

“เจ้ากล้างั้นรึ ! ”

นัยน์ตาของเหล็งเฟิงได้เปลี่ยนเป็นเย็นชาก่อนที่จะแผดจิตสังหารออกมา

“แล้วทำไมข้าถึงไม่กล้า ? ”

หลินเทียนได้แสยะกลับไป

กระบี่ในมือของเขาได้กดลงมากกว่าเก่าก่อนที่จะมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย

เหล็งอี้ทงที่อยู่ภายใต้เท้าลองหลินเทียนแถมคอยังถูกจ่อไว้ด้วยกระบี่จนเลือดซิบออกมาก็ได้คำรามออกมาว่า

“หยุด ! แม้ว่าในสำนักจะไม่ห้ามการทำร้ายกันแต่ก็ห้ามสังหารศิษย์ร่วมสำนัก หากว่าเจ้าสังหารข้าเจ้าก็จะได้ตายเหมือนกัน สำนักเป่ยหยานไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ !”

หลินเทียนได้แต่จ้องมองไปทางเหล็งอี้ทงพร้อมกับยกเท้ากระทืบซ้ำลงไปอย่างจัง

เสียงกระดูกแตกหักได้ถูกส่งออกมาอีกครั้งก่อนที่เหล็งอี้ทงจะส่งเสียงร้องออกมา

“ใครอนุญาตให้เจ้าพูดกัน ? ”

เขาได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

การกระทืบของเขาไม่ได้ยั้งมือแม้แต่น้อย เขาได้กระทืบไปที่ซี่โครงของเหล็งอี้ทงจนทำให้อีกฝ่ายได้แต่โอดครวญออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“นี่……”

“กระทืบนายน้อยตระกูลเหล็ง นี่มันบ้าไปแล้ว ! ”

“โหดจริงๆ ! บ้าสุดๆ ! ”

ผู้ชมทั้งหลายได้แต่สูดหายใจเข้าลึก

แต่ตระกูลเหล็งนั้นเป็น 1 ใน 3 ตระกูลผู้บ่มเพาะของเมืองนี้ซึ่งมีอำนาจอย่างมากและเหล็งเฟิงเองก็เป็นถึงอันดับที่ 7 ในตารางสายลมและหมู่เมฆแต่ตอนนี้กลับมีชายหนุ่มกล้ากระทืบน้องชายเขาต่อหน้าโดยที่ไม่สนใจสิ่งเหล่านี้แม้แต่น้อย

“แกร๊ง ! ”

กระบี่ได้ปรากฏขึ้นในมือของเหล็งเฟิงพร้อมกับจิตสังหารที่พวยพุ่งออกมา

“ปล่อยเขาซะ ! ”

เมื่อจ้องมองไปทางหลินเทียนแล้วน้ำเสียงที่เขาส่งออกมายิ่งเย็นยะเยือกกว่าเก่า

“อาวุธสมบัติระดับต่ำ กระบี่สังเวย ”

“เป็นอาวุธประจำกายของเหล็งเฟิงซึ่งได้ข่าวว่ามันสังหารสัตว์อสูรระดับ 6 มาแล้ว ”

“แข็งแกร่งมากๆ ”

ผู้คนต่างพากันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นออกมา

อาวุธสมบัติในมือของเหล็งเฟิงนั้นแข็งแกร่งมากๆซึ่งมันจะเสริมพลังทำลายของผู้ใช้กว่า 40%และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนได้แต่อิจฉา

หลินเทียนได้จ้องมองไปทางเขาพร้อมกับยิ้มออกมาด้วยท่าทางไม่สนใจ

“ไสหัวออกไปไกลๆ ”

กระบี่ในมือของเขาได้กดลงมากกว่าเก่า

“นี่จะฆ่าจริงๆงั้นนึ ? ”

“ผู้อาวุโสก็อยู่ที่นี่ ทำไมถึงได้อวดดีขนาดนี้ ? ”

“แม่เจ้า เจ้านี่มันบ้าไปแล้ว ! ”

หลายๆคนได้แต่แสดงสีหน้าที่หวาดหวั่นออกมา

แน่นอนว่ามีหลายคนที่แสดงสีหน้าที่ตื่นเต้นออกมาเช่นกัน

สีหน้าของเหล็งเฟิงนั้นเย็นชายิ่งกว่าเก่าขณะที่ยังคงปลดปล่อยจิตสังหารที่เข้มข้นกว่าเดิมออกมา

“พอได้แล้ว ปล่อยเขาซะ ”

“เจ้าเองก็ให้บทเรียนเขาไปแล้ว นี่ก็น่าจะพอแล้ว ”

ฮานเฮอและหลุยหลานได้พูดออกมา

พวกเขาเดาได้ทันทีว่าสิ่งที่หลินเทียนพูดนั้นล้วนเป็นความจริงซึ่งแม้จะเป็นแบบนั้นเขาก็ไม่สามารถปล่อยให้หลินเทียนสังหารเหล็งอี้ทงได้เพราะถึงอย่างไรก็ตามสถานะของเหล็งเฟิงนั้นไม่ธรรมดาๆแถมวันนี้ยังเป็นการประลองศิษย์ใหม่ด้วย

“ได้ยินแล้วหนิ ! ปล่อยข้าซะ ! ”

เหล็งอี้ทงได้คำรามออกมา

หลินเทียนได้กวาดตามองไปทางเขาพร้อมกับยกเท้ากระทืบซ้ำลงไปอย่างทารุณ

เหล็งอี้ทงได้โห่ร้องออกมาอย่างน่าสังเวช

“อวดดีนักนะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย

เหล็งเฟิงเองก็ได้แต่กำกระบี่ในมืออย่างแน่นพร้อมทั้งจ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่โหดเหี้ยม

ฮานเฮอและหลุยหลานที่อยู่อีกฝั่งนึงเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที

“ไอ้หนู ! ปล่อยเขาซะ ตอนนี้เจ้าเองก็ไม่เป็นอะไรดังนั้นให้บทเรียนเขาก็พอแล้ว ! ”

ฮานเฮอได้พูดออกมา

หลินเทียนได้หันหน้ากลับไปมองเขาก่อนที่จะส่ายศีรษะ

“พอแล้ว ? ”

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“มันเป็นเพราะว่ามันสังหารข้าไม่ได้ข้าถึงต้องปล่อยมันไป ? หากว่าเป็นแบบนั้นข้าอยากจะฆ่าใครก็ได้สินะเพราะว่าหากฆ่าไม่ตายอีกฝ่ายก็ต้องปล่อยข้าไปอยู่ดี ท่านผู้อาวุโสหมายความว่าแบบนั้น ? ”

“เจ้า..”

ฮานเฮอได้แต่มีท่าทางตกต่ำลงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเถียงอะไรกลับไป

หลุยหลานที่อยู่ข้างๆเองก็ได้พูดออกมาว่า

“หากว่าเจ้าสังหารเขาก็ไม่พ้นโทษของสำนักอยู่ดี หลังจากนั้นเจ้าก็ต้องตายดังนั้นข้าแนะนำว่าอย่าทำอะไรเกินเลย คิดสักนิด ”

“คิด ? ไม่จำเป็น เรื่องนี้ไม่ต้องคิดเลยด้วยซ้ำ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่แยแส

หลังจากนั้นกระบี่ในมือของเขาก็ได้สะท้อนแสงออกมา

หากว่าเขาเพิ่มแรงอีกนิดก็จะทะลุลำคอของเหล็งอี้ทงโดยทันที

“เจ้า….หยุดนะ ! หยุด ! ไม่ได้ยินที่ผู้อาวุโสพูดหรือไง ! หากว่าสังหารข้า….. เจ้าก็ต้องตายเหมือนกัน ! ”

เหล็งอี้ทงได้โห่ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาของหลินเทียนนั้นตอนนี้เขารู้สึกเพียงแค่ความหวาดกลัว

เหล็งเฟิงที่อยู่ห่างออกไปเองก็ได้พูดออกมาว่า

“หากเจ้ากล้าสังหารเขาข้าบอกได้เลยว่าวันนี้เจ้าไม่ได้มีชีวิตต่อไปแน่ ”

“หยุด !”

ฮานเฮอได้คำรามออกมา

หลินเทียนได้กวาดตามองไปยังคนอื่นๆด้วยรอยยิ้มจางๆก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายเย็นชาแล้วเพิ่มแรงลงไป

“พุฟฟฟ ! ”

เลือดได้ทะลักออกมาจากลำคอของเหล็งอี้ทงก่อนที่จะตกตายลงในทันที

บรรยากาศโดยรอบได้เงียบสงัดในพริบตา

และตอนนี้เองที่ผู้คนสามารถได้ยินเสียงเข็มหล่นลงพื้นได้อย่างชัดเจน

“นี่……ฆ่าจริงๆด้วย !”

“บ้าไปแล้ว !”

“โหดจริงๆ !”

หลายๆคนได้แต่พึมพำออกมา

“ระยำ !”

“โอหัง !”

ฮานเฮอและหลุยหลานได้แสดงสีหน้าที่หม่นหมองออกมาทันที

นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าลงมือสังหารศิษย์ร่วมสำนักในการประลองต่อหน้าทุกคน !

จิตสังหารของเหล็งเฟิงได้พวยพุ่งออกมาพร้อมทั้งก้าวเท้าเข้าไปหาหลินเทียนก่อนที่จะฟาดฟันออกไป

“เหล็งเฟิง ถอยกลับมานี่ ! ”

ฮานเฮอได้กระโดดขึ้นไปบนเวทีก่อนที่จะเดินไปทางหลินเทียนแล้วพูดว่า

“ไม่ว่าจะถูกหรือผิดแต่เจ้าก็ไม่สามารถสังหารศิษย์ร่วมสำนักในสำนักได้ เราได้เตือนเจ้าแล้วแต่น่าเสียดายที่เจ้าไม่ฟัง ”

“จบแล้ว”

“เจ้านี่มีความกล้าบ้าบิ่นดีจริงๆแต่น่าเสียดายที่มันเกินไป ”

“เห้อ ”

หลายๆคนได้แต่ส่ายศีรษะไปตามๆกัน

ฮานเฮอได้เดินเข้าไปทางหลินเทียนอย่างช้าๆ

“หยุด ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างไม่แยแส

หลังจากนั้นตราสลักลวดลายมังกรก็ปรากฏออกมาในมือของเขา

ตรานี้สลักลายมังกร 9 ตัวที่ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามอย่างมาก

ฮานเฮอได้หยุดเท้าลงพร้อมกับพูดด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปว่า

“ตรามังกร ? ”

ไม่เพียงแค่ฮานเฮอเท่านั้นแต่หลุยหลานเองก็มีท่าทางเปลี่ยนไปเช่นกัน พวกเขาไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มคนนี้จะมีของแบบนี้

ผู้ชมโดยรอบเองก็ต่างผงะไป

“เจ้าหนุ่มนี่มีใครหนุนหลังอยู่กันนะ ”

“ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นพวกตัวเปล่านะ ”

มีศิษย์เก่าหลายคนในสำนักที่ตระหนักถึงอำนาจของตราในมือของหลินเทียนดี

ณ ตอนนี้บรรยากาศได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง

หลินเทียนได้มองไปทางฮานเฮอและหลุยหลานด้วยสีหน้าที่ราบเรียบพลางพูดออกมาว่า

“รู้ใช่ไหมว่านี่คืออะไร ? ”

มันเป็นตราที่ที่รองเจ้าสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมได้ให้เขาไว้ซึ่งสามารถพ้นโทษทุกอย่างภายในสำนักได้หนึ่งครั้งดังนั้นสรุปแล้วมันเป็นของที่มีประโยชน์มากๆ

ท่าทางของฮานเฮอและหลุยหลานได้ตกต่ำลงอย่างมาก

แกร๊ง ! เสียงกระบี่คำรามได้ดังขึ้น

เหล็งเฟิงที่กำลังถือกระบี่อยู่เองก็ได้เดินเข้าไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่น่ากลัว น้องชายถูกสังหารต่อหน้าต่อตาแล้วจะให้เขาทนได้อย่างไรกัน ?

“นี่…..”

เมื่อจ้องมองไปทางเหล็งเฟิงแล้วผู้ชมทั้งหลายล้วนแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

หลินเทียนได้มองไปทางเขาพร้อมกับพูดออกมาว่า

“สมแล้วที่เป็นถึงนายน้อยตระกูลเหล็งที่อยู่ในอันดับ 7 ของตารางสายลมและหมู่เมฆถึงได้สามารถเอาผู้เชี่ยวชาญตระกูลตัวเองไปลอบสังหารข้าในการทดสอบแล้วตอนนี้ยังไม่เห็นตรามังกรอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ สุดยอดไปเลย ! สุดยอดมากๆ ! อีกไม่กี่ปีเจ้าคงได้เป็นผู้ครองจักรวรรดินี้แล้วสินะ ”

คำพูดเหล่านี้มันทำให้ท่าทางของผู้คนเปลี่ยนไปทันที

มันเป็นคำพูดทิ่มแทงจิตใจอย่างมาก

ณ ตอนนี้ชายวัยกลางคนๆหนึ่งได้รีบวิ่งมาที่นี่

ชายคนนั้นคืออาจารย์ของสำนักนี้ที่ชื่อว่าซูโจวซึ่งเป็นคนที่ไปเลือกหลินเทียนมาจากสำนักจิ่วหยางเมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลังจากที่เขาวิ่งขึ้นมาบนเวทีแล้วก็ได้กระซิบอะไรบางอย่างกับหลุยหลานก่อนที่สายตาที่พวกเขามองไปยังหลินเทียนจะเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

หลุยหลานได้กระโดดลงมาจากเวทีพร้อมเดินไปกระซิบกับฮานเฮอต่อ

“อะไรนะ นี่คือไอ้หลินเทียน ? ”

ท่าทางของฮานเฮอได้เปลี่ยนไปอย่างมาก

เมื่อตอนที่ซูโจวได้กลับมารายงานเรื่องที่สำนักจิ่วหยางมีเด็กหนุ่มอายุ 16 ปี ผู้มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดารา ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 ก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงอย่างมากถึงได้จำชื่อหลินเทียนไว้อย่างดี ต้องรู้ก่อนนะว่าแม้สำนักนี้จะไม่เคยขาดแคลนผู้มีพรสวรรค์แต่การมีผู้มีพรสวรรค์ 9 ดาราและปรมาจารย์ระดับ 3 คนเดียวกันนี่มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ

ณ ตอนนี้พวกเขาได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนซ้ำไปซ้ำมา

“ข้าเองก็คิดอยู่เลยว่าทำไมก่อนหน้านี้ไม่เห็นใครที่ชื่อว่าหลินเทียนเฉิดฉายออกมาเลยแต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นไอ้หนูนี่ ”

หลี่หลานได้พูดออกมา

พวกเขาได้แต่มองไปที่กันและกันก่อนที่จะส่ายศีรษะออกมา

อายุ 16 ปี พรสวรรค์ระดับ 9 ดารา ปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 นี่มันเป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ